Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 12 Jesus Is Lord of the Sabbath, Blasphemy of the Holy Spirit, and a Tree is Known by its Fruit

มัทธิวบทที่ 12 พระเยซูทรงเป็นจ้าวแห่งวันสะบาโต การหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์และต้นไม้เป็นที่รู้จักโดยผลของมัน

 

The word Sabbath means seventh day, and is the fourth of the Ten Commandments.  

คำว่าสะบาโตหมายถึงวันที่เจ็ด   และเป็นข้อที่สี่ของพระบัญญัติสิบประการ

Jews to this day are very strict in observing the Sabbath day of rest. 

จนถึงทุกวันนี้ชาวยิวเคร่งครดมากในการยึดถือวันสะบาโตเป็นวัหยุดพักผ่อน

It begins on Friday at 6:00 p.m. and ends Saturday at 6:00 p.m.. 

มันเริ่มต้นในวันศุกร์เวลา 18:00 และสิ้นสุดวันเสาร์เวลา 18:00.

It comes from God creating the earth and all that is in it, in six days and then resting on the Sabbath day, the seventh day. 

นับจากที่พระเจ้าทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งที่ในโลกภายในหกวัน   แล้วทรงหยุดพักวันสะบาโตคือวันที่เจ็ด

God wants people to have a day of rest. 

พระเจ้าทรงประสงค์ให้ผู้คนมีวันหยุดเพื่อพักผ่อน

It was a bit funny to me when I worked with the Rabbi at Mt. Sinai hospital, the chaplain there, in New York. 

มันเป็นเรื่องน่าขำสำหรับผม   เมื่อผมทำงานร่วมกับครูสอนศาสนาหรือรับบีที่โรง

พยาบาลไซนาย  เขาเป็นอนุศาสกที่โรงพยาบาลนันในนิวยอร์ก

At about 4:00 p.m. on Friday, he became very nervous. 

เวลาเย็นประมาณ 16:00 น.นวันศุกร์หนึ่งเขากระสับกระส่ายมาก

Wondering if he could accomplish the remaining visits and other work and board the subway train home before 6:00 p.m.. 

ผมกำลังสงสัยว่าเขาจะทำการเยี่ยมคนไข้ที่เหลือและงานอื่น ๆ เสร็จสิ้นทันเวลาที่จะสามารถขึ้นรถไฟใต้ดินก่อนเวลา 18:00 น.ไหมนะ

Otherwise he would have to sleep in his office.

มิฉะนั้นเขาจะต้องนอนในสำนักงานของเขาแน่

He could not travel or do anything after 6:00 p.m.

เขาไม่สามารถเดินทางหรือทำอะไรได้หลังจากเวลา 18:00 น.

He rushed around and was able to leave before 6:00 p.m. to be able to join his family. 

เขารีบเร่งทำงานจนเสร็จและก็สามารถที่จะออกไปก่อนเวลา 18:00 น. เพื่อจะกลับบ้านไปร่วมกับครอบครัวได้

So that is how serious a devout rabbi today is about keeping the Sabbath.

นั่นเป็นเรื่องเครียดสำหรับรับบีผู้เคร่งครัดความเชื่อเรื่องการรักษาวันสะบาโต

 

Matthew 12:1-10 (NASB)

1At that time Jesus went through the grainfields on the Sabbath, and His disciples became hungry and began to pick the heads of grain and eat.

มัทธิว12:1-10

1 ในเวลานั้น พระเยซูเสด็จไปในนาในวันสะบาโต และบรรดาสาวกของพระองค์หิว จึงเด็ดรวงข้าวมากินแก้หิว

2 But when the Pharisees saw this, they said to Him, “Look, Your disciples do what is not lawful to do on a Sabbath.”

2 เมื่อพวกฟาริสีเห็นเข้า จึงทูลพระองค์ว่า “ดูซิ พวกสาวกของท่านทำสิ่งที่ต้องห้ามในวันสะบาโต” 

3 But He said to them, “Have you not read what David did when he became hungry, he and his companions,

3พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “ท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านเรื่องที่ดาวิดได้ทำเมื่อ        ท่านและพรรคพวกหิวหรือ

4 how he entered the house of God, and they ate the consecrated bread, which was not lawful for him to eat nor for those with him, but for the priests alone?

