Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew Chapter 1 The Genealogy of Jesus Christ

มัทธิว บทที่ 1 ลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซูคริสต์

 

Matthew was a tax collector before he became a Christian.  Jesus called him to be a disciple. 

มัทธิวเป็นคนเก็บภาษีก่อนที่เขาจะกลับใจเป็นคริสเตียน พระเยซูทรงเรียกให้เขาเป็นสาวก

The four gospels all tell of the life of Jesus, but they are different, from different perspectives. 

พระกิตติคุณทั้งสี่เล่มเล่าชีวประวัติทั้งหมดของพระเยซู แต่ละฉบับจะแตกต่างกันจากมุมมองที่แตกต่างกัน

Matthew wanted to show that Jesus is King of Kings.  

มัทธิวต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของกษัตริย์ทั้งหลาย

Matthew begins with a genealogy of Jesus, showing Him to be a descendant of Abraham and later of King David. 

มัทธิวเริ่มต้นด้วยการลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซู  แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นลูกหลานของอับราฮัมและต่อมาของกษัตริย์ดาวิด

The Lord had promised this to Abraham.

พระเจ้าทรงสัญญาในเรื่องนี้กับอับราฮัม

 

Genesis ปฐมกาล 22:18

18 and in your offspring shall all the nations of the earth be blessed, because you have obeyed my voice.”

18 ประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า   เพราะว่าเจ้าเชื่อฟังเรา”

 

By that promise, it was understood that from Abraham's seed the Messiah would come, the one who would be a blessing to all of the nations of the earth.   

โดยพระสัญญานั้น เป็นที่เข้าใจว่าจากเชื้อสายของอับราฮัม   พระเมสสิยาห์จะบังเกิดมา  ทรงเป็นผู้หนึ่งที่จะเป็นพระพรแก่ทุกชาติบนแผ่นดินโลก

The Messiah must be a descendant of Abraham.

พระเมสสิยาห์ต้องทรงเป็นลูกหลานของอับราฮัม

Later, God promised to David that He would build David's house and that his seed would sit upon the throne forever.

ต่อมาพระเจ้าทรงสัญญากับดาวิดว่า  พระองค์จะทรงสร้างนิเวศแก่ดาวิด  และเชื้อสายของท่านจะครองบัลลังก์ตลอดไป

 

2 Samuel 7:12-13 (ESV)1

12 When your days are fulfilled and you lie down with your fathers, I will raise up your offspring after you, who shall come from your body, and I will establish his kingdom.

2ซามูเอล 7:12-13

12 เมื่อวันของเจ้าครบแล้ว   และเจ้าล่วงหลับอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า   เราจะตั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าคนหนึ่งสืบต่อจากเจ้า  ผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเองและ เราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา

13 He shall build a house for my name, and I will establish the throne of his kingdom forever.

13 เขาเองจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อนามของเรา  และเราจะสถาปนาบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรของเขาให้อยู่เป็นนิตย์

 

 So those verses promise that Solomon would be the next king and would build the temple; and from that promise, David understood that God was promising that the Messiah would come through his family line.  

ดังนั้นข้อพระคัมภีร์เหล่านั้นสัญญาว่า   ซาโลมอนจะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป   และจะสร้างพระวิหาร และจากพระสัญญานั้น ดาวิดทรงเข้าใจว่าพระเจ้าทรงสัญญาว่าพระเมสสิยาห์จะทรงสืบสายมาจากวงศ์วานของพระองค์

And after David, there were many prophecies that referred to the Messiah as, "the branch out of the root of Jesse," and, of course, He is referred to as, "Sitting upon the throne of David."

และหลังจากดาวิด   มีคำพยากรณ์มากมายที่กล่าวถึงพระเมสสิยาห์ว่า " จะมีหน่อแตกออกมาจากตอของเจสซี" และแน่นอนหมายถึงพระองค์ทรง "ประทับบนบัลลังก์ของดาวิด."

So, Matthew proves that Jesus is a descendent both of Abraham and also of David.

ดังนั้นมัทธิวพิสูจน์ให้เห็นว่า   พระเยซูทรงเป็นลูกหลานทั้งสองฝ่ายของอับราฮัมและของดาวิด

 

Matthew 1:1-17 (ESV)

1 The book of the genealogy of Jesus Christ, the son of David, the son of Abraham.

1 หนังสือลำดับพงศ์ของพระเยซูคริสต์   ผู้เป็นเชื้อสายของดาวิด   ผู้สืบตระกูลมาจากอับราฮัม  

2 Abraham was the father of Isaac, and Isaac the father of Jacob, and Jacob the father of Judah and his brothers,

2 อับราฮัมมีบุตรชื่ออิสอัค   อิสอัคมีบุตรชื่อยาโคบ   ยาโคบมีบุตรชื่อยูดาห์และพี่น้องของเขา

3 and Judah the father of Perez and Zerah by Tamar, and Perez the father of Hezron, and Hezron the father of Ram,

3 ยูดาห์มีบุตรชื่อเปเรศกับเศราห์เกิดจากนางทามาร์   เปเรศมีบุตรชื่อเฮสโรน   เฮสโรนมีบุตรชื่อราม

4 and Ram the father of Amminadab, and Amminadab the father of Nahshon, and Nahshon the father of Salmon,

4 รามมีบุตรชื่ออัมมีนาดับ   อัมมีนาดับมีบุตรชื่อนาโชน   นาโชนมีบุตรชื่อสัลโมน

5 and Salmon the father of Boaz by Rahab, and Boaz the father of Obed by Ruth, and Obed the father of Jesse,

5 สัลโมนมีบุตรชื่อโบอาสซึ่งเกิดจากนางราหับ โบอาสมีบุตรชื่อโอเบดซึ่งเกิดจากนางรูธ โอเบดมีบุตรชื่อเจสซี

6 and Jesse the father of David the king.  And David was the father of Solomon by the wife of Uriah,

6 เจสซีมีบุตรชื่อดาวิดผู้เป็นกษัตริย์   ดาวิดมีบุตรชื่อซาโลมอนเกิดจากนางซึ่งแต่ก่อนเป็นภรรยาของอุรียาห์

7 and Solomon the father of Rehoboam, and Rehoboam the father of Abijah, and Abijah the father of Asaph,

7 ซาโลมอนมีบุตรชื่อเรโหโบอัม   เรโหโบอัมมีบุตรชื่ออาบียาห์   อาบียาห์มีบุตรชื่ออาสา

8 and Asaph the father of Jehoshaphat, and Jehoshaphat the father of Joram, and Joram the father of Uzziah,

8 อาสามีบุตรชื่อเยโฮชาฟัท  เยโฮชาฟัทมีบุตรชื่อโยรัม โยรัมมีบุตรชื่ออุสซียาห์

9 and Uzziah the father of Jotham, and Jotham the father of Ahaz, and Ahaz the father of Hezekiah,

9 อุสซียาห์มีบุตรชื่อโยธาม โยธามมีบุตรชื่ออาหัส  อาหัสมีบุตรชื่อเฮเซคียาห์

10 and Hezekiah the father of Manasseh, and Manasseh the father of Amos, and Amos the father of Josiah,

10 เฮเซคียาห์มีบุตรชื่อมนัสเสห์  มนัสเสห์มีบุตรชื่ออาโมน  อาโมนมีบุตรชื่อโยสิยาห์

11 and Josiah the father of Jechoniah and his brothers, at the time of the deportation to Babylon.

11 โยสิยาห์มีบุตรชื่อเยโคนิยาห์และพี่น้องของเขา  เกิดเมื่อคราวต้องถูกกวาดไปเป็นเชลยที่กรุงบาบิโลน  

12 And after the deportation to Babylon: Jechoniah was the father of Shealtiel, and Shealtiel the father of Zerubbabel,

12 หลังจากถูกกวาดไปที่กรุงบาบิโลนแล้ว เยโคนิยาห์ก็มีบุตรชื่อเชอัลทิเอล  เชอัลทิเอลมีบุตรชื่อเศรุบบาเบล

13 and Zerubbabel the father of Abiud, and Abiud the father of Eliakim, and Eliakim the father of Azor,

13 เศรุบบาเบลมีบุตรชื่ออาบียุด  อาบียุดมีบุตรชื่อเอลียาคิม  เอลียาคิมมีบุตรชื่ออาซอร์

14 and Azor the father of Zadok, and Zadok the father of Achim, and Achim the father of Eliud,

14 อาซอร์มีบุตรชื่อศาโดก  ศาโดกมีบุตรชื่ออาคิม  อาคิมมีบุตรชื่อเอลีอูด

15 and Eliud the father of Eleazar, and Eleazar the father of Matthan, and Matthan the father of Jacob,

15 เอลีอูดมีบุตรชื่อเอเลอาซาร์  เอเลอาซาร์มีบุตรชื่อมัทธาน  มัทธานมีบุตรชื่อยาโคบ

16 and Jacob the father of Joseph the husband of Mary, of whom Jesus was born, who is called Christ.

16 ยาโคบมีบุตรชื่อโยเซฟ  ผู้เป็นสามีของนางมารีย์  พระเยซูที่เรียกว่าพระคริสต์ก็ประสูติมาจากนางมารีย์นี้  

17 So all the generations from Abraham to David were fourteen generations, and from David to the deportation to Babylon fourteen generations, and from the deportation to Babylon to the Christ fourteen generations.

17 ดังนั้นตั้งแต่อับราฮัมลงมาจนถึงดาวิดมีสิบสี่ชั่วคน  และนับตั้งแต่ดาวิดลงมา  จนถึงคราวถูกกวาดไปเป็นเชลยที่กรุงบาบิโลนมีสิบสี่ชั่วคน  และนับตั้งแต่คราวถูกกวาดไปเป็นเชลยที่กรุงบาบิโลน  จนถึงพระคริสต์มีสิบสี่ชั่วคน

 

Notice this is the genealogy of Joseph, and if Jesus was virgin-born, then why would it be necessary to trace Joseph's genealogy?  

สังเกตว่านี้เป็นลำดับวงศ์ตระกูลของโยเซฟ   และถ้าพระเยซูทรงบังเกิดจากสาวพรหมจารีย์ แล้วทำไมจำเป็นที่จะตามรอยลำดับวงศ์ตระกูลของโยเซฟ

Notice that it does not say that Joseph was the father of Jesus, but he was "the husband of Mary, of whom was born Jesus, who is called Christ".

สังเกตเห็นว่าไม่มีการบอกว่าโยเซฟเป็นบิดาของพระเยซู   แต่เขาเป็น "สามีของนางมารีย์ ผู้ที่ให้กำเนิดพระเยซูมาที่เรียกว่าพระคริสต์"

As you read the genealogies in Matthew and in Luke, you'll find that there are differences in the genealogies.

ตามที่คุณอ่านลำดับวงศ์ตระกูลในพระธรรมมัทธิวและลูกา   คุณจะพบว่ามีความแตกต่างกันในลำดับเชื้อวงศ์

In Matthew's genealogy we are tracing the line of Jesus back to David through Solomon, but as you read Luke's genealogy you'll find that it traces the genealogy, actually not of Joseph but of Mary.

ลำดับวงศ์ตระกูลในพระธรรมมัทธิว  เรากำลังตามรอยเชื้อสายของพระเยซูไปถึงดาวิดผ่านทางซาโลมอน แต่เมื่อคุณอ่านลำดับวงศ์ตระกูลในพระธรรมลูกา  คุณจะพบว่าแท้จริงเป็นการตามรอยวงศ์ตระกูลของนางมารีย์  ไม่ได้มาตามสายของโยเซฟ

She also goes in family line back to David and to Abraham.

นางอยู่ในลำดับเชื้อสายของดาวิดย้อนไปถึงอับราฮัม

 

Rarely were women named in the genealogical lines, but in tracing Joseph back, there are four women that are mentioned.

มักไม่ค่อยเอ่ยชื่อผู้หญิงในลำดับวงศ์ตระกูล  แต่ในการย้อนกลับตามรอยเชื้อสายของโยเซฟ   ได้กล่าวถึงชื่อผู้หญิงสี่คน

And it is interesting the four women that are mentioned, because they were not, with the exception of one, really virtuous kind of women.

และเป็นที่น่าสนใจว่าผู้หญิงทั้งสี่คนที่กล่าวถึง   แท้จริงเพราะพวกเขาไม่ได้เป็นสาวพรหมจารีย์ ยกเว้นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง

The first woman that is mentioned is Thamar in verse three.   

ผู้หญิงคนแรกที่กล่าวถึงชื่อว่านางทามาร์ในพระคัมภีร์ข้อ 3

You can read the story in Genesis 38.  Shelah was the third son of Judah.

คุณสามารถอ่านเรื่องราวในปฐมกาลบทที่ 38 เชลาห์เป็นบุตรชายคนที่สามของยูดาห์

Tamar had been married to the first two, but they died. 

นางทามาร์เคยแต่งงานกับชายสองคนแรกมาแล้ว  แต่พวกเขาเสียชีวิต

She saw that Judah didn't intend to give her the third son as her husband; so she took action.  

นางเห็นว่ายูดาห์ไม่ได้ตั้งใจจะให้บุตรชายคนที่สามเป็นสามีของสามี ดังนั้นนางจึงลงมือจัดการเอง

She took off her widow's clothes and sat by the wayside with her face covered as was the custom of prostitutes.  

นางถอดเสื้อผ้าชุดแม่ม่ายของนางและนั่งอยู่ข้างทางพร้อมกับคลุมใบหน้าของนางตามประเพณีของหญิงโสเภณี

Judah had sex with her not knowing who she was because her face was covered. 

ยูดาห์มีเพศสัมพันธ์กับนาง  โดยไม่ทราบว่านางเป็นใครเพราะใบหน้าของนางมีผ้าคลุมปกปิด

He gave her his ring and staff. 

เขาให้แหวนและไม้เท้าของเขาแก่นาง

When it was discovered that Tamar was pregnant, then Judah ordered her to be killed. 

เมื่อปรากฏว่านางทามาร์ได้ตั้งครรภ์    แล้วยูดาห์สั่งให้ประหารชีวิตนางเสีย

He was quick to see the sin in somebody else, but he couldn’t see it in himself.  

เขาเป็นคนที่ไวในการเห็นความบาปของคนอื่น แต่เขามองไม่เห็นบาปในตัวเอง

Tamar was not killed because she showed Judah the ring and the staff, Judah said “she is more righteous than me.” 

ทามาร์ไม่ได้ถูกฆ่าตายเพราะนางนำแหวนและไม้เท้าแสดงให้ยูดาห์เห็น  และยูดาห์กล่าวว่า "นางเป็นผู้ชอบธรรมมากกว่าฉัน"

Twins were born named Perez and Zerah.   

นางคลอดลูกฝาแฝดชื่อเปเรซและเซราห์

It is an amazing thing that the Lord Jesus Christ, came me through the line of Judah and Tamar!  

ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งที่พระเยซูคริสต์เจ้า    ทรงสืบสายมาจากเชื้อสายของยูดาห์และทามาร์

It shows God’s love for us sinners. 

นั่นแสดงให้เห็นความรักของพระเจ้าที่มีต่อพวกเราคนบาป

 

The second woman mentioned is Rahab the prostitute in Jericho who hid the spies of Israel in her home and later tied a red cord in her window, in verses five and six. 

ผู้หญิงคนที่สองที่กล่าวถึงคือราหับ   หญิงโสเภณีในเมืองเยรีโค   ผู้ที่ซ่อนพวกผู้สอดแนมอิสราเอลในบ้านของนางและต่อมานางผูกด้ายสีแดงที่หน้าต่างบ้านของนาง    ดูในพระคัมภีร์ข้อห้าและหก

She and her family were saved from death when the city was conquered by Israel. 

นางและครอบครัวของนางได้รับการช่วยชีวิตให้รอดตาย   เมื่อชนชาติอิสราเอลยึดครองเมืองได้

You can read her story in Joshua chapters 2 and 6.  [1]

คุณสามารถอ่านเรื่องราวของนางในพระธรรมโยชูวาบทที่ 2 และ 6

 

Joshua 2:1-24 (ESV)  

1 And Joshua the son of Nun sent two men secretly from Shittim as spies, saying, “Go, view the land, especially Jericho.” And they went and came into the house of a prostitute whose name was Rahab and lodged there.

โยชูวา2:1-24

1ต่อมาโยชูวาบุตรนูนส่งชายสองคนจากเมืองชิทธีมเป็นการลับไปสอดแนม กล่าวว่า “จงไปตรวจดูแผ่นดินนั้น โดยเฉพาะเมืองเยรีโค” เขาทั้งสองก็ไป เข้าไปในบ้านของหญิงโสเภณีคนหนึ่งชื่อราหับ ฮบ.

2 And it was told to the king of Jericho, “Behold, men of Israel have come here tonight to search out the land.”

2มีคนทูลกษัตริย์แห่งเยรีโคว่า “นี่แน่ะ มีชายอิสราเอลบางคนเข้ามาคืนนี้ เพื่อจะสอดแนมดูแผ่นดิน”

3 Then the king of Jericho sent to Rahab, saying, “Bring out the men who have come to you, who entered your house, for they have come to search out all the land.”

3กษัตริย์แห่งเยรีโคจึงใช้คนไปสั่งราหับว่า “จงส่งคนเหล่านั้นซึ่งมาหาเจ้าในบ้านของเจ้าออกมาให้เรา เพราะพวกเขามาเพื่อจะสอดแนมดูทั่วแผ่นดินนี้”

4 But the woman had taken the two men and hidden them. And she said, “True, the men came to me, but I did not know where they were from.

4แต่หญิงนั้นได้ซ่อนชายทั้งสองเสียแล้วจึงกล่าวว่า “มีผู้ชายมาหาข้าพเจ้าจริง แต่พวกเขามาจากไหนข้าพเจ้าไม่ทราบ

5 And when the gate was about to be closed at dark, the men went out. I do not know where the men went. Pursue them quickly, for you will overtake them.”

