Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 9 Jesus Sends Out the Apostles, Feeds the 5,000, and Describes the Cost of Following Him.

ลูกาบทที่ 9 พระเยซูทรงส่งอัครสาวกออกไป  ทรงเลี้ยงคนห้าพันคน และคุณค่าในการติดตามพระเยซู

 

            Last time we talked about Jesus healing a demon-possessed man. 

            ครั้งที่แล้วเราพูดถึงเรื่องพระเยซูทรงรักษาชายคนที่ผีเข้า

Jesus commanded the demons to come out of him.

พระเยซูทรงบัญชาให้ภูตผีออกมาจากเขา

Jesus healed a woman who had been bleeding for 12 years and Jairus's 12-year-old daughter, Jesus raised up from the dead.

พระเยซูทรงรักษาผู้หญิงที่โลหิตตกมานาน12ปีให้หาย   และลูกสาวอายุ12ปีของไยรัส พระเยซูทรงทำให้ฟื้นจากตาย

Most of the time Jesus spent every day with His disciples.  

            พระเยซูทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ทุกวันกับพวกสาวกของพระองค์

But now probably about a year and half into their training period, He sent them out, on their own. 

แต่ตอนนี้อาจเป็นเวลาหนึ่งปีครึ่งในการฝึกฝนพวกเขา พระองค์ทรงส่งพวกเขาออกไปตามลำพัง

When I was a hospital chaplain trainer for several weeks I had the trainee with me and they usually didn’t say anything.  

เมื่อผมเป็นผู้ฝึกอบรมคนเป็นอนุศาสกโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายสัปดาห์  ผมฝึกอบรมแก่พวกฝึกหัดและพวกเขาไม่พูดอะไร

We would go bed to bed and I would introduce the trainee but then I would do all the talking and praying with the patient. 

เราจะไปเยี่ยมที่เตียงโน้นเตียงนี้และผมจะแนะนำผู้รับการฝึกหัด   แต่แล้วผมก็จะสนทนาและอธิษฐานกับคนป่วย

Then finally I would allow the trainee to most of the visit and I would observe and then finally let him out on his own to make visits.  

แล้วในที่สุดผมก็จะปล่อยให้ผู้รับการฝึกหัดไปเยี่ยมคนป่วยให้มากที่สุด  และผมจะสังเกตดูแล้วในที่สุดก็ปล่อยให้เขาออกไปเยี่ยมคนป่วยเอง

These disciples were not extraordinary men. 

พวกสาวกเหล่านี้ไม่ใช่คนพิเศษ

A number of them were poor fisherman before they became disciples, one was a tax collector. 

พวกเขาส่วนมากเป็นชาวประมงยากจนก่อนที่จะกลายเป็นสาวก คนหนึ่งเป็นคนเก็บภาษี

God chooses and calls just plain ordinary people like you.  

พระเจ้าทรงเลือกและเรียกคนธรรมดาสามัญเช่นคุณ

It is wrong for any of us to excuse ourselves from serving the Lord, because of the fact that we are just so ordinary, because that is the kind of person God seeks to use for His glory.

มันไม่ถูกต้องสำหรับเราคนใดที่จะแก้ตัวไม่รับใช้พระเจ้า  เพราะความจริงที่ว่าเราเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ  เพราะนั่นเป็นประเภทของคนที่พระเจ้าเสาะหามาใช้งานเพื่อถวายพระสิริแด่พระองค์

 

When our Lord was here on earth, He gave the gift of healing to His apostles.

            เมื่อพระเจ้าของเราประทับในโลกนี้  พระองค์ทรงให้ของประทานในการรักษาโรคแก่อัครสาวกของพระองค์

It was one of the "sign" gifts.

มันเป็นของประทาน "หมายสำคัญ" อย่างหนึ่ง

It served as the evidence of the power of God, the truth of the Gospel, and authority of the apostles. 

มันเป็นหลักฐานแสดงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า  ความจริงแห่งข่าวประเสริฐ  และสิทธิอำนาจของอัครสาวก

The healings demonstrated that they were who they claimed to be.

การรักษาโรคต่างๆ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นดังที่พวกเขากล่าวอ้าง

When the church got under way (before the New Testament was in written form), the sign of an apostle was the fact that he had the "sign" gifts.

เมื่อเริ่มต้นคริสตจักร(ก่อนที่พันธสัญญาใหม่อยู่ในรูปงานเขียน)สัญลักษณ์ของอัครทูตคือความจริงที่ว่าเขามีของประทาน "หมายสำคัญ"

Peter could heal the sick and raise the dead. Paul could heal the sick and raise the dead.

เปโตรสามารถรักษาคนป่วยและทำให้คนฟื้นจากตาย เปาโลสามารถรักษาคนป่วยและทำให้คนฟื้นจากตาย

To do this was proof that they were true apostles of the Lord Jesus Christ. [1]  

การทำเช่นนี้เป็นหลักฐานว่าพวกเขาเป็นอัครสาวกที่แท้จริงขององค์พระเยซูคริสต์

 

Jesus sends out the 12 apostles

พระเยซูทรงส่งอัครสาวกสิบสองคนออกไป

1 And he called the twelve together and gave them power and authority over all demons and to cure diseases,

1 พระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนมาพร้อมกัน   แล้วทรงให้พวกเขามีฤทธิ์เดชและสิทธิอำนาจเหนือผีทั้งหลาย   และรักษาโรคต่างๆให้หายได้

2 and he sent them out to proclaim the kingdom of God and to heal.

2 แล้วพระองค์ทรงใช้เขาทั้งหลายไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า   และรักษาคนป่วยให้หาย

 

            When you live in submission to God as the King of your life, you are living in the kingdom of God.

            เมื่อคุณถวายตัวยอมรับพระเจ้าเป็นกษัตริย์ในชีวิต คุณก็มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า

We are here to announce that there is a King and we are in His kingdom

เราอยู่ที่นี่เพื่อประกาศว่ามีองค์กษัตริย์และเราอยู่ในแผ่นดินของพระองค์

 

3 And he said to them, “Take nothing for your journey, no staff, nor bag, nor bread, nor money; and do not have two tunics.

3 พระองค์ทรงสั่งพวกเขาว่า  “อย่าเอาอะไรไปใช้ตามทาง  เช่นไม้เท้า หรือย่าม   หรืออาหาร  หรือเงิน  หรือเสื้อสองตัว

4 And whatever house you enter, stay there, and from there depart.

4 และถ้าเข้าไปในบ้านไหน   ก็จงอาศัยอยู่ในบ้านนั้นจนกว่าจะจากไป

5 And wherever they do not receive you, when you leave that town shake off the dust from your feet as a testimony against them.”

5 ถ้ามีใครไม่ต้อนรับพวกท่าน  เมื่อท่านจะไปจากเมืองนั้น  จงสะบัดผงคลีดินออกจากเท้าของท่าน  เพื่อเป็นประจักษ์พยานต่อต้านพวกเขา”

6 And they departed and went through the villages, preaching the gospel and healing everywhere.

6 พวกสาวกจึงออกไปตามหมู่บ้าน ประกาศข่าวประเสริฐ และรักษาคนป่วยทุกแห่งหนให้หาย

 

Travelling light kept them dependent upon God.

            แสงเดินทางทำให้พวกเขาพึ่งพาในพระเจ้า

They had to trust the Lord for everything if they didn't take much with them.

พวกเขาต้องไว้วางใจพระเจ้าสำหรับทุกอย่างถ้าพวกเขาไม่ได้พาอะไรไปมากมาย

If the preacher isn't trusting God, how can he tell others to trust him? 

ถ้านักเทศน์ไม่ไว้วางใจพระเจ้า   เขาจะบอกคนอื่นให้เชื่อได้อย่างไร

The disciples were sent out to preach the Kingdom of God and to heal the sick. 

พวกสาวกถูกส่งออกไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้าและเพื่อรักษาคนป่วย

God still heals people today, but I strongly believe that salvation must be emphasized over healing. 

พระเจ้ายังทรงรักษาคนทุกวันนี้  แต่ผมเชื่อมั่นคงว่าจะต้องเน้นย้ำเรื่องความรอดยิ่งกว่าการรักษาโรค

We all like to be as healthy as possible and certainly want healing especially when given a terminal diagnosis like cancer, but our eternal life in Heaven is far more important than our physical life and comfort here.

เราทุกคนอยากมีสุขภาพดีถ้าเป็นไปได้  และแน่นอนต้องการการรักษาเป็นพิเศษเมื่อทราบผลการวินิจฉัยโรคขั้นร้ายแรงเช่นโรคมะเร็ง แต่ชีวิตนิรันดร์ของเราในสวรรค์สำคัญยิ่งกว่าชีวิตฝ่ายกายและความสุขสบายของเราที่นี่

Herod is perplexed by Jesus

            เฮโรดสับสนเพราะพระเยซู

Herod the governor of the area heard about all that was happening with Jesus, and he was perplexed, because it was said by some that John the Baptist had been raised from the dead, he wondered, who is this Jesus?

 เฮโรดผู้ว่าราชการของพื้นที่นี้ได้ยินเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับพระเยซู และเขาสับสน เพราะคนกล่าวกันว่ายอห์นผู้ให้บัพติศมาได้เป็นขึ้นจากตาย   เขาก็เลยสงสัยว่าพระเยซูองค์นี้คือผู้ใด

 

7 Now Herod the tetrarch heard about all that was happening, and he was perplexed, because it was said by some that John had been raised from the dead,

7 เฮโรดเจ้าเมืองได้ยินเรื่องเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น   ก็รู้สึกสับสนมาก   เพราะบางคนบอกว่ายอห์นเป็นขึ้นมาจากตายแล้ว

8 by some that Elijah had appeared, and by others that one of the prophets of old had risen.

8 บางคนบอกว่าเอลียาห์มาปรากฏ   คนอื่นว่าผู้เผยพระวจนะโบราณกลับเป็นขึ้นมา

9 Herod said, “John I beheaded, but who is this about whom I hear such things?” And he sought to see him.

9 เฮโรดจึงกล่าวว่า   “ยอห์นคนนั้นเราตัดศีรษะไปแล้ว   แต่คนนี้ที่เราได้ยินเรื่องราวต่างๆ เป็นใครกันแน่”   แล้วเฮโรดจึงหาโอกาสที่จะพบพระองค์

 

Herod was the ruler who had been responsible for the imprisonment and execution of John the Baptist. 

เฮโรเป็นเจ้าเมืองปกครองที่รับผิดชอบสั่งจำคุกและประหารชีวิตยอห์นผู้ให้บัพติศมา

Herod was afraid Jesus was John the Baptist come back to life.

เฮโรดกลัวว่าพระเยซูทรงเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่ได้กลับฟื้นชีวิตอีก

The curiosity of Herod caused him to want to see Jesus.

ความอยากรู้อยากเห็นของเฮโรดทำให้เขาต้องการที่จะพบพระเยซู

Jesus feeds the five thousand

            พระเยซูทรงเลี้ยงคนห้าพันคน

When the disciples returned, they told Jesus about all they had done.  

เมื่อพวกสาวกกลับมา  พวกเขาทูลพระเยซูเกี่ยวกับทุกสิ่งที่พวกเขาได้ทำ

They went to a place called Bethsaida, the crowds followed, Jesus taught them and healed the sick. 

พวกเขาไปที่แห่งหนึ่งเรียกว่า เบธไซดา ฝูงชนติดตามไป พระเยซูทรงสอนพวกเขาและรักษาคนเจ็บป่วย

They were there all day and the crowd had no food.

พวกเขาอยู่ที่นั่นทั้งวันและฝูงชนไม่มีอาหารรับประทาน

 

10 On their return the apostles told him all that they had done. And he took them and withdrew apart to a town called Bethsaida.

10 เมื่อบรรดาอัครทูตกลับมาแล้ว   พวกเขาทูลพระเยซูถึงสิ่งที่ได้ทำนั้น พระองค์จึงพาเขาออกไปตามลำพังใกล้เมืองที่เรียกว่าเบธไซดา

11 When the crowds learned it, they followed him, and he welcomed them and spoke to them of the kingdom of God and cured those who had need of healing.

11 แต่เมื่อฝูงชนรู้แล้วจึงตามพระองค์ไป   พระองค์ทรงต้อนรับพวกเขา   ตรัสสั่งสอนถึงแผ่นดินของพระเจ้า   และทุกคนที่ต้องการหายโรคพระองค์ก็ทรงรักษา

12 Now the day began to wear away, and the twelve came and said to him, “Send the crowd away to go into the surrounding villages and countryside to find lodging and get provisions, for we are here in a desolate place.”

12 เมื่อกำลังจะใกล้ค่ำ   สาวกสิบสองคนมาทูลพระองค์ว่า   “ขอส่งฝูงชนไปตามหมู่บ้านต่างๆที่อยู่แถวนั้น  เพื่อหาที่พักและอาหาร  เพราะที่ๆ เราอยู่นี้เป็นที่เปลี่ยว”

13 But he said to them, “You give them something to eat.” They said, “We have no more than five loaves and two fish—unless we are to go and buy food for all these people.”

13 แต่พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด”   เขาทูลว่า   “เราไม่มีอะไรมาก   มีแค่ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว   นอกเสียจากจะไปหาซื้ออาหารให้ประชาชนทั้งหมดนี้”

14 For there were about five thousand men. And He said to His disciples, “Have them sit down in groups of about fifty each.”

14 เพราะมีผู้ชายอยู่ที่นั่นประมาณห้าพันคน   พระองค์จึงสั่งพวกสาวกของพระองค์ว่า   “จงให้พวกเขานั่งลงเป็นหมู่ๆ   หมู่ละประมาณห้าสิบคน”

15 And they did so, and had them all sit down.

15 สาวกก็ทำตาม   คือให้ทุกคนนั่งลง

16 And taking the five loaves and the two fish, he looked up to heaven and said a blessing over them. Then he broke the loaves and gave them to the disciples to set before the crowd.