4 ท่านได้เข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า รับประทานขนมปังเฉพาะพระพักตร์  ซึ่งท่านหรือพรรคพวกไม่มีสิทธิ์จะรับประทาน เป็นสิทธิ์ของพวกปุโรหิต   เท่านั้น

5 Or have you not read in the Law, that on the Sabbath the priests in the temple break the Sabbath and are innocent?

5 พวกท่านไม่ได้อ่านในธรรมบัญญัติหรือ? ที่ว่าพวกปุโรหิตในพระวิหารย่อม ละเมิดกฎวันสะบาโตแต่ไม่มีความผิด 

6 But I say to you that something greater than the temple is here.

            6 แต่เราบอกท่านว่าที่เป็นใหญ่กว่าพระวิหารอยู่ที่นี่

7 But if you had known what this means, ‘I desire compassion, and not a sacrifice,’ [Quotation from Hosea 6:6.] you would not have condemned the innocent.

7 ถ้าพวกท่านเข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ ที่ว่า ‘เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา’ พวกท่านก็คงจะไม่ตัดสินลงโทษพวกที่ไม่มีความผิด 

 

Lord of the Sabbath

จ้าวแห่งวันสะบาโต

 

For the Son of Man is Lord of the Sabbath.”

8 เพราะว่าบุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต

9 Departing from there, He went into their synagogue.

9 แล้วพระองค์เสด็จไปจากที่นั่น และทรงเข้าไปในธรรมศาลาของพวกเขา 

10 And a man was there whose hand was withered. And they questioned Jesus, asking, “Is it lawful to heal on the Sabbath?”—so that they might accuse Him.

10 ที่นั่นมีคนหนึ่งที่มือข้างหนึ่งลีบ คนทั้งหลายถามพระองค์ว่า “การรักษาโรคใน        วันสะบาโตนั้นต้องห้ามหรือไม่เพื่อเขาทั้งหลายจะหาเหตุฟ้องพระองค์ได้

           

There are rules in the Torah, the Old Testament law books that the Jews follow that give rules for keeping the Sabbath. 

มีกฎระเบียบในราห์, หนังสือกฎหมายพันธสัญญาเดิมที่ชาวยิวปฏิบัติตามที่ให้กฎการรักษาเพื่อให้สะบาโต

But through the centuries the Rabbis have added many more of their own rules. 

แต่ตลอดหลายศตวรรษมานี้ พวกรับบีได้เพิ่มเติมกฎข้อบังคับของตัวเองมากขึ้น

 

Matthew 12:11-21 (NASB)

11 And He said to them, “What man [is there among you who has a sheep, and if it falls into a pit on the Sabbath, will he not take hold of it and lift it out?

มัทธิว12:11-21

11 พระองค์จึงตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “ถ้าใครในพวกท่านมีแกะตัวหนึ่ง และแกะ         ตัวนั้นตกบ่อในวันสะบาโต คนนั้นก็จะฉุดลากแกะตัวนั้นขึ้นมาไม่ใช่หรือ

12 How much more valuable then is a man than a sheep! So then, it is lawful to do good on the Sabbath.”

12 มนุษย์คนหนึ่งย่อมประเสริฐยิ่งกว่าแกะมากทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงอนุญาตให้         ทำการดีได้ในวันสะบาโต”

13 Then He said to the man, “Stretch out your hand!” He stretched it out, and it was restored to normal, like the other.

13 แล้วพระองค์ตรัสกับคนมือลีบนั้นว่า “จงเหยียดมือออกเถิด” เขาก็เหยียดออก          และมือนั้นก็หายเป็นปกติเหมือนมืออีกข้างหนึ่ง 

14 But the Pharisees went out and conspired against Him, as to how they might destroy Him.

            14 พวกฟาริสีก็ออกไปปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรจึงจะฆ่าพระองค์ได้

15 But Jesus, aware of this, withdrew from there. Many followed Him, and He healed them all,

15 แต่พระเยซูทรงทราบ จึงเสด็จออกไปจากที่นั่น และมหาชนเดินตามพระองค์           ไป พระองค์ก็ทรงรักษาเขาทั้งหลายให้หายโรคทุกคน 

16 and warned them not to [tell who He was.

             16 แล้วพระองค์ทรงกำชับพวกเขาไม่ให้แพร่งพรายว่าพระองค์คือใคร

17 This was to fulfill what was spoken through Isaiah the prophet:

             17 ทั้งนี้เพื่อจะให้เป็นไปตามคำของอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่า

18 “Behold, My Servant whom I have chosen; My Beloved in whom My soul is well-pleased; I will put My Spirit upon Him,And He shall proclaim justice to the Gentiles.

18  “นี่แน่ะ ผู้รับใช้ของเราซึ่งเราเลือกสรรไว้ ที่รักของเรา ผู้ซึ่งเราโปรดปราน เราจะให้วิญญาณของเราอยู่กับท่าน ท่านจะประกาศความยุติธรรมกับบรรดาประชาชาติ

19 “He will not quarrel, nor cry out; Nor will anyone hear His voice in the streets..

            19 ท่านