Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 8-part 2 Jesus Heals a Demon-Possessed Man, a woman sick for 12 years and a 12-year-old girl

ลูกาบทที่ 8-ตอน 2 พระเยซูทรงรักษาชายคนที่ถูกผีสิง ผู้หญิงที่ป่วยเป็นเวลา 12 ปีและเด็กหญิงอายุ 12 ปี

Last time we talked about Jesus saying to His disciples let us go to the other side. 

            ครั้งที่แล้วเราพูดถึงพระเยซูทรงรับสั่งให้พวกสาวกของพระองค์ข้ามไปฟากโน้น

He was speaking of going across the sea of Galilee.

พระองค์กำลังตรัสถึงการข้ามฝั่งทะเลกาลิลี

We talked about Jesus calming the sea of Galilee during a terrible storm. 

เราได้พูดเรื่องพระเยซูทรงห้ามทะเลให้สงบในช่วงที่มีพายุน่ากลัว

He just commanded the wind and the waves to be still, and they were.  

พระองค์เพียงแค่รับสั่งให้ลมพายุและคลื่นสงบและพวกมันก็สงบลง

Leaving Capernaum on the north shore of the Sea of Galilee, it was a five-mile journey (eight kilometers) by water to Gadara, located on the eastern shore.[1]

ออกจากเมืองคารเปอร์นาอุมชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลกาลิลี มันเป็นการเดินทางห้าไมล์ (แปดกิโลเมตร) ไปทางทะเลถึงเมืองเกดาราซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออก

 

26 Then they sailed to the country of the Gerasenes, which is opposite Galilee.

26 พวกเขาแล่นเรือไปถึงเขตแดนของเมืองเก-ราซาที่อยู่ตรงข้ามกาลิลี

27 When Jesus had stepped out on land, there met him a man from the city who had demons. For a long time he had worn no clothes, and he had not lived in a house but among the tombs.

27 ขณะที่พระองค์เสด็จขึ้นฝั่ง   มีชาวเมืองคนหนึ่งที่มีผีเข้าสิงมาพบพระองค์   เขาไม่ได้สวมเสื้อผ้าและไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านเรือนนานแล้ว   แต่อาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ

28 When he saw Jesus, he cried out and fell down before him and said with a loud voice, “What have you to do with me, Jesus, Son of the Most High God? I beg you, do not torment me.”

28 เมื่อเขาเห็นพระเยซูเขาก็ร้องลั่นและมาหมอบกราบพระองค์   ร้องเสียงดังว่า   “ข้าแต่พระเยซูบุตรของพระเจ้าสูงสุด  พระองค์มายุ่งกับข้าทำไม   ขออย่าทรมานข้าเลย”

29 For he had commanded the unclean spirit to come out of the man. (For many a time it had seized him. He was kept under guard and bound with chains and shackles, but he would break the bonds and be driven by the demon into the desert.)

29 ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะพระองค์สั่งให้ผีโสโครกออกจากตัวชายคนนั้น   (เพราะว่าผีแผลงฤทธิ์ในตัวเขาบ่อยๆ   เขาเคยถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน แต่เขาหักที่ล่ามโซ่ออก   และถูกผีผลักไสเข้าไปในถิ่นกันดาร)

30 Jesus then asked him, “What is your name?” And he said, “Legion,” for many demons had entered him.

30 ฝ่ายพระเยซูตรัสถามมันว่า   “เจ้าชื่ออะไร”   มันตอบว่า   “ชื่อกองพล”   เพราะว่ามีผีหลายตัวสิงเขาอยู่

           

A legion is a Roman military term used to denote a unit of six thousand soldiers, so it is possible that there were thousands of demons within this man.[2]

กองทหารเป็นคำศัพท์ที่ทหารโรมันที่ใช้แทนหน่วยทหาร6,000นาย   ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่ามีผีหลายพันตัวภายในชายคนนี้

31 And they begged him not to command them to depart into the abyss.

31 พวกผีก็อ้อนวอนขอพระองค์  อย่าสั่งให้พวกมันกลับไปที่นรกขุมลึก

32 Now a large herd of pigs was feeding there on the hillside, and they begged him to let them enter these. So he gave them permission.