5เมื่อจะปิดประตูเมืองในเวลาพลบค่ำ คนเหล่านั้นก็ออกไปแล้ว เขาไปทางไหนข้าพเจ้าไม่ทราบ จงรีบตามเขาไปเถิด คงทันเขา”

6 But she had brought them up to the roof and hid them with the stalks of flax that she had laid in order on the roof.

6แต่หญิงนั้นได้พาคนทั้งสองขึ้นไปบนดาดฟ้า แล้วซ่อนตัวเขาไว้ใต้ต้นป่านซึ่งวางเรียงกันตากไว้บนดาดฟ้านั้น

7 So the men pursued after them on the way to the Jordan as far as the fords. And the gate was shut as soon as the pursuers had gone out.

7พวกผู้ชายก็ไล่ตามคนทั้งสองไปทางแม่น้ำจอร์แดนจนถึงท่าข้าม พอคนที่ไล่ตามนั้นออกไปแล้วพวกเขาก็ปิดประตูเมือง

8 Before the men lay down, she came up to them on the roof

8เมื่อชายทั้งสองคนยังไม่นอน หญิงนั้นก็ขึ้นไปหาพวกเขาบนดาดฟ้า

9 and said to the men, “I know that the Lord has given you the land, and that the fear of you has fallen upon us, and that all the inhabitants of the land melt away before you.

9กล่าวแก่ชายเหล่านั้นว่า “ดิฉันทราบแล้วว่า พระยาห์เวห์ประทานแผ่นดินนี้แก่พวกท่าน ความกลัวพวกท่านครอบงำเรา และบรรดาชาวแผ่นดินก็หวาดกลัวพวกท่าน

10 For we have heard how the Lord dried up the water of the Red Sea before you when you came out of Egypt, and what you did to the two kings of the Amorites who were beyond the Jordan, to Sihon and Og, whom you devoted to destruction.

10เพราะพวกเราได้ยินเรื่องที่พระยาห์เวห์ทรงทำให้ทะเลแดงแปลจากฉบับกรีกแห้งไปต่อหน้าท่าน เมื่อท่านออกจากอียิปต์ และเรื่องการที่ท่านได้ทำต่อกษัตริย์ทั้งสองของคนอาโมไรต์ ซึ่งอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน คือกษัตริย์สิโหนและโอก ผู้ซึ่งพวกท่านได้ทำลายเสีย

11 And as soon as we heard it, our hearts melted, and there was no spirit left in any man because of you, for the Lord your God, he is God in the heavens above and on the earth beneath.

11เพราะเรื่องท่านนี้แหละ พอพวกเราได้ยินข่าวนี้ เราก็ใจเสีย ไม่มีความกล้าหาญเหลืออยู่ในสักคนหนึ่งเลย เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของสวรรค์เบื้องบนและโลกเบื้องล่าง

12 Now then, please swear to me by the Lord that, as I have dealt kindly with you, you also will deal kindly with my father's house, and give me a sure sign

12บัดนี้ขอท่านสาบานให้ดิฉันในพระนามพระยาห์เวห์ว่า ในเมื่อดิฉันได้แสดงความเมตตาต่อท่านแล้ว ท่านจะแสดงความเมตตาต่อครอบครัวของดิฉันด้วย และให้มีหมายสำคัญอันแน่นอนต่อกัน

13 that you will save alive my father and mother, my brothers and sisters, and all who belong to them, and deliver our lives from death.”

13และขอไว้ชีวิตบิดามารดา พี่น้องชายหญิง และทุกคนที่เป็นของวงศ์ญาตินี้

14 And the men said to her, “Our life for yours even to death! If you do not tell this business of ours, then when the Lord gives us the land we will deal kindly and faithfully with you.”

14ชายนั้นจึงตอบนางว่า “ชีวิตของเราเพื่อชีวิตของพวกเจ้า ถ้าพวกเจ้าไม่เปิดเผยภารกิจนี้ของเรากับใคร เราจะมีความเมตตาและซื่อสัตย์ต่อเจ้า เมื่อพระยาห์เวห์ประทานแผ่นดินนี้แก่เรา”

15 Then she let them down by a rope through the window, for her house was built into the city wall, so that she lived in the wall.

15แล้วนางจึงเอาเชือกหย่อนเขาทั้งสองลงทางหน้าต่าง เพราะบ้านของนางตั้งอยู่ที่กำแพงเมือง นางอาศัยอยู่ในกำแพง

16 And she said to them, “Go into the hills, or the pursuers will encounter you, and hide there three days until the pursuers have returned.  Then afterward you may go your way.”

16นางจึงบอกพวกเขาว่า “จงไปที่ภูเขา เพื่อไม่ให้ผู้ไล่ตามพบเข้า จงซ่อนตัวอยู่ที่นั่นสามวันจนกว่าผู้ไล่ตามจะกลับ แล้วค่อยออกเดินทางต่อไป”

17 The men said to her, “We will be guiltless with respect to this oath of yours that you have made us swear.

17ชายเหล่านั้นจึงพูดกับนางว่า “เราจะไม่ให้ผิดคำสาบานซึ่งเจ้าได้ให้เราสาบานนั้น

18 Behold, when we come into the land, you shall tie this scarlet cord in the window through which you let us down, and you shall gather into your house your father and mother, your brothers, and all your father's household.

18นี่แน่ะ เมื่อเรายกเข้ามาในแผ่นดินนี้ เจ้าจงเอาเชือกด้ายแดงนี้ผูกไว้ที่หน้าต่าง ซึ่งเจ้าหย่อนเราลงไปนั้น และเจ้าจงรวบรวมบิดามารดา พี่น้อง และทุกคนในครอบครัวของบิดาเข้ามาไว้ในบ้าน

19 Then if anyone goes out of the doors of your house into the street, his blood shall be on his own head, and we shall be guiltless.  But if a hand is laid on anyone who is with you in the house, his blood shall be on our head.

19ใครก็ตามที่ออกไปที่ถนนนอกประตูบ้าน หากเขาตาย ก็เป็นความรับผิดชอบของเขาเองแปลตรงตัวว่า โลหิตของเขาจะตกบนศีรษะของเขาเอง ฝ่ายเราไม่มีความผิด แต่ถ้ามีใครยกมือขึ้นทำร้ายคนที่อยู่กับเจ้าในบ้าน ที่เขาตายนั้นเราจะรับผิดแปลตรงตัวว่า โลหิตของเขาจะตกบนศีรษะของเรา

20 But if you tell this business of ours, then we shall be guiltless with respect to your oath that you have made us swear.”

20แต่ถ้าเจ้าเปิดเผยภารกิจของเรา เราก็พ้นจากคำสาบานซึ่งเจ้าให้เราสาบานไว้นั้น”

21 And she said, “According to your words, so be it.” Then she sent them away, and they departed. And she tied the scarlet cord in the window.

21นางจึงกล่าวว่า “ให้เป็นไปตามคำของท่านเถิด” แล้วนางก็ส่งคนทั้งสองนั้นไป เขาก็ไป นางจึงเอาเชือกด้ายแดงผูกไว้ที่หน้าต่าง

22 They departed and went into the hills and remained there three days until the pursuers returned, and the pursuers searched all along the way and found nothing.

22พวกเขาออกไปแล้วมาถึงภูเขา พักอยู่ที่นั่นสามวัน จนผู้ไล่ตามกลับ เพราะได้ค้นหาอยู่ตลอดทางก็ไม่พบ

23 Then the two men returned. They came down from the hills and passed over and came to Joshua the son of Nun, and they told him all that had happened to them.

23ชายทั้งสองจึงกลับไปและลงจากภูเขา ข้ามไปหาโยชูวาบุตรนูน แล้วเล่าทุกสิ่งซึ่งเกิดแก่ตนให้ฟัง

24 And they said to Joshua, “Truly the Lord has given all the land into our hands. And also, all the inhabitants of the land melt away because of us.”

24และเขากล่าวแก่โยชูวาว่า “พระยาห์เวห์ทรงมอบแผ่นดินทั้งหมดไว้ในมือเราแน่นอนแล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกชาวเมืองทุกคนในแผ่นดินนี้ ก็หวาดกลัวต่อหน้าเรา”

 

Joshua 6:22-25 (ESV)  

22 But to the two men who had spied out the land, Joshua said, “Go into the prostitute's house and bring out from there the woman and all who belong to her, as you swore to her.”

โยชูวา6:23-25

23 So the young men who had been spies went in and brought out Rahab and her father and mother and brothers and all who belonged to her. And they brought all her relatives and put them outside the camp of Israel.

23ดังนั้นชายหนุ่มที่เป็นผู้สอดแนมก็เข้าไปนำราหับออกมากับบิดามารดาและพี่น้องผู้ชายและทุกสิ่งซึ่งเป็นของนาง และเขานำญาติพี่น้องทั้งหมดของนางออกมาให้ไปพักอยู่นอกค่ายของอิสราเอล

24 And they burned the city with fire, and everything in it. Only the silver and gold, and the vessels of bronze and of iron, they put into the treasury of the house of the Lord.

24ส่วนเมืองนั้น พวกเขาก็จุดไฟเผาเสียรวมทั้งทุกสิ่งที่อยู่ในเมืองนั้น นอกจากเงินและทอง กับเครื่องใช้ที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์และด้วยเหล็กนั้น เขานำมาไว้ในคลังในพระนิเวศของพระยาห์เวห์

25 But Rahab the prostitute and her father's household and all who belonged to her, Joshua saved alive. And she has lived in Israel to this day, because she hid the messengers whom Joshua sent to spy out Jericho.

25ส่วนราหับหญิงโสเภณี และครอบครัวบิดาของนาง และทุกสิ่งซึ่งเป็นของนาง โยชูวาได้ไว้ชีวิต และนางก็อาศัยอยู่ในอิสราเอลจนทุกวันนี้ เพราะว่านางได้ซ่อนผู้สื่อสาร ซึ่งโยชูวาส่งไปสอดแนมเมืองเยรีโค

 

Hebrews 11:31 By faith Rahab the prostitute did not perish with those who were disobedient, because she had given a friendly welcome to the spies.

ฮีบรู11:31โดยความเชื่อ ราหับหญิงโสเภณีจึงไม่ได้พินาศไปพร้อมกับพวกที่ไม่เชื่อฟัง   เพราะนางได้ต้อนรับคนสอดแนมเป็นอย่างดี      

 

She would have been destroyed, but she had faith in God and acted on that faith. 

นางคงต้องตายไปแล้ว แต่นางมีความเชื่อในพระเจ้าและประพฤติตามความเชื่อ

The others in the city had the same opportunity she had to believe.

คนอื่น ๆ ในเมืองมีโอกาสเหมือนกัน   นางต้องเชื่อ

Rahab's faith was faith with action; she acted on her faith, demonstrated her faith in God, by keeping the spies safe and later would act in faith again tying the red cord in her window.

ความเชื่อของนางราหับเป็นความเชื่อโดยการประพฤติ  นางทำตามความเชื่อของนาง แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของนางในพระเจ้า โดยการรักษาพวกสายลับให้ปลอดภัย   และหลังจากนั้นนางทำตามความเชื่ออีกครั้ง โดยผูกด้ายสีแดงไว้ที่หน้าต่างบ้านของนาง

 

James 2:24-25

24 You see that a person is justified by works and not by faith alone.

ยากอบ 2:24-25

24 พวกท่านก็เห็นแล้วว่า   คนหนึ่งคนใดจะถูกชำระให้ชอบธรรมได้ก็เพราะการประพฤติ   และไม่ใช่เพราะความเชื่อเพียงอย่างเดียว

25And in the same way was not also Rahab the prostitute justified by works when she received the messengers and sent them out by another way?

25เช่นเดียวกัน ราหับหญิงโสเภณีก็ถูกชำระให้ชอบธรรมเพราะการประพฤติไม่ใช่หรือ เมื่อนางได้ต้อนรับพวกผู้สอดแนม และส่งเขาทั้งหลายไปโดยทางอื่น  

 

 Rahab risked her life when she lied to the king for them.  

นางเสี่ยงชีวิตของตัวเองเมื่อนางกล่าวเท็จต่อกษัตริย์เรื่องพวกผู้สอดแนม 

She hid the spies, which was treason. 

นางได้ซ่อนพวกผู้สอดแนมไว้  ซึ่งเป็นความผิดฐานกบฏ

She showed concern for others, concern for the spies, and concern for her family. 

นางแสดงความห่วงใยคนอื่น ๆ   ห่วงใยพวกสายลับและห่วงใยครอบครัวของนาง

She knew about the judgment of God and how that God had given victory to Israel over others already and that soon her city would be judged. 

นางรู้เรื่องการพิพากษาของพระเจ้า  และวิธีที่พระเจ้าทรงประทานชัยชนะแก่อิสราเอลเหนือชาติอื่น และว่าอีกไม่นานเมืองของนางจะถูกพิพากษา

Rahab's faith continued, and her life was changed.   She was saved and her family.  

ราหับยังมีความเชื่ออีกต่อไป   และชีวิตของนางก็เปลี่ยนไป นางและครอบครัวของนางได้รับความรอด

She was later married to a descendant of Judah and was King David’s Great Grandmother; she is in the family line leading up to Jesus. 

ต่อมานางได้แต่งงานกับลูกหลานของยูดาห์    และเป็นคุณทวดของกษัตริย์ดาวิด; นางอยู่ในตระกูลที่สืบทอดเชื้อสายไปถึงพระเยซู

 

The next one mentioned is Ruth, who was a Moabite, who were under an eternal curse of God.  

ผู้หญิงคนต่อไปที่กล่าวถึงคือนางรูธ ซึ่งเป็นชาวโมอับ  ผู้ตกอยู่ภายใต้คำสาปนิรันดร์ของพระเจ้า

A Moabite could not come into the temple of the Lord to the tenth generation, or forever, as God had placed a curse on Moab.

ชาวโมอับไม่สามารถเข้ามาในพระวิหารของพระเจ้าจนถึงรุ่นที่สิบหรือตลอดไป   ดังที่พระเจ้าทรงสาปแช่งชาวโมอับ

And yet by the grace of God, Ruth became the wife of Boaz; whose son was Obed, whose son was Jesse, whose son was King David. [2]

และแม้กระนั้นโดยพระคุณของพระเจ้า  นางรูธได้กลายเป็นภรรยาของโบอัส; บุตรชายของนางคือโอเบด  ผู้ที่มีบุตรชายชื่อว่าเจสซี  ผู้ซึ่งมีบุตรชายคือกษัตริย์ดาวิด

 

Ruth 4:9-17 (ESV)  

9 Then Boaz said to the elders and all the people, “You are witnesses this day that I have bought from the hand of Naomi all that belonged to Elimelech and all that belonged to Chilion and to Mahlon.

นางรูธ4:9-17

9แล้วโบอาสจึงกล่าวแก่พวกผู้ใหญ่และประชาชนทั้งปวงว่า “ท่านทั้งหลายเป็นพยานในวันนี้ว่า ข้าพเจ้าได้ซื้อทรัพย์สินทั้งหมดของเอลีเมเลค และทรัพย์สินทั้งหมดของคิลิโอนและมาห์โลนจากมือนาโอมีแล้ว

10 Also Ruth the Moabite, the widow of Mahlon, I have bought to be my wife, to perpetuate the name of the dead in his inheritance, that the name of the dead may not be cut off from among his brothers and from the gate of his native place. You are witnesses this day.”

10ทั้งรูธชาวโมอับแม่ม่ายของมาห์โลน ข้าพเจ้าก็จะได้มาเป็นภรรยาของข้าพเจ้า เพื่อจะดำรงนามของผู้ตายไว้ ฉธบ.25:5-6บนมรดกของเขาสืบต่อไป เพื่อนามของผู้ตายจะไม่ถูกตัดออกจากพวกพี่น้องของเขา และจากบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ท่านทั้งหลายเป็นพยานแล้วในวันนี้”

11 Then all the people who were at the gate and the elders said, “We are witnesses. May the Lord make the woman, who is coming into your house, like Rachel and Leah, who together built up the house of Israel. May you act worthily in Ephrathah and be renowned in Bethlehem,

11ประชาชนทั้งปวงที่อยู่ที่ประตูเมืองและพวกผู้ใหญ่กล่าวว่า “เราเป็นพยานแล้ว ขอพระยาห์เวห์ทรงทำให้หญิงนั้นที่กำลังจะเข้ามาในบ้านของท่าน เหมือนนางราเชลและนางเลอาห์ หญิงทั้งสองซึ่งช่วยกันสร้างวงศ์ตระกูลอิสราเอล ขอให้ท่านเจริญในเอฟราธาห์และมีชื่อเสียงในเบธเลเฮม

12 and may your house be like the house of Perez, whom Tamar bore to Judah, because of the offspring that the Lord will give you by this young woman.”

12ขอให้พงศ์พันธุ์ของท่านเหมือนพงศ์พันธุ์ของเปเรศ ซึ่งทามาร์คลอดให้แก่ยูดาห์ เนื่องด้วยบุตรหลานซึ่งพระยาห์เวห์จะประทานแก่ท่านโดยหญิงผู้นี้”

13 So Boaz took Ruth, and she became his wife. And he went into her, and the Lord gave her conception, and she bore a son.

13ดังนั้นโบอาสก็รับรูธมาเป็นภรรยาของท่าน และท่านก็เข้าหานาง และพระยาห์เวห์ทรงให้นางตั้งครรภ์คลอดบุตรชายคนหนึ่ง

14 Then the women said to Naomi, “Blessed be the Lord, who has not left you this day without a redeemer, and may his name be renowned in Israel!

14ฝ่ายพวกผู้หญิงก็พูดกับนาโอมีว่า “สาธุการแด่พระยาห์เวห์ ผู้ไม่ได้ทรงทิ้งเจ้าไว้ให้ปราศจากญาติสนิทในเวลานี้ ขอให้เด็กนี้มีชื่อเสียงในอิสราเอล

15 He shall be to you a restorer of life and a nourisher of your old age, for your daughter-in-law who loves you, who is more to you than seven sons, has given birth to him.”

15ให้เด็กนี้ฟื้นฟูชีวิตของเจ้าและเลี้ยงดูเจ้าเมื่อชรา เพราะว่าเด็กคนนี้เกิดมาจากบุตรสะใภ้ที่รักเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าบุตรชายเจ็ดคน”

16 Then Naomi took the child and laid him on her lap and became his nurse.

16แล้วนาโอมีก็รับเด็กนั้นมาอุ้มไว้แนบอก และรับเป็นผู้ดูแลเด็กนั้น

17 And the women of the neighborhood gave him a name, saying, “A son has been born to Naomi.” They named him Obed.  He was the father of Jesse, the father of David.

17พวกผู้หญิงเพื่อนบ้านก็ให้ชื่อเด็กนั้น พูดว่า “มีบุตรชายคนหนึ่งเกิดให้แก่นาโอมี” เขาตั้งชื่อเด็กนั้นว่า โอเบด ผู้เป็นบิดาของเจสซี ซึ่งเป็นบิดาของดาวิด

 

The fourth woman that is mentioned is the wife of Uriah in verse 6. 

ผู้หญิงคนที่สี่ที่กล่าวถึงเป็นภรรยาของอุรียาห์ในพระคัมภีร์ข้อ 6

So, Bathsheba is the fourth woman that is brought into the record.

ดังนั้นนางบัทเชบาเป็นผู้หญิงคนที่สี่ในเรื่องราวที่นำมาบันทึกไว้

And she is the one who had the illegitimate relationship with David, whose husband was subsequently put to death by a conspiracy of David, and then became David's wife.

และนางเป็นคนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์นอกสมรสกับดาวิด    ซึ่งต่อมาสามีของนางถูกฆ่าตายโดยการวางแผนอุบายของดาวิด  และแล้วนางก็กลายเป็นภรรยาของดาวิด

And from her was born Solomon, who became the king over Israel, and the line comes through Solomon.

และจากนั้นนางให้กำเนิดโซโลมอน   ผู้ซึ่งขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล   และลูกหลานก็สืบสายตระกูลต่อจากซาโลมอน

 

So, the Lord has put into the genealogy of the line of Joseph these four women, in order to display the grace of God, in order that any of us, through our failures, can still identify with God's plan of grace and love for men.

ดังนั้นพระเจ้าทรงวางลำดับวงศ์ตระกูลทางเชื้อสายของโยเซฟทางผู้หญิงทั้งสี่คนเหล่านี้   เพื่อที่จะสำแดงพระคุณของพระเจ้า   เพื่อที่ไม่ว่าเราคนใด  ที่ผ่านความล้มเหลวผิดพลาดมา ก็ยังสามารถรับพระคุณและความรักสำหรับมนุษย์ได้ตามแผนการของพระเจ้า

None of us are excluded. God has already included in His program people who had made a mess out of their lives, people who had had great personal failures in their lives, people who had immoral stains in their lives and still God used them in His total plan.

พวกเราไม่มีใครได้รับการยกเว้น พระเจ้าได้ทรงรวมเราอยู่ในประชากรของพระองค์  ทรงทำให้เราพ้นจากชีวิตยุ่งเหยิง   ผู้คนที่เคยมีความล้มเหลวส่วนตัวในชีวิต  คนที่มีร่องรอยอธรรมในชีวิตของพวกเขา    พระเจ้าก็ยังทรงใช้พวกเขาตามแผนการทั้งหมดของพระองค์

And thus, it encourages us who also have stains, who also have failures, that God can still use us in His plan.

และดังนั้น  จึงเป็นสิ่งกระตุ้นให้เราผู้ที่ยังมีรอยบาป  ผู้ที่ยังมีความผิดพลาด  ว่าพระเจ้ายังทรงสามารถใช้เราในแผนการของพระองค์

And so, to me it's exciting to see the inclusion that God makes in this line coming to Christ. [3]

และสำหรับผม  มันน่าตื่นเต้นที่เห็นในภาพรวมว่า   พระเจ้าทรงให้พระเยซูคริสต์สืบเชื้อสายทางนี้

The Birth of Jesus Christ

การบังเกิดของพระเยซูคริสต์

 

You may remember that John in his gospel started at creation, showing Jesus is eternal. 

คุณอาจจะจำได้ว่าในพระกิตติคุณยอห์น   ท่านเริ่มต้นเรื่องการทรงสร้าง  แสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นนิรันดร์

 

John 1:1-2

1 In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God.

ยอห์น1:1-2

1 ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่   และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า   และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า

2 He was in the beginning with God.

2 ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า

 

Matthew starts with the birth of Jesus, when Jesus became human.

มัทธิวเริ่มต้นด้วยพระกำเนิดของพระเยซูเมื่อพระเยซูทรงสภาพเป็นมนุษย์

 

Matthew 1:18-19 (ESV)

18 Now the birth of Jesus Christ took place in this way. When his mother Mary had been betrothed to Joseph, before they came together she was found to be with child from the Holy Spirit.

มัทธิว1:18-19

18 เรื่องการประสูติของพระเยซูคริสต์เป็นดังนี้   คือมารีย์ผู้เป็นมารดาของพระเยซูนั้น   เดิมโยเซฟได้สู่ขอหมั้นกันไว้แล้ว   ก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกันก็ปรากฏว่า   มารีย์มีครรภ์แล้วด้วยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์

19 And her husband Joseph, being a just man and unwilling to put her to shame, resolved to divorce her quietly.

19 แต่โยเซฟคู่หมั้นของเธอเป็นคนชอบธรรม  ไม่ต้องการจะแพร่งพรายความเป็นไปของเธอ  ต้องการจะถอนหมั้นเสียลับๆ

 

It was a profoundly serious matter, for an engaged woman to become pregnant before the marriage. 

มันเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากสำหรับผู้หญิงที่หมั้นหมายไว้แล้วที่ตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน

Joseph had no sexual relations with Mary yet, so he naturally thought that she had been with another man. 

โยเซฟไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับนางมารีย์มาก่อนเลย  ดังนั้นเขาคิดตามคนปกติว่านางคงเคยอยู่กับชายอีกคนหนึ่ง

The usual penalty for this was death by stoning in very public humiliating way.  

บทลงโทษปกติสำหรับเรื่องนี้คือความตาย โดยการขว้างปาก้อนหินให้สาธารณชนรับรู้ความอัปยศอดสู

Joseph thought rather than do that he would just divorce her quietly, just break off the engagement.

โยเซฟคิดว่าแทนที่จะทำเช่นนั้น  เขาก็จะหย่ากับนางอย่างเงียบ ๆ เพียงแค่ถอนหมั้นเสีย

 

Matthew 1:20-23 (ESV)

20 But as he considered these things, behold, an angel of the Lord appeared to him in a dream, saying, “Joseph, son of David, do not fear to take Mary as your wife, for that which is conceived in her is from the Holy Spirit.

แมทธิว 1:20-23

20 เมื่อโยเซฟยังคิดเรื่องนี้อยู่  ก็มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า  “โยเซฟบุตรดาวิด  อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของท่านเลย  เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์

21 She will bear a son, and you shall call His name Jesus, for He will save His people from their sins.”

21 เธอจะให้พระกำเนิดบุตรชาย  แล้วจงเรียกนามท่านว่า เยซู  เพราะว่าท่านจะทรงช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากบาปของพวกเขา”

22 All this took place to fulfill what the Lord had spoken by the prophet:

22 ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะว่า

23 “Behold, the virgin shall conceive and bear a son, and they shall call His name Immanuel”(which means, God with us).

23 นี่แน่ะ  หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง   และเขาจะเรียกนามของท่านว่า   อิมมานูเอล    (แปลว่า พระเจ้าสถิตกับเรา)

 

This was prophesied by Isaiah. 

นี่เป็นคำพยากรณ์โดยอิสยาห์

 

Isaiah 7:14 Therefore the Lord Himself will give you a sign. Behold, the virgin shall conceive and bear a son, and shall call His name Immanuel.

อิสยาห์7:14 เพราะฉะนั้น  องค์เจ้านายจะประทานหมายสำคัญด้วยพระองค์เอง  นี่แน่ะ หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์  และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง  และคนจะเรียกนามของเขาว่า  อิมมานูเอล

 

Matthew 1:24-25 (ESV)

24 When Joseph woke from sleep, he did as the angel of the Lord commanded him: he took his wife,

แมทธิว 1:24-25

24  เมื่อโยเซฟตื่นขึ้นก็ทำตามคำซึ่งทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งนั้น  คือได้รับมารีย์มาเป็นภรรยา

25 but knew her not until she had given birth to a son. And he called his name Jesus.

แต่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับเธอจนกว่าให้พระกำเนิดบุตรชายแล้ว  และโยเซฟเรียกนามของบุตรนั้นว่าเยซู

 

I had quite a discussion several times with a Catholic priest who was also a chaplain at the hospital where I worked. 

ผมได้เคยแลกเปลี่ยนความคิดหลายครั้งกับบาทหลวงคาทอลิก ซึ่งเป็นเป็นอนุศาสกที่โรงพยาบาลที่ผมเคยทำงาน

The Catholic Church teaches the perpetual virginity of Mary, that she remained as a virgin even after marrying Joseph, and they wrongly worship Mary. 

ศาสนจักรคาทอลิกสอนความบริสุทธิ์ตลอดของนางมารีย์ว่า   นางยังคงเป็นสาวบริสุทธิ์แม้หลังจากที่แต่งงานกับโยเซฟ   และพวกคาทอลิกผิดที่นมัสการนางมารีย์

But the Bible here says, "And did not know her until," so obviously after Jesus birth Joseph did have the normal husband-wife relationships with Mary. 

แต่พระคัมภีร์บอกตรงนี้ว่า "และไม่รู้จักเธอจนกระทั่ง" ดังนั้นเห็นได้ชัดหลังจากที่พระเยซูบังเกิด  โยเซฟไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาปกติกับนางมารีย์

Mark's gospel names the brothers of Jesus: James, Joses, Simon, and his sisters. So, to declare perpetual virginity of Mary is not a scriptural truth.

พระธรรมมาระโกบอกชื่อพี่น้องของพระเยซู: ยากอบ โยเซฟ  ซีโมนและน้องสาวของพระองค์ การประกาศความบริสุทธิ์ตลอดของนางมารีย์ไม่เป็นความจริงตามพระคัมภีร์

 

So, we learned from Matthew that Jesus is a descendant legally of Abraham and David, that He is the Messiah, Immanuel – God with us. 

ดังนั้นเราจึงได้รู้จากพระธรรมมัทธิวว่า พระเยซูทรงเป็นลูกหลานถูกต้องของอับราฮัมและดาวิด   ตามบทบัญญัติ   คือพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์  อิมมานุเอล - พระเจ้าสถิตกับเรา

We learned that Jesus was miraculously born of the virgin Mary.

เราได้เรียนรู้ว่าพระเยซูทรงบังเกิดอย่างอัศจรรย์จากนางมารีย์สาวพรหมจารีย์

 

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make. God is the Creator. God loves you.

การตัดสินใจที่จะติดตามพระเยซูคือการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้ พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงรักคุณ

He loves all people. But God is perfect, and we are not.

พระองค์ทรงรักทุกคน แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและเราก็ไม่ใช่เช่นนั้น

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

เพราะมนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวน   ตั้งแต่นั้นมาทุกคนได้ทำผิด  คิดผิดและพูดผิด

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า   เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่ออยู่กับพระองค์ได้ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross.

แต่พระเยซูบุตรของพระเจ้าทรงรับการลงโทษเพื่อบาปของเราโดยสิ้นพระชนม์บนกางเขน

He came alive again three days later.

ทรงกลับฟื้นพระชนม์อีกสามวันต่อมา

 

Romans 10:9 (ESV) If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม 10:9  คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986) The Word Bible software, Matthew 1.

[2] Smith. Through the Bible C-2000 Series, Matthew 1

[3] Smith. Through the Bible C-2000 Series, Matthew 1

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top