16 เมื่อพระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นแล้ว   ก็แหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ขอพระพรพ  แล้วทรงหักส่งให้แก่พวกสาวก   เอาไปแจกจ่ายฝูงชน

17 And they all ate and were satisfied. And what was left over was picked up, twelve baskets of broken pieces.

17 พวกเขาก็ได้กินอิ่มกันทุกคน   แล้วพวกสาวกยังเก็บเศษอาหารที่เหลือนั้นได้ถึงสิบสองตะกร้า

 

A boy came with five small loaves and two fish and Jesus miraculously multiplied them to feed more than 5,000 not counting the women and the children.  

            เด็กชายคนหนึ่งมาพร้อมกับขนมปังห้าก้อนเล็กและปลาสองตัว  และพระเยซูทรงทำการอัศจรรย์เพิ่มทวีคูณมันพอแจกจ่ายให้คนรับประทานได้มากกว่าห้าพันคนไม่นับผู้หญิงและเด็ก

Jesus can use our small riches, our small talent and multiply them greatly. 

พระเยซูทรงสามารถใช้สมบัติเล็กน้อยของเรา  ของประทานพิเศษเล็กน้อยของเรา และทรงเพิ่มทวีคูณมันได้มากมาย

Jesus was speaking to the crowd teaching that there is a kingdom where God wants men to live. 

พระเยซูกำลังตรัสสั่งสอนฝูงชนว่า  พระเจ้าทรงต้องการให้คนไปอยู่ในแผ่นดินของพระองค์

It is a kingdom of light and life, a kingdom that is marked by righteousness, and joy, and peace, and love. 

มันเป็นแผ่นดินแห่งความสว่างและชีวิต  แผ่นดินที่กอปรด้วยความชอบธรรม ความสุข  สันติ และความรัก

And that kingdom comes to a man when he submits himself to God as the King of his life.

และแผ่นดินนั้นมาถึงคนเมื่อเขายอมจำนนต่อพระเจ้ารับพระองค์เป็นกษัตริย์ในชีวิตของเขา

And that's what the kingdom of God is all about, when God rules as King. 

และนั่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงครองราชย์เป็นกษัตริย์

The Creator, who made the fish in the beginning and causes the grain to multiply and grow in the fields, now by His words created and multiplied food for the crowd.  

            พระผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงสร้างปลาในปฐมกาลและทำให้เมล็ดพืชทวีคูณและเติบโตในท้องทุ่ง  ตอนนี้โดยคำตรัสของพระองค์ก็เกิดมีอาหารเพิ่มทวีคูณสำหรับเลี้ยงฝูงชน

There was extra food left over, even more than what was needed was supplied by a miracle. 

ยังมีอาหารเหลืออีกต่างหาก   มากเกินกว่าจำเป็นที่จัดหามาได้โดยการอัศจรรย์

 

Peter confesses Jesus as the Christ

เปโตรยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์

18 Now it happened that as he was praying alone, the disciples were with him. And he asked them, “Who do the crowds say that I am?”

18 ขณะที่พระองค์กำลังอธิษฐานอยู่ตามลำพัง  โดยมีสาวกทั้งหลายอยู่ใกล้ๆ พระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า   “คนทั้งหลายพูดกันว่าเราเป็นใคร”

19 And they answered, “John the Baptist. But others say, Elijah, and others, that one of the prophets of old has risen.”

19 พวกเขาทูลตอบว่า   “เป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา   แต่บางคนว่าเป็นเอลียาห์   ส่วนคนอื่นๆ ก็ว่าเป็นหนึ่งในพวกผู้เผยพระวจนะโบราณที่กลับเป็นขึ้นมา”

20 Then he said to them, “But who do you say that I am?” And Peter answered, “The Christ of God.”

20 พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า “แล้วพวกท่านเองคิดว่าเราเป็นใคร”  เปโตรทูลตอบว่า  “เป็นพระคริสต์ของพระเจ้า”

           

What about you, who do you say Jesus is? 

            แล้วคุณล่ะ  คุณว่าพระเยซูคือผู้ใด

Is He a prophet?  Is He a good man? 

พระองค์เป็นผู้เผยพระวจนะหรือ  พระองค์เป็นคนดีหรือ

Is He just someone that other believe in, but not you? 

พระองค์เป็นเพียงผู้ที่คนอื่นเชื่อถือ  แต่ไม่ใช่คุณหรือ

Or is He who He said He is, the perfect Son of God who loves you and gave Himself for you, so that you might know Him and love Him as He loves you?

หรือทรงเป็นคนที่พระองค์กล่าวว่าพระองค์เป็น พระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าที่ทรงรักคุณและพลีตัวเองเพื่อคุณ  เพื่อว่าคุณอาจจะรู้จักพระองค์และรักพระองค์ดังที่พระองค์ทรงรักคุณ

At this point, Jesus said, "Don't tell anybody, you don't know enough about it yourself yet. Don't tell anybody about this."

ตรงจุดนี้ พระเยซูตรัสว่า "อย่าไปบอกใคร  ท่านไม่ทราบเรื่องดีพอ อย่าไปบอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้"

Because He knew that His mission was to be accomplished, not by establishing His throne in Jerusalem, and overthrowing the Roman powers, and bringing the world in submission, but His kingdom was to be established by Him hanging on a cross.

เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าภารกิจของพระองค์ต้องกระทำให้สำเร็จ ไม่ใช่โดยการสถาปนาบัลลังก์ของพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม  และการโค่นล้มอำนาจของโรม และยอมอยู่ใต้อำนาจของโลก  แต่แผ่นดินของพระองค์ต้องถูกสถาปนาขึ้นโดยพระองค์สิ้นพระชนม์บนกางเขน

Something the disciples did not understand yet, but would understand later after He arose from the dead. 

บางสิ่งสาวกยังไม่เข้าใจ  แต่จะเข้าใจภายหลังจากที่พระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากความตาย

So now Jesus is beginning to break to them the news. "You're right, I am the Messiah of God, yet I am going to suffer many things."

ดังนั้นตอนนี้พระเยซูทรงกำลังเริ่มบอกข่าวพวกเขาว่า "ท่านพูดถูก เราเป็นพระเมสสิยาห์ของพระเจ้า  แต่เรากำลังจะทนทุกข์หลายอย่าง"

           

Jesus foretells His death

                พระเยซูทรงพยากรณ์การสิ้นพระชนม์ของพระองค์

21 And he strictly charged and commanded them to tell this to no one,

21 พระองค์จึงกำชับสั่งพวกเขาไม่ให้บอกใครเรื่องนี้

22 saying, “The Son of Man must suffer many things and be rejected by the elders and chief priests and scribes, and be killed, and on the third day be raised.”

22 และตรัสว่า   “บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง  พวกผู้ใหญ่   พวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์จะปฏิเสธท่าน   แต่ในที่สุดท่านจะต้องถูกประหารชีวิต   แต่ในวันที่สามพระเจ้าจะทรงให้ท่านเป็นขึ้นมาใหม่” 

 

Jesus knew beforehand that He was going to die on the cross, and that was why He became a man and lived among us, so that He could take the punishment for our sin. 

            พระเยซูทรงรู้ล่วงหน้าว่าพระองค์กำลังจะตายบนกางเขน  และนั่นคือเหตุผลที่พระองค์ทรงมารับสภาพมนุษย์และอยู่ท่ามกลางพวกเรา  เพื่อว่าพระองค์จะทรงรับโทษบาปแทนเรา

So He was explaining that to His disciples, that He would die and then come alive again on the third day.  

ดังนั้นพระองค์กำลังทรงอธิบายพวกสาวกของพระองค์   ว่าพระองค์จะตายแล้วฟื้นชีวิตอีกครั้งในวันที่สาม

Jesus told His disciples to not tell this to others at that time, because there was more ministry of teaching and healing Jesus would do first, before His death on the cross.   

พระเยซูทรงกำชับพวกสาวกของพระองค์ไม่ให้บอกเรื่องนี้แก่คนอื่นๆในเวลานั้นเนื่องจากมีพันธกิจสั่งสอนและการรักษาโรคอีกมากที่พระเยซูต้องทรงกระทำ ก่อนที่พระองค์จะตายบนกางเขน

Take up your cross and follow Jesus

จงแบกกางเขนของคุณและติดตามพระเยซู

Jesus wants Christians to follow Him even if it involves some suffering and sacrifice.

พระเยซูทรงต้องการให้คริสเตียนติดตามพระองค์  แม้ว่าจะพบกับความทุกข์และการเสียสละบ้าง

 

23 And he said to all, “If anyone would come after me, let him deny himself and take up his cross daily and follow me.

23 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาทุกคนว่า   “ถ้าใครต้องการจะติดตามเรา   ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง   รับกางเขนของตนแบกทุกวัน   และตามเรามา

24 For whoever would save his life will lose it, but whoever loses his life for my sake will save it.

24 เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด   คนนั้นจะเสียชีวิต   แต่ใครยอมเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา   คนนั้นจะได้ชีวิตรอด

25 For what does it profit a man if he gains the whole world and loses or forfeits himself?

25 เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไรถ้าได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก   แต่ทำลายหรือสูญเสียตัวเองไป

26 For whoever is ashamed of Me and of My words, of him will the Son of Man be ashamed when he comes in his glory and the glory of the Father and of the holy angels.

26 ถ้าใครมีความอายเพราะเราและถ้อยคำของเรา  บุตรมนุษย์ก็จะมีความอายเพราะคนนั้น  เมื่อท่านมาด้วยพระรัศมีของท่านและของพระบิดา  และรัศมีของเหล่าทูตสวรรค์บริสุทธิ์

27 But I tell you truly, there are some standing here who will not taste death until they see the kingdom of God.”

27 แต่เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า   มีบางคนที่ยืนอยู่ที่นี่จะยังจะไม่พบความตาย   จนกว่าจะได้เห็นแผ่นดินของพระเจ้า”

           

Jesus says, “if you want to be a part of this kingdom, if you want to come after Me, you have got to deny yourself, take up your cross daily, and follow Me."

            พระเยซูตรัสว่า “ถ้าคุณต้องการที่จะมีส่วนในแผ่นดินนี้ ถ้าคุณต้องการที่จะติดตามเรา  คุณต้องปฏิเสธตัวเอง  แบกกางเขนของคุณและติดตามเรา”

These are the requirements of discipleship.

เหล่านี้เป็นข้อบังคับของการเป็นสาวก

"If any man will come after Me." 

"ถ้าคนใดจะติดตามเรามา"

There is a denying of self, for the kingdom of God is not selfishness.

มีการปฏิเสธตนเอง  เพราะแผ่นดินของพระเจ้าไม่ใช่เป็นการเห็นแก่ตัว

It is not self-centeredness.

มันไม่ได้มีศูนย์กลางที่ตัวเอง

The kingdom of God is not man-centered; it is God-centered.

แผ่นดินของพระเจ้าไม่มีศูนย์กลางที่บุคคล พระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลาง

And a man whose life is centered in God cannot be centered in himself. 

คนที่ชีวิตของเขารับพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง ไม่สามารถใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางได้

When your life is centered in God, you have the desire to give, and to help your fellow man, because that is God's desire.

เมื่อชีวิตของคุณมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง คุณมีความปรารถนาที่จะให้ และเพื่อช่วยเพื่อนสาวกของคุณ เพราะว่าเป็นความปรารถนาของพระเจ้า

And as you submit to God, God will lead you in giving yourself to others.

และเมื่อคุณมอบถวายชีวิตแด่พระเจ้า พระเจ้าจะทรงนำคุณสละตัวเองเพื่อผู้อื่น

So you must deny yourself and take up your cross daily.

ดังนั้นคุณต้องปฏิเสธตัวเอง และแบกกางเขนของคุณทุกวัน

The taking up of the cross involves the total submission of your will to God. 

การแบกกางเขนรวมทั้งการที่คุณตั้งใจยอมมอบถวายทั้งหมดแด่พระเจ้า

After this an exciting thing happened when Jesus took three of His disciples up on a mountain to pray, we call it –

หลังจากนั้นมีสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น เมื่อพระเยซูทรงนำสาวกสามคนของพระองค์ขึ้นบนภูเขาเพื่ออธิษฐาน  เราเรียกว่า–

The Transfiguration

การทรงจำแลงพระกาย

28 Now about eight days after these sayings he took with him Peter and John and James and went up on the mountain to pray.

28 หลังจากพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นได้ประมาณแปดวัน พระองค์ทรงพาเปโตร   ยอห์น  และยากอบขึ้นไปบนภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน

29 And as he was praying, the appearance of his face was altered, and His clothing became dazzling white.

29 ขณะพระองค์กำลังอธิษฐานอยู่   พระพักตร์ของพระองค์ก็เปลี่ยนไป   และฉลองพระองค์ก็ขาวจนพร่าตา

30 And behold, two men were talking with him, Moses and Elijah,

30 และนี่แน่ะ มีสองคนสนทนาอยู่กับพระองค์  คือโมเสสและเอลียาห์

31 who appeared in glory and spoke of His departure, which He was about to accomplish at Jerusalem.

31 ผู้มาปรากฏด้วยรัศมี   และกำลังกล่าวถึงการจากไปของพระองค์ซึ่งใกล้จะสำเร็จในกรุงเยรูซาเล็ม

32 Now Peter and those who were with him were heavy with sleep, but when they became fully awake they saw His glory and the two men who stood with Him.

32 ส่วนเปโตรกับคนที่อยู่ด้วยนั้นกำลังง่วงเหงาหาวนอน  แต่เมื่อพวกเขาตาสว่างขึ้น   เขาก็เห็นพระรัศมีของพระองค์และเห็นสองคนนั้นที่ยืนอยู่กับพระองค์

33 And as the men were parting from him, Peter said to Jesus, “Master, it is good that we are here. Let us make three tents, one for you and one for Moses and one for Elijah”—not knowing what he said.

33 เมื่อสองคนนั้นกำลังลาจากพระองค์ไป   เปโตรทูลพระองค์ว่า   “พระอาจารย์ดีจริงๆ   ที่เราได้มาอยู่ที่นี่   น่าจะทำเพิงขึ้นสามหลัง  สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง   สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง   และสำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง”   เปโตรไม่รู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป

34 As he was saying these things, a cloud came and overshadowed them, and they were afraid as they entered the cloud.

34 ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น   ก็มีเมฆมาปกคลุมพวกเขาไว้   และเมื่อเข้าไปอยู่ในเมฆนั้นพวกเขาก็กลัว

35 And a voice came out of the cloud, saying, “This is My Son, My Chosen One; listen to him!”

35 แล้วมีพระสุรเสียงดังออกมาจากเมฆนั้นว่า “ผู้นี้เป็นบุตรของเรา เป็นผู้ที่เราเลือกสรรไว้  จงเชื่อฟังท่านเถิด”

36 And when the voice had spoken, Jesus was found alone. And they kept silent and told no one in those days anything of what they had seen.

36 เมื่อสิ้นพระสุรเสียงนั้นแล้ว พระเยซูก็ทรงปรากฏอยู่เพียงลำพัง  พวกเขาก็ปิดเรื่องนี้เงียบ และในช่วงเวลาต่อมาเขาไม่ได้เล่าให้ใครฟังถึงสิ่งที่เขาเห็นนั้น

           

What tremendous people to appear and talk to Jesus.

            ช่างมีคนมากเหลือเกินที่ปรากฏและสนทนากับพระเยซู

Moses who stood for the law, and Elijah who was the head of the prophets. 

โมเสสผู้ยึดมั่นในบทบัญญัติ และเอลียาห์ผู้เป็นหัวหน้าศาสดาพยากรณ์

Jesus was the fulfillment of both the Law and Prophets.   

พระเยซูทรงกระทำให้พระบัญญัติและศาสดาพยากรณ์สำเร็จครบถ้วน

In the Old Testament there was a bright cloud that led the children of Israel when they came out of the bondage of Egypt, and that cloud followed them or led them through the wilderness.

ในพันธสัญญาเดิมมีเมฆสดใสที่นำลูกหลานของอิสราเอลเมื่อพวกเขาออกมาจากการเป็นทาสของอียิปต์   และเมฆตามพวกเขาไปหรือนำพวกเขาผ่านถิ่นทุรกันดาร

And it was the cloud that represented the glory of God.   

และมันก็เป็นเมฆที่เป็นสัญลักษณ์แทนพระสิริของพระเจ้า

They had heard the law.

พวกเขาได้ฟังบทบัญญัติ

They had heard the prophets, but now God is saying, "hear Him." [2]

            พวกเขาได้ฟังพวกศาสดาพยากรณ์  แต่ตอนนี้พระเจ้าตรัสว่า "จงฟังพระองค์"

 

Hebrews ฮีบรู1:1-2 1 Long ago, at many times and in many ways, God spoke to our fathers by the prophets,

1นานมาแล้ว พระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเราหลายครั้งและหลายวิธีผ่านทางพวกผู้เผยพระวจนะ

2 but in these last days he has spoken to us by his Son, whom he appointed the heir of all things, through whom also he created the world.

2แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ตรัสกับเราทางพระบุตร  ผู้ที่พระองค์ทรงตั้งให้เป็นทายาทผู้รับสิ่งทั้งปวง พระเจ้าทรงสร้างจักรวาลทางพระบุตร

 

And so God the Father says, "This is My beloved Son, in whom I am well pleased, hear ye Him."

            และดังนั้นพระเจ้าพระบิดาตรัสว่า "นี่คือบุตรที่รักของเรา  ซึ่งเราโปรดปรานมาก จงฟังพระองค์เถิด"

The law is represented, the prophets are represented, but now God is saying, "listen to Him," the full revelation of God, the pure revelation of God, the true revelation of God in Jesus Christ. “Hear Him.”  

บทบัญญัติถูกทดแทนแล้ว  ศาสดาพยากรณ์ก็ถูกทดแทน แต่ตอนนี้พระเจ้าตรัสว่า "จงฟังพระองค์" พระเจ้าทรงเปิดเผยครบถ้วน การเปิดเผยที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า   การเปิดเผยที่บริสุทธิ์ของพระเจ้าทางพระเยซูคริสต์ “จงฟังพระองค์”

Jesus is the supreme one, supreme to the law giver and to the prophets. [3] 

พระเยซูทรงเป็นองค์สูงสุด  สูงสุดเหนือผู้ตราบทบัญญัติและเหนือศาสดาพยากรณ์ทั้งหลาย

 

Healing of a boy with an unclean spirit

การทรงรักษาเด็กชายที่มีผีโสโครก

37 On the next day, when they had come down from the mountain, a great crowd met him.

37 วันรุ่งขึ้นเมื่อพระองค์กับสาวกสามคนนั้นลงมาจากภูเขาแล้ว   มหาชนมาพบพระองค์

38 And behold, a man from the crowd cried out, “Teacher, I beg you to look at my son, for he is my only child.

38 นี่แน่ะ   มีชายคนหนึ่งในฝูงชนร้องว่า   “ท่านอาจารย์   โปรดช่วยดูลูกของข้าพเจ้าด้วย   เพราะว่าข้าพเจ้ามีลูกเพียงคนเดียว

39 And behold, a spirit seizes him, and he suddenly cries out. It convulses him so that he foams at the mouth; and shatters him, and will hardly leave him.

39 เวลาเขาถูกผีสิง เด็กก็กรีดร้องขึ้นทันที   ผีมักจะทำให้เขาชักดิ้นชักงอจนน้ำลายฟูมปาก   ทำให้เนื้อตัวเขาฟกช้ำไม่ค่อยยอมออกจากตัวเขา

40 And I begged your disciples to cast it out, but they could not.”

40 ข้าพเจ้าขอให้พวกสาวกของพระองค์ขับมันออก   แต่เขาทำไม่ได้”

41 Jesus answered, “O faithless and twisted generation, how long am I to be with you and bear with you? Bring your son here.”

41 พระเยซูจึงตรัสตอบว่า   “โอ   นี่เป็นยุคที่ขาดความเชื่อและวิปลาส   เราจะต้องอยู่กับพวกท่านนานแค่ไหน  และจะต้องอดกลั้นกับพวกท่านนานเพียงไร จงไปพาบุตรของท่านมาที่นี่”

42 While he was coming, the demon threw him to the ground and convulsed him. But Jesus rebuked the unclean spirit and healed the boy, and gave him back to his father.

42 ระหว่างที่เด็กคนนั้นกำลังมา   ผีก็ทำให้เขาล้มลงชัก   แต่พระเยซูตรัสสำทับผีโสโครกนั้น  และทรงรักษาเด็กให้หาย   แล้วส่งคืนให้บิดาของเขา    

Jesus again foretells His death

พระเยซูทรงพยากรณ์การสิ้นพระชนม์ของพระองค์อีกครั้ง

43 And all were astonished at the majesty of God.  But while they were all marveling at everything he was doing, Jesus said to his disciples,

43 ทุกคนต่างก็ประหลาดมากในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า    ระหว่างที่พวกเขายังประหลาดใจอยู่   เพราะเหตุการณ์ทุกอย่าที่พระเยซูทรงทำนั้น   พระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า

44 “Let these words sink into your ears: The Son of Man is about to be delivered into the hands of men.”

44 “จงฟังคำเหล่านี้ให้ดี   คือว่าบุตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในมือมนุษย์”

45 But they did not understand this saying, and it was concealed from them, so that they might not perceive it. And they were afraid to ask him about this saying.

45 แต่พวกสาวกไม่เข้าใจคำตรัสนี้   เพราะความหมายถูกซ่อนไว้จากพวกเขา   เพื่อเขาจะไม่เข้าใจ   และพวกเขาไม่กล้าถามพระองค์ถึงเรื่องนี้

           

I like that Jesus calls Himself the Son of Man, because He wants to identify with us.  He is 100% man and 100% God. 

ผมชอบที่พระเยซูทรงเรียกพระองค์เองว่าบุตรมนุษย์  เพราะพระองค์ทรงต้องการที่จะสำแดงพระองค์กับเรา พระองค์เป็นมนุษย์100% และเป็นพระเจ้า100%

 

The disciples began to wonder who was the greatest among them?

พวกสาวกเริ่มสงสัยว่าใครยิ่งใหญ่ที่สุดในท่ามกลางพวกเขา

46 An argument arose among them as to which of them was the greatest.

46 มีการทุ่มเถียงกันเกิดขึ้นท่ามกลางพวกสาวกว่าในพวกเขาใครยิ่งใหญ่ที่สุด

               

You see this again is an indication that they didn't understand.

            คุณดูข้อนี้อีกครั้งเป็นข้อบ่งชี้ว่าพวกเขาไม่เข้าใจ

He is talking about His cross, His rejection, His suffering.

พระองค์กำลังตรัสถึงกางเขนของพระองค์  การปฏิเสธพระองค์ ความทุกข์ทรมานของพระองค์

And they are talking about themselves, and the greatness that they might enjoy in the kingdom.

และพวกเขากำลังพูดถึงตัวเอง  และความยิ่งใหญ่ที่พวกเขาอาจจะชื่นชมในแผ่นดินของพระองค์

 

47 But Jesus, knowing the reasoning of their hearts, took a child and put him by his side

47พระเยซูทรงหยั่งรู้ความคิดในใจของพวกเขา  จึงให้เด็กคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างๆพระองค์

48 and said to them, “Whoever receives this child in my name receives me, and whoever receives me receives him who sent me. For he who is least among you all is the one who is great.”

48 แล้วตรัสกับพวกเขาว่า   “ถ้าใครยอมรับเด็กเล็กๆคนนี้ในนามของเรา   คนนั้นก็ยอมรับเรา   คนนั้นก็ยอมรับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา      เพราะคนที่เล็กน้อยที่สุดในพวกท่านคือคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

           

We should learn a lesson from this, to be a humble servant and not to be proud. 

            เราควรเรียนรู้บทเรียนจากเรื่องนี้  เพื่อเป็นผู้รับใช้ที่ถ่อมตนและไม่หยิ่งยโส

The disciple John, saw someone casting out demons in Jesus name, and the disciples tried to stop him, because he was not with them. 

อัครสาวกยอห์นเห็นบางคนขับผีได้ในพระนามพระเยซู และพวกสาวกพยายามที่จะหยุดเขา เพราะเขาไม่ได้อยู่กับพวกสาวก

If you want to be great in God's kingdom, learn to be the servant.

ถ้าคุณต้องการจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินของพระเจ้า จงเรียนรู้ที่จะเป็นผู้รับใช้

 

Anyone not against us is for us

ใครก็ตามที่ไม่ต่อสู้เราก็คืออยู่ฝ่ายเรา

49 John answered, “Master, we saw someone casting out demons in your name, and we tried to stop him, because he does not follow with us.”

49 ยอห์นทูลพระองค์ว่า “อาจารย์   พวกข้าพระองค์เห็นคนหนึ่งขับผีออกโดยพระนามของพระองค์ และข้าพระองค์ห้ามเขา  เพราะเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มเรา”

50 But Jesus said to him, “Do not stop him, for the one who is not against you is for you.”

50 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า   “อย่าห้ามเขาเลย   เพราะว่าใครก็ตามที่ไม่ได้ต่อสู้ท่าน   ก็อยู่ฝ่ายเดียวกับท่านแล้ว”

A Samaritan village rejects Jesus

หมู่บ้านชาวสะมาเรียไม่ยอมรับพระเยซู

51 When the days drew near for him to be taken up, he set his face to go to Jerusalem.

51 เมื่อใกล้เวลาที่พระองค์จะถูกรับขึ้นไป   พระองค์ตั้งพระทัยที่จะไปยังกรุงเยรูซาเล็ม

52 And he sent messengers ahead of him, who went and entered a village of the Samaritans, to make preparations for him.

52 และพระองค์ทรงใช้ผู้ส่งข่าวล่วงหน้าไปก่อน   พวกเขาก็เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรีย   เพื่อไปจัดเตรียมให้พระองค์

53 But the people did not receive him, because his face was set toward Jerusalem.

53 แต่ชาวบ้านเหล่านั้นไม่ต้อนรับพระองค์เนื่องจากตั้งพระทัยที่จะไปยังกรุงเยรูซาเล็ม

54 And when his disciples James and John saw it, they said, “Lord, do you want us to tell fire to come down from heaven and consume them?”

54 เมื่อสาวกของพระองค์   คือยากอบและยอห์นเห็นอย่างนั้น   ก็ทูลพระองค์ว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้า   พระองค์ทรงต้องการให้พวกข้าพระองค์ขอไฟจากสวรรค์ลงมาเผาผลาญพวกเขาไหม”

55 But he turned and rebuked them.

55 แต่พระองค์ทรงหันมาตรัสห้ามพวกเขา

56 And they went on to another village.

56 แล้วพระองค์กับเพวกสาวกก็เดินทางต่อไปที่หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง

The cost of following Jesus

             คุณค่าในการติดตามพระเยซู

57 As they were going along the road, someone said to him, “I will follow you wherever you go.”

57เมื่อพระองค์กับบรรดาสาวกกำลังเดินทางไป   มีคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า   “ท่านไปทางไหน   ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น”

58 And Jesus said to him, “Foxes have holes, and birds of the air have nests, but the Son of Man has nowhere to lay his head.”

58 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “หมาจิ้งจอกยังมีโพรงและนกในอากาศก็ยังมีรัง   แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ”

59 To another he said, “Follow me.” But he said, “Lord, let me first go and bury my father.”

59 แล้วพระองค์ตรัสกับอีกคนหนึ่งว่า   “จงตามเรามาเถิด”   แต่คนนั้นทูลตอบว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้า   ขอโปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์ไปฝังศพพ่อก่อน”

60 And Jesus said to him, “Leave the dead to bury their own dead. But as for you, go and proclaim the kingdom of God.”

60 แต่พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด   ส่วนท่านจงไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า

61 Yet another said, “I will follow you, Lord, but let me first say farewell to those at my home.”

61 อีกมีอีกคนหนึ่งมาทูลว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้า   ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไป   แต่ขอโปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์อำลาคนที่บ้านก่อน”

62 Jesus said to him, “No one who puts his hand to the plow and looks back is fit for the kingdom of God.”

62 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “ไม่มีใครที่เอามือจับคันไถแล้วหันหน้ากลับ   จะสมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า”

                        The cross was an instrument of death.

            กางเขนเป็นเครื่องหมายของความตาย

What Jesus is referring to is commitment to Him, even unto death, obedience to the extreme measure and willingness to die.

สิ่งที่พระเยซูทรงกล่าวถึงคือการยอมถวายชีวิตแด่พระองค์  แม้กระทั่งมรณา การเชื่อฟังจนถึงที่สุดและความเต็มใจที่จะตาย

Death on a cross was extremely painful and humiliating.

การตายบนกางเขนเจ็บปวดและน่าอับอายอย่างที่สุด

So the implication is that even if obedience is painful and humiliating, we should be willing to endure it for Christ. 

ดังนั้นโดยนัยความหมายคือแม้ว่าการเชื่อฟังเป็นเรื่องที่เจ็บปวดและน่าอับอาย เราควรจะเต็มใจที่จะอดทนเพื่อพระคริสต์

By saying, “Take up your cross and follow Me”

โดยพูดว่า "จงแบกกางเขนของคุณและตามเรามา"

Jesus was giving us a word picture of the concept of “death to self,” which originates in another saying of Jesus we saw earlier in the chapter, [4]

พระเยซูทรงให้เราเห็นภาพคำในบริบทที่ว่า "ตายต่อตนเอง" ซึ่งมีต้นกำเนิดจากคำตรัสของพระเยซูครั้งหนึ่งที่เราพบก่อนหน้านี้ในบทนี้

 

Luke 9:23-25 23 And he said to all, “If anyone would come after me, let him deny himself and take up his cross daily and follow me.

23 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาทุกคนว่า   “ถ้าใครต้องการจะติดตามเรา   ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง   รับกางเขนของตนแบกทุกวันและตามเรามา

24 For whoever would save his life will lose it, but whoever loses his life for my sake will save it.

24 เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด   คนนั้นจะเสียชีวิต   แต่ใครยอมเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา  คนนั้นจะได้ชีวิตรอด

25 For what does it profit a man if he gains the whole world and loses or forfeits himself?

25 เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไร  ถ้าได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ทำลายหรือสูญ

เสียตัวเองไป

 

The idea is that nothing in this life is worth keeping if it means losing eternal life, not a job, not a family, not a group of friends.

ความคิดที่ว่าไม่มีอะไรในชีวิตนี้มีค่าควรแก่การเก็บไว้  ถ้ามันหมายถึงการสูญเสียชีวิตนิรันดร์ ไม่ใช่การงาน ไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่กลุ่มเพื่อนๆ

The call is tough, but the eternal reward is well worth the temporary pain.

การทรงเรียกเป็นงานยาก แต่บำเหน็จนิรันดร์ก็คุ้มค่ากับอาการเจ็บปวดชั่วคราว

The multitudes that followed Christ were convinced that He was going to bring a glorious kingdom to earth, freeing them from the oppressive Roman rule.

ฝูงชนที่ติดตามมาพระคริสต์เชื่อมั่นว่าพระองค์กำลังทรงนำแผ่นดินที่เต็มด้วยพรสิริมายังโลก   ปลดปล่อยพวกเขาให้พ้นจากโรมที่ปกครองอย่างกดขี่ทารุณ

Even His own disciples were thinking this way.

แม้แต่พวกสาวกของพระองค์ก็กำลังคิดแบบนี้

Misunderstanding the prophecies, they were shocked when He began to talk about death to self and carrying the cross.

พวกเขาเข้าใจผิดต่อคำพยากรณ์   และตกใจเมื่อพระองค์เริ่มตรัสถึงการตายต่อตนเองและการแบกไม้กางเขน

Some left Him because of these teachings.

บางคนละทิ้งพระองค์ไปเพราะคำสอนเหล่านี้

Similarly, believers today misunderstand the call of Jesus as a call to health, wealth and prosperity.

ในทำนองเดียวกัน  ผู้เชื่อทุกวันนี้เข้าใจผิดเรื่องการทรงเรียกของพระเยซูว่า ทรงเรียกให้มารับสุขภาพดี  ความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรือง

Nothing could be farther from the truth.

ไม่มีอะไรจะไกลเกินจากความจริง

The call of Jesus is a call to die to self, but today many of His followers, unwilling to accept a call to die, leave Him or simply change His message to something more pleasant. 

การทรงเรียกของพระเยซูคือการเรียกร้องให้ปฏิเสธตนเอง แต่ทุกวันนี้ผู้ติดตามพระองค์มากมายไม่เต็มใจที่จะยอมรับการทรงเรียกให้ไปตาย ละทิ้งพระองค์หรือเพียงแค่เปลี่ยนพระดำรัสของพระองค์ให้น่าพึงพอใจมากขึ้น

But His message never guaranteed a pleasant life.

แต่พระดำรัสของพระองค์ไม่เคยรับประกันว่าจะมีชีวิตที่น่ารื่นรมย์.

Jesus instead guaranteed that trials would come to His followers.

แต่พระเยซูทรงรับรองว่าการทดลองจะมาถึงผู้ติดตามพระองค์

Discipleship demands sacrifice, and Jesus never hid that cost.

การเป็นสาวกต้องมีการเสียสละ  และพระเยซูไม่เคยปกปิดสิ่งมีค่านั้น

He also promised that He would be there to us give us the joy and peace of the Holy Spirit, comfort us in our trials, and act as a faithful friend who understands our struggles and accomplish for us peace with God by His blood.

พระองค์ยังทรงสัญญาว่า  พระองค์จะอยู่ที่นั่น  เพื่อให้เรามีความยินดีและมีสันติสุขโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงปลอบโยนเมื่อเราพบการทดลอง และทรงเป็นเพื่อนที่สัตย์ซื่อผู้ทรงเข้าใจการต่อสู้ของเรา  และทรงทำสำเร็จโดยนำเรากลับมีสันติภาพกับพระเจ้าโดยพระโลหิตของพระองค์

In Luke 9:57-62, three different men expressed a willingness to follow Jesus.

            ในลูกา 9:57-62  ชายสามคนที่แตกต่างกันแสดงความตั้งใจที่จะติดตามพระเยซู

When Jesus asked them a few more questions, He revealed that their willingness was not good.

เมื่อพระเยซูตรัสถามพวกเขาไม่กี่คำถาม  พระองค์ทรงเปิดเผยว่าความเต็มใจของพวกเขาไม่ถูก

They had not counted the cost of following Him.

พวกเขาไม่ได้คิดหน้าคิดหลังในการติดตามพระองค์

None of them was willing to take up his cross and forsake his own interests for Christ’s. It seems clear that then and now, people always struggle to put their own ideas, plans, ambitions and desires to death and exchange them for His. [5]

ไม่มีใครในพวกเขาเต็มใจที่จะแบกกางเขนของเขาและละทิ้งผลประโยชน์ของเขาเพื่อพระคริสต์ ดูเหมือนว่าชัดเจนแล้วและตอนนี้ ผู้คนมักจะดิ้นรนที่จะใส่ความคิด แผนการ ความทะเยอทะยานและความปรารถนาที่จะตาย และเปลี่ยนพวกเขาเพื่อพระองค์

Have you ever wondered if you would be like these men? Consider these questions:

คุณเคยประหลาดใจไหมว่า คุณจะเป็นเหมือนคนเหล่านี้  จงพิจารณาคำถามเหล่านี้

• Would you still follow Jesus if it meant losing your closest friends?

คุณยังคงติดตามพระเยซูไหมถ้ามันหมายถึงต้องสูญเสียเพื่อนที่สนิทที่สุด

• Would you still follow Jesus if it meant alienation from your family?

คุณยังคงติดตามพระเยซูไหม ถ้ามันหมายถึงการเป็นคนแปลกไปจากครอบครัวของคุณ

• Would you still follow Jesus if it meant the loss of your reputation?

•คุณยังคงติดตามพระเยซูไหม  ถ้ามันหมายถึงคุณจะสูญเสียชื่อเสียง

• Would you still follow Jesus if it meant losing your job?

•คุณยังคงติดตามพระเยซูไหม ถ้ามันหมายถึงคุณจะสูญเสียการงาน

• Would you still follow Jesus if it meant losing your life?

            •คุณยังคงติดตามพระเยซูไหม  ถ้ามันหมายถึงคุณจะเสียชีวิต

 

In some places in the world, actual death is a real possibility when a person becomes a Christian.

            ที่บางแห่งในโลกนี้   การตายจริงมีโอกาสเป็นจริงได้เมื่อคนนั้นกลาย

เป็นคริสเตียน

In other places, the consequences are different.

ในสถานที่อื่นๆ  ผลลัพธ์ที่ตามมานั้นแตกต่างกัน

The cost may be emotional rather than physical.

คุณค่าอาจเป็นด้านอารมณ์มากกว่าด้านกายภาพ

But the lesson is clear: although following Jesus doesn’t necessarily mean actual death, we should be willing to go to death, or suffer anything rather than deny Him.

แต่บทเรียนก็ชัดเจน: แม้ว่าการติดตามพระเยซูไม่จำเป็นต้องหมายความว่าตายจริง เราควรจะเต็มใจที่จะตาย หรือทนทุกข์มากกว่าที่จะปฏิเสธพระองค์

Many times the temptation is more subtle.

หลายครั้งที่การทดลองมีความซับซ้อนมากขึ้น

For most of us, there comes a point in our lives where we are faced with a choice, Jesus or the comforts of this life, and which one we choose speaks about our love for Him.

สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ มีประเด็นในชีวิตเราที่ซึ่งเรากำลังเผชิญกับการตัดสินใจ พระเยซูหรือความสะดวกสบายในชีวิตนี้ และสิ่งที่เราเลือกก็จะบอกถึงความรักของเราต่อพระองค์

Taking up our cross to follow Christ means, simply, commitment to the point of giving up our hopes, dreams, possessions, even our very life if need be.

            การแบกกางเขนติดตามพระคริสต์ หมายความง่ายๆ  ความมุ่งมั่นถึงระดับที่เราจะยกเลิกความหวัง ความฝัน ทรัพย์สิน แม้ชีวิตของเราถ้าจำเป็น

This is the attitude – the only acceptable attitude – of a true disciple.

นี่คือท่าที–ท่าทีแห่งการยอมรับเท่านั้น–ของสาวกที่แท้จริง

Jesus’ followers regard the reward as worth the price. Jesus set the example for us in His death, to give us the gift of life: [6]

ผู้ติดตามพระเยซูยอมรับรางวัลว่ามีคุณค่าสมควร พระเยซูทรงเป็นตัวอย่างแก่เราในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์  เทรงให้เป็นของประทานแห่งชีวิต:

 

 Matthew มัทธิว 16:25-26 25 For whoever would save his life will lose it, but whoever loses his life for my sake will find it.

25 เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด   คนนั้นจะเสียชีวิต   แต่ใครยอมเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา  คนนั้นจะได้ชีวิตรอด

26 For what will it profit a man if he gains the whole world and forfeits his life? Or what shall a man give in return for his life?

26 เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไร   ถ้าได้สิ่งของหมดทั้งโลกแต่ต้องเสียชีวิตของตน   หรือคนนั้นจะนำอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา

 

The Gospel or Good News is God loves you.

พระกิตติคุณหรือข่าวดีคือว่าพระเจ้าทรงรักท่าน

 

John 3:16 For God so loved the world that he gave his only Son that whoever believes in him should not perish but have eternal life.

ยอห์น 3:16 พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้  คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

Romans 3:23 For all have sinned and fallen short of the glory of God

โรม 3:23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

Romans 6:23 For the wages of sin is death, but the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.

โรม 6:23 เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย   แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

 

That gift must be received.

เราต้องได้รับของประทานนั้น

John 1:12 But as many as received him to them gave he power to become the children of God, even to them that believe on his name.

ยอห์น1:12 แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์   คืคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์นั้น   พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า

 

Jesus, the perfect Son of God, died for us on the cross and came alive again.

พระเยซู พระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า สิ้นพระชนม์เพื่อเราบนกางเขนและทรงฟื้นพระชนม์อีกครั้ง

 

1 Corinthians 15:3-4 3For I delivered to you as of first importance what I also received: that Christ died for our sins in accordance with the Scriptures, _

1โครินธ์15:3-4 3เพราะว่าข้าพเจ้าได้มอบเรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมานั้นแก่พวกท่าน คือพระคริสต์วายพระชนม์เพราะบาปของเรา   ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

4that he was buried, that he was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4และทรงถูกฝังไว้   แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมาใหม่   ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

 

If you want to receive Christ as your Savior and turn from your sins, you can ask Him to be your Savior and Lord by praying a prayer like this:      

ถ้าคุณต้องการต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป คุณสามารถทูลขอให้พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระเจ้าของคุณโดยการอธิษฐานดังนี้

Lord Jesus, I believe you are the Son of God.

ข้าแต่พระเยซูเจ้า  ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

Thank you for dying on the cross for my sins.

ขอบคุณสำหรับการตายบนไม้กางเขนแทนความบาปของผม

Please forgive my sins and give me the gift of eternal life.

โปรดให้อภัยบาปและประทานของขวัญแห่งชีวิตนิรันดร์แก่ผม

I ask you into my life and heart to be my Lord and Savior.

ผมทูลขอให้พระองค์เสด็จเข้ามาในชีวิตและในจิตใจของผมเพื่อเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของผม

I want to serve you always. In Jesus name I pray, Amen.

ผมต้องการที่จะรับใช้พระองค์เสมอ ผมทูลขอในนามพระเยซู อาเมน

 

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระ​คัมภีร์ภาษาไทย ฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคม​พระ​คริสต​ธรรม​ไทย

 



                [1] J. Vernon McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 1983), WORDsearch CROSS e-book, Luke 9.

     [2] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Matthew 17. 

     [3] ibid.

                 [4] What does it mean to take up your cross and follow Jesus?” www.compellingtruth.org/take-up-your-cross.html (accessed Dec. 7, 2013).

                [5] ibid.

                 [6] ibid.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top