32 ขณะนั้นมีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่บนไหล่เขา   ผีเหล่านั้นจึงอ้อนวอนพระองค์   ขออนุญาตให้พวกมันเข้าสิงในสุกรฝูงนั้น   พระองค์ก็ทรงอนุญาต

33 Then the demons came out of the man and entered the pigs, and the herd rushed down the steep bank into the lake and were drowned.

33 ผีเหล่านั้นจึงออกจากชายคนนั้นแล้วเข้าสิงในฝูงสุกร   สุกรทั้งฝูงก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสาบ สำลักน้ำตาย  

34 When the herdsmen saw what had happened, they fled and told it in the city and in the country.

34 เมื่อกลุ่มคนเลี้ยงสุกรเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   พวกเขาก็วิ่งหนีไปและเล่าเรื่องนั้นทั้งในเมืองและในชนบท

 

Jesus gave them permission: Why did Jesus allow this?

            พระเยซูทรงให้อนุญาตแก่พวกเขา: ทำไมพระเยซูจึงทรงอนุญาตเช่นนี้

Why didn't Jesus just put these unclean spirits out of commission?

ทำไมพระเยซูไม่ทรงเอาผีโสโครกออกมาจากงานพันธกิจ

Because the time of the total demonstration of His authority over demons had not yet come - it would come at the cross. [3]

เพราะเวลาแห่งการสำแดงสิทธิอำนาจของพระองค์เหนือผียังมาไม่ถึง-มันจะมาที่กางเขน

 

Colossians 2:15 He disarmed the rulers and authorities and put them to open shame, by triumphing over them in him.

โคโลสี 2:15 พระองค์ทรงปลดพวกภูตผีที่ครอบครองและพวกภูตผีที่มีอำนาจ   พระองค์ทรงประจานพวกมันอย่างเปิดเผย   และมีชัยชนะเหนือพวกมันโดยทางกางเขนนั้น

So that tells us that at the cross Jesus disarmed demons in their attacks on believers, He made a public spectacle of their defeat, and He triumphed over them in His work on the cross.

นั่นก็เพื่อบอกเราว่าที่กางเขนพระเยซูทรงปลดภูตผีที่โจมตีผู้เชื่อในพระองค์    ทรงทำให้ความพ่ายแพ้ของพวกมันเปิดเผยต่อสาธารณะ  และพระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือพวกมันโดยพระราชกิจของพระองค์บนกางเขน

The herd ran violently down the steep place into the sea, and drowned in the sea:

  สุกรทั้งฝูงวิ่งกระโจนจากหน้าผาลาดชันลงสู่ทะเลและจมน้ำทะเลตาย:

The destructive nature of demonic spirits is shown by their effect on the swineธรรมชาติทำลายของพวกภูตผีแสดงให้เห็นโดยผลของมันต่อฝูงสุกร

They are like their leader, Satan whose desire is to steal, and to kill, and to destroy.

พวกมันก็เหมือนผู้นำของพวกมันคือซาตานที่มีความปรารถนาจะลัก ฆ่าและทำลาย

 

John 10:10 The thief comes only to steal and kill and destroy. I came that they may have life and have it abundantly.

ยอห์น 10:10  ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลัก ฆ่าและทำลาย   เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิต   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์

This helps explain why Jesus allowed the demons to enter the pigs - because He wanted everyone to know what the real intention of these demons was.

            ข้อนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมพระเยซูทรงอนุญาตให้ภูตผีเข้าสิงฝูงสุกร--เพราะพระองค์ทรงต้องการให้ทุกคนรู้ว่าอะไรเป็นเจตนาของพวกภูตผีเหล่านี้

They wanted to destroy the man just as they destroyed the pigs.

พวกมันต้องการจะทำลายชายคนนั้นเช่นเดียวกับที่ทำลายฝูงสุกร

Because men are made in the image of God, they could not have their way as easily with the man, but their intention was just the same: to completely destroy him.[4]       

เพราะคนเราถูกสร้างตามแบบพระฉายของพระเจ้า  พวกมันไม่มีวิธีจัดการกับชายคนนั้นง่ายดาย   แต่เจตนาของพวกมันเหมือนกัน: เพื่อทำลายเขาให้ย่อยยับ

35 Then people went out to see what had happened, and they came to Jesus and found the man from whom the demons had gone, sitting at the feet of Jesus, clothed and in his right mind, and they were afraid.

35 พวกชาวบ้านจึงพากันออกไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   และเมื่อพวกเขาพบพระเยซู   ก็เห็นคนที่มีผีออกจากตัวแล้ว นุ่งผ้ามีสติสัมปชัญญะและกำลังนั่งอยู่ใกล้พระบาทพระเยซู   พวกเขาก็พากันกลัว

36 And those who had seen it told them how the demon-possessed man had been healed.

36 คนที่เห็นก็เล่าให้พวกเขาฟังถึงเรื่องคนผีเข้า ว่าเขาหายเป็นปกติได้อย่างไร

37 Then all the people of the surrounding country of the Gerasenes asked Him to depart from them, for they were seized with great fear. So he got into the boat and returned.

37 ชาวเมืองเก-ราซาและทุกคนที่อยู่ตามชนบทโดยรอบ   จึงขอให้พระองค์ไปเสียจากพวกเขา   เพราะว่าเขากลัวมาก   พระองค์จึงเสด็จลงเรือกลับไป

38 The man from whom the demons had gone begged that he might be with him, but Jesus sent him away, saying,

38 คนที่ผีออกจากตัวแล้วนั้นก็ขออนุญาตติดตามพระองค์   แต่พระเยซูตรัสสั่งให้เขากลับไปเสีย ตรัสว่า

 

Demon possession is real. 

            การที่ผีเข้าสิงนั้นเป็นเรื่องจริง

Demons or spirits can live inside of people who don’t believe in Jesus. 

มารหรือภูตผีสามารถสิงอยู่ภายในของคนที่ไม่เชื่อในพระเยซู

They were angels, but they along with Satan rebelled against God and were asked to leave Heaven.  

พวกมันเป็นทูตสวรรค์แต่พวกมันพร้อมกับซาตานกบฏต่อพระเจ้าและถูกขับออกจากสวรรค์

Demons disturb men physically, mentally, and spiritually.

ภูตผีรบกวนมนุษย์ฝ่ายร่างกาย   จิตใจและจิตวิญญาณ

They can destroy the souls of men and cause people to do many crazy evil things. 

พวกมันสามารถทำลายจิตวิญญาณของคนและเป็นเหตุให้คนกระทำสิ่งชั่วร้ายหลายอย่าง

Some people like at the annual vegetable festival here have asked to be filled with a spirit. 

บางคนที่ชอบงานเทศกาลกินเจประจำปีที่นี่ขอให้วิญญาณเข้าสถิตภายใน

This is very dangerous and unwise. 

นี่อันตรายมากและไม่ฉลาด

A spirit may come into you and you might have some special power, but it will not be good power from God. 

ผีอาจจะมาสิงในคุณและคุณอาจจะมีพลังพิเศษบางอย่าง  แต่มันจะไม่ใช่พลังอำนาจดีจากพระเจ้า

Luke tells us in the next chapter that demons are the same as unclean or evil spirits. 

ลูกาบอกเราในบทต่อไปว่าภูตผีก็เหมือนกันคือโสโครกหรือวิญญาณชั่ว      

This man was not possessed by one demon but by a legion of demons.

ชายคนนี้ไม่ได้ถูกผีตัวเดียวเข้าสิงแต่ภูตผีทั้งกองพลเลย

There are three thousand to six thousand men in a Roman legion of soldiers.  [5]

มีทหารราว 3 พันถึง 6 พันคนในกองพลโรมัน

The demons don’t want to go into the abyss. the abyss is what is referred to in Jude 6

ภูตผีไม่ต้องการจะไปลงนรก นรกคือสิ่งที่กล่าวถึงในพระธรรมยูดาบทที่ 6

 

Jude1:6 And the angels who did not stay within their own position of authority, but left their proper dwelling, he has kept in eternal chains under gloomy darkness until the judgment of the great day—

ยูดา 1:6  และพวกทูตสวรรค์ที่ไม่รักษาอำนาจครอบครองของตนเอง   แต่ละทิ้งถิ่นฐานของตน  พระองค์ก็ทรงจองจำไว้ด้วยโซ่อันไม่รู้จักสลายในที่มืด   จนกว่าจะถึงเวลาพิพากษาในวันยิ่งใหญ่นั้น

    

             Demons want to inhabit the body of a person.

             ภูตผีต้องการจะเข้าสิงในร่างกายของคน

When a demon is cast out of a person, he will wander around and come back to try to enter that person again; or, if he cannot gain entrance, he will go to another person.

เมื่อผีถูกขับออกจากคน   มันก็จะวนเวียนไปรอบๆ และกลับมาพยายามจะเข้าสิงคนนั้นอีกครั้ง  ถ้ามันไม่สามารถเข้าสิงได้  มันก็จะไปที่คนอื่น

He does not want to be without a body.

มันไม่ต้องการอยู่โดยไม่เข้าในร่างกายคน

When the Lord cast the demons out of this man, they were willing to go into the bodies of the swine rather than go into the abyss.

เมื่อพระเจ้าทรงขับผีออกจากชายคนนี้  พวกมันยินดีที่จะเข้าไปสิงในร่างกายของฝูงสุกรมากกว่าที่จะลงในเหวนรก

Notice that the pigs would rather be dead than have the demons indwell them![6]<

ขอให้สังเกตว่าฝูงสุกรอยากจะตายมากกกว่าให้ภูตผีเข้าสิง!

Just like the wind and the waves obeyed Jesus, the demons obeyed Him, they came out of the man and went into the pigs and the pigs ran into the sea and drowned. 

            เช่นเดียวกับลมพายุและคลื่นที่เชื่อฟังพระเยซู  ภูตผีทั้งหลายก็เชื่อฟังพระองค์ พวกมันออกมาจากชายคนนั้นและเข้าไปสิงในฝูงสุกรและฝูงสุกรวิ่งลงไปในทะเลและจมน้ำตาย

It is surprising to read that the people of Gadara came and asked the Lord Jesus to leave their country. 

มันน่าแปลกใจที่อ่านว่าชาวเมืองเกดารามาหาและทูลขอให้พระเยซูคริสต์เสด็จออกจากชนบทของพวกเขา

They were more afraid of Jesus than they were of the many demons that were in the man.  

พวกเขากลัวพระเยซูมากกว่าพวกภูตผีจำนวนมากที่สิงอยู่ในชายคนนั้น

 

Luke 8:3939 “Return to your home, and declare how much God has done for you.” And he went away, proclaiming throughout the whole city how much Jesus had done for him.

39 “จงกลับไปที่บ้านของท่าน   และเล่าให้ชาวเมืองฟังถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงทำต่อท่าน”   เขาก็ไปและประกาศให้คนทั้งเมืองทราบถึงเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ที่พระเยซูทรงทำต่อเขา

           

It would seem that the town’s people would be grateful to Jesus for casting out the demons from the man. 

            มันดูเหมือนว่าชาวเมืองจะกตัญญูต่อพระเยซูที่ได้ทรงขับผีออกจากคน

He had been out of his mind, not wearing clothes, he couldn’t be bound even by chains, he had been violent and awful. 

เขาเสียสติสัมปชัญญะ  ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า   เขาไม่ยอมให้ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน เขาเป็นคนรุนแรงและน่ากลัว

Now he was in his right mind. 

ตอนนี้เขาตั้งสติในใจได้

The people seemed to be more afraid of Jesus than the one who had been filled with demons. 

ประชาชนดูเหมือนจะกลัวพระเยซูมากขึ้นกว่าชายคนที่ผีเข้าสิง

Some had lost their livelihood, those who owned the pigs. 

บางคนได้สูญเสียชีวิตความเป็นอยู่  บรรดาผู้ที่เป็นเจ้าของฝูงสุกร

The healed man asked Jesus to go with Him. 

ชายคนที่หายโรคทูลขอพระเยซูว่าจะไปกับพระองค์

Jesus answer was no. 

พระเยซูทรงตอบว่าไปไม่ได้

Still it was an answer and led to the gospel and his testimony being shared in the ten cities of that region. 

ยังคงเป็นคำตอบและนำไปสู่พระกิตติคุณและประจักษ์พยานของเขาที่ถูกแบ่งปันในเมืองทั้งสิบแห่งของภูมิภาคนั้น

Jesus heals a woman and Jairus's daughter

            พระเยซูทรงรักษาผู้หญิงคนหนึ่งและบุตรสาวของไยรัส

When Jesus returned to the other side of the Sea of Galilee, crowds gathered around Him.

เมื่อพระเยซูทรงกลับไปอีกฟากหนึ่งของทะเลกาลิลี   ฝูงชนก็เข้ามาล้อมรอบพระองค์

There were two desperate people in the crowd.

มีคนสองคนที่หมดสิ้นความหวังในท่ามกลางฝูงชน

 

Verse 40 40 Now when Jesus returned, the crowd welcomed him, for they were all waiting for him.

ข้อ40 40 เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา  ฝูงชนก็ต้อนรับพระองค์   เพราะพวกเขารอคอยพระองค์อยู่

41 And there came a man named Jairus, who was a ruler of the synagogue. And falling at Jesus' feet, he implored him to come to his house,

41 นี่แน่ะ   มีชายคนหนึ่งชื่อไยรัส   เป็นนายธรรมศาลา  เขามากราบที่พระบาทของพระเยซู   อ้อนวอนขอให้พระองค์เสด็จไปที่บ้านของเขา

42 for he had an only daughter, about twelve years of age, and she was dying.  As Jesus went, the people pressed around him.

42 เพราะว่าเขามีบุตรสาวคนเดียว   อายุประมาณสิบสองปี   และบุตรสาวคนนั้นกำลังนอนป่วยอยู่เกือบจะตายแล้ว   เมื่อพระองค์กำลังเสด็จไปนั้น   ฝูงชนก็เบียดเสียดพระองค์

43 And there was a woman who had had a discharge of blood for twelve years, and though she had spent all her living on physicians, she could not be healed by anyone.

43 มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกโลหิตมาได้สิบสองปีแล้ว  (และใช้ทรัพย์ทั้งหมดของนางเป็นค่าหมอ) แต่ไม่มีใครรักษาให้หายได้

44 She came up behind him and touched the fringe of his garment, and immediately her discharge of blood ceased.

44 หญิงผู้นี้แอบมาทางข้างหลัง   และแตะต้องชายฉลองพระองค์ของพระองค์   และในทันใดนั้นโลหิตที่ตกก็หยุด

45 And Jesus said, “Who was it that touched Me?” When all denied it, Peter said, “Master, the crowds surround you and are pressing in on you!”

45 พระเยซูจึงตรัสถามว่า   “ใครแตะต้องเรา”   เมื่อทุกคนปฏิเสธ   เปโตรจึงทูลพระองค์ว่า   “พระอาจารย์   ฝูงชนที่อยู่ล้อมรอบพระองค์กำลังเบียดเสียดพระองค์”

46 But Jesus said, “Someone touched me, for I perceive that power has gone out from me.”

46 แต่พระเยซูตรัสว่า   “มีคนหนึ่งแตะต้องตัวเรา   เพราะเรารู้สึกได้ว่าฤทธิ์ซ่านออกจากตัวเรา”

47 And when the woman saw that she was not hidden, she came trembling, and falling down before him declared in the presence of all the people why she had touched him, and how she had been immediately healed.

47 เมื่อผู้หญิงคนนั้นเห็นว่าไม่สามารถจะซ่อนตัวต่อไปได้แล้ว   นางก็ตัวสั่นเข้ามาหมอบกราบพระองค์   ทูลพระองค์ต่อหน้าทุกคนว่า   นางแตะต้องพระองค์เพราะสาเหตุอะไรและหายโรคได้ในทันที

48 And he said to her, “Daughter, your faith has made you well; go in peace.”

48 พระองค์จึงตรัสกับนางว่า   “ลูกหญิงเอ๋ย   ที่หายโรคนั้นก็เพราะลูกเชื่อ  จงไปเป็นสุขเถิด”  

49 While he was still speaking, someone from the ruler's house came and said, “Your daughter is dead; do not trouble the Teacher any more.”

49 ขณะที่พระองค์กำลังตรัสอยู่นั้น   มีคนจากบ้านนายธรรมศาลามาบอกนายว่า   “ลูกสาวของท่านตายแล้ว   ไม่ต้องรบกวนอาจารย์อีก”

50 But Jesus on hearing this answered him, “Do not fear; only believe, and she will be well.”

50 เมื่อพระเยซูได้ยินจึงตรัสกับเขาว่า   “อย่ากลัว   จงเชื่อเท่านั้น   แล้วลูกจะหายดี”

51 And when he came to the house, he allowed no one to enter with Him, except Peter and John and James, and the father and mother of the child.

51เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบ้าน   พระองค์ไม่ทรงยอมให้ใครเข้าไปยกเว้นเปโตร ยอห์น  ยากอบและบิดามารดาของเด็กเท่านั้น

52 And all were weeping and mourning for her, but he said, “Do not weep, for she is not dead but sleeping.”

52 ทุกคนกำลังร้องไห้ทุกข์โศกเพราะเด็กคนนั้น   แต่พระองค์ตรัสว่า   “อย่าร้อง

ไห้  เขายังไม่ตายเพียงแต่นอนหลับอยู่”

53 And they laughed at him, knowing that she was dead.

53 พวกเขาหัวเราะเยาะพระองค์ เพราะรู้ว่าเด็กคนนั้นตายแล้ว

54 But taking her by the hand he called, saying, “Child, arise.”

54 พระองค์ทรงจับมือของเด็กแล้วตรัสว่า   “ลูกเอ๋ย   ลุกขึ้นเถิด”

55 And her spirit returned, and she got up at once. And He directed that something should be given her to eat.

55 แล้ววิญญาณก็กลับเข้าไปในตัวเด็ก   เขาก็ลุกขึ้นทันที   พระองค์จึงตรัสสั่งให้เอาอาหารมาให้เขากิน

56 And her parents were amazed, but He charged them to tell no one what had happened.

56 บิดามารดาของเด็กคนนั้นก็ประหลาดใจมาก   แต่พระองค์ทรงสั่งไม่ให้บอกใครถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น

 

Jarius was probably wealthy, because he was an important man.

บางทีไยรัส อาจร่ำรวยเพราะเขาเป็นคนสำคัญ

The woman was poor because she spent all her money on doctors.  

ผู้หญิงยากจนเพราะเธอใช้จ่ายเงินทั้งหมดของเธอไปพบแพทย์

Jarius came publicly.

ไยรัส มาอย่างเปิดเผย

The woman came secretly. 

ผู้หญิงมาแบบลับๆ

Jarius thought Jesus had to do a lot to heal his daughter.

ไยรัสคิดว่าพระเยซูทรงต้องทำมากในการรักษาบุตรสาวของเขา

The woman thought all she needed was to touch Jesus' garment. 

ผู้หญิงนั้นคิดว่าทั้งหมดที่เธอต้องการคือเพื่อสัมผัสชายฉลองพระองค์ของพระเยซู

Jesus responded to the woman immediately.

พระเยซูทรงตอบสนองต่อผู้หญิงนั้นทันที

Jesus responded to Jarius after a delay. [7]

 พระเยซูทรงตอบสนองต่อไยรัสหลังจากล่าช้าไปหน่อย

 

            Jarius had twelve years of happiness with his daughter that was now dying.

            ไยรัสมีความสุขสิบสองปีกับบุตรสาวของเขาที่ตอนนี้กำลังจะตาย

The woman had twelve years of agony that seemed hopeless to heal. 

ผู้หญิงที่ทุกข์ทรมานมาสิบสองปีนั้นดูเหมือนหมดหวังในการรักษา

The bleeding kept her from going to the synagogue. 

โลหิตตกทำให้เธอไม่สามารถไปที่ธรรมศาลา

Jarius was an important man, the ruler of the synagogue.

ไยรัสเป็นคนสำคัญ  เป็นนายธรรมศาลา

The woman is not named. 

ไม่ปรากฎชื่อผู้หญิงคนนั้น

Jairus came to get Jesus to heal his daughter. 

            ไยรัสมารับพระเยซูเพื่อไปรักษาบุตรสาวของเขา

He believed that Jesus would have to go to his daughter and touch her.

เขาเชื่อว่าพระเยซูจะต้องไปพบบุตรสาวของเขาและสัมผัสเธอ

As Jesus began to deal with Jairus, He was interrupted by the woman who was bleeding.

เมื่อพระเยซูเริ่มที่จะจัดการกับไยรัส  พระองค์ทรงถูกขัดจังหวะโดยผู้หญิงที่โลหิตตก

The woman had been suffering with this bleeding problem for twelve years.

ผู้หญิงคนนั้นได้ทนทุกข์ทรมานกับปัญหาโลหิตตกนี้เป็นเวลาสิบสองปี

The daughter of Jairus was twelve years old.

บุตรสาวของไยรัสมีอายุสิบสองปี

Jesus did not touch the woman; she touched Him and was healed instantly.

            พระเยซูไม่ได้สัมผัสกับผู้หญิงคนนั้น  เธอสัมผัสพระองค์และได้หายโรคทันที

When they reached the home of Jairus, the paid mourners had already gone to work.

เมื่อพวกเขามาถึงบ้านของไยรัส  พวกคนที่รับจ้างร้องไห้คร่ำครวญเสร็จแล้วไปทำงาน

They stopped weeping long enough to laugh at Jesus in their disbelief.[8]

พวกเขาหยุดร้องไห้นานพอที่จะหัวเราะเพระเยซูเพราะความไม่เชื่อ

Jesus commanded the little girl to get up from death and she did! 

            พระเยซูทรงรับสั่งให้สาวน้อยลุกขึ้นจากตายและเธอก็ลุกขึ้นได้!

So, the wind and waves obey Him, the demons obey Him, those who have died obey Him, how about you? 

ลมพายุและคลื่นเชื่อฟังพระองค์  ผีก็เชื่อฟังพระองค์ บรรดาผู้ที่ตายแล้วก็เชื่อฟังพระ

องค์  แล้วคุณล่ะ

Will you obey Him too?  Will you trust and obey the Lord Jesus?

คุณจะเชื่อฟังพระองค์ด้วยไหม  คุณจะวางใจและเชื่อฟังพระเยซูเจ้าไหม

It certainly can be difficult to accept some of the sorrowful twists and turns that life brings our way.

            แน่นอนมันยากที่จะยอมรับบางสิ่งที่บิดเบือนอย่างน่าเศร้า และสิ่งที่หันเปลี่ยนชีวิตเราเป็นแบบนี้

Whether you have been sick for twelve years or become terminally ill, even at the young age of 12. 

ไม่ว่าคุณจะป่วยเป็นเวลาสิบสองปีหรือป่วยเสมอในช่วงเวลา  แม้ในวัยที่อายุ 12ปี

Know that Jesus cares, He loves you very much despite your circumstances.

รู้ว่าพระเยซูทรงห่วงใย พระองค์ทรงรักคุณมากไม่ว่าสถานการณ์ของคุณจะเป็นเช่นไร

Jesus not only cares; He is present to help His children.

พระเยซูไม่เพียงแต่ทรงห่วงใย พระองค์ทรงอยู่เพื่อช่วยบุตรของพระองค์

 

Psalm 46:1 God is our refuge and strength, a very present help in trouble.

สดุดี 46:1  พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา   เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก  

 

            The Holy Spirit, the Comforter of our hearts, dwells with us, and He will never leave. 

            พระวิญญาณบริสุทธิ์   พระผู้ทรงเล้าโลมจิตใจเรา   ทรงสถิตภายในเราและพระองค์ไม่ทรงละทิ้งเรา

 

John 14:16 And I will ask the Father, and he will give you another Helper, to be with you forever

ยอห์น 14:16  เราจะทูลขอพระบิดา   และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้กับพวกท่าน   เพื่อจะอยู่กับท่านตลอดไป

Ultimately, God’s will for us is to glorify Him and to grow spiritually.

            ในที่สุด  พระประสงค์ของพระเจ้าคือให้เราถวายเกียรติแด่พระองค์และเติบโตฝ่ายวิญญาณ

He wants us to trust and depend on Him.

พระองค์ทรงประสงค์ให้เราไว้วางใจและพึ่งพาพระองค์

What we see as pain and discomfort and uncertainty our sovereign Father – who ordains or allows every event during our time on earth – sees as transformation.

สิ่งที่เราเห็นเป็นความเจ็บปวดและความไม่สะดวกสบายและความไม่แน่นอนพระบิดาองค์ผู้สูงสุดของเรา-ผู้ที่ตั้งเราไว้หรือยอมให้เหตุการณ์ทุกอย่างในช่วงเวลาของเราในโลก–ทรงเห็นเป็นการปรับเปลี่ยนใหม่

Our suffering is never meaningless.

ความทุกข์ของเราไม่มีวันไร้ความหมาย

God uses suffering to change us, to minister to others, and, ultimately, to bring glory to His name.[9]

พระเจ้าทรงใช้ความทุกข์เพื่อเปลี่ยนแปลงเราใหม่  เพื่อเราจะสั่งสอนผู้อื่นและเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อถวายเกียรติแด่พระนามของพระองค์

 

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

            การตัดสินใจที่จะติดตามพระเยซูคือการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่คุณจะทำได้

God is the Creator.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง

God loves you. He loves all people.

พระเจ้าทรงรักคุณ ทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและเราไม่ใช่

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

เพราะมนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวนนั้น  ตั้งแต่นั้นมาทุกคนได้ทำผิด คิดผิด และพูดผิด

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with Him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า  เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่อจะอยู่กับพระองค์ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross. He came alive again three days later.

แต่พระบุตรของพระเจ้าทรงรับแบกโทษเพื่อบาปของเรา  โดยการตายบนกางเขน  พระองค์ทรงฟื้นพระชนม์อีกครั้งสามวันต่อมา

 

Romans 10:9 If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม10:9  คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่า  พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า  และเชื่อในใจว่า  พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย  ท่านจะรอด

 

Your sins will be forgiven, and you will become a Christian, a follower of Jesus.

ความบาปของคุณจะได้รับการอภัยและคุณจะกลายเป็นคริสเตียน  ผู้ติดตามพระเยซู

 If you want to receive Christ as your Savior and turn from your sins, you can ask Him to be your Savior and Lord by praying a prayer like this:

ถ้าคุณต้องการต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป คุณสามารถทูลขอให้พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระเจ้าของคุณโดยการอธิษฐานดังนี้

Lord Jesus, I believe you are the Son of God.

ข้าแต่พระเยซูเจ้า  ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

Thank you for dying on the cross for my sins.

 ขอบคุณสำหรับการตายบนไม้กางเขนแทนความบาปของผม

Please forgive my sins and give me the gift of eternal life.

โปรดให้อภัยบาปและประทานของขวัญแห่งชีวิตนิรันดร์แก่ผม

I ask you into my life and heart to be my Lord and Savior.

ผมทูลขอให้พระองค์เสด็จเข้ามาในชีวิตและในจิตใจของผมเพื่อเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของผม

I want to serve you always. In Jesus name I pray, Amen.

ผมต้องการที่จะรับใช้พระองค์เสมอ ผมทูลขอในนามพระเยซู อาเมน

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระ​คัมภีร์ภาษาไทย ฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคม​พระ​คริสต​ธรรม​ไทย



          [1] Jon Courson, Jon Courson’s Application Commentary, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 2004), 242.

      [2] ibid.

      [3] David Guzik, “David Guzik Study Guide Matthew 8,” Blue Letter Bible,www.blueletterbible.org/Comm/guzik_david/StudyGuide_Mat/Mat_8.cfm  (accessed July 1, 2012).

       [4] ibid.

                [6] ibid.

                [7] David Guzik, David Guzik Bible Commentary.  https://enduringword.com/bible-commentary/luke-8/  (accessed Nov. 21, 2013).

                [8] McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, Luke 8.

                [9] “What does the Bible say about coping/dealing with a terminal illness?” Gotquestions.org https://www.gotquestions.org/terminal-illness.html  (accessed Dec. 1, 2013).

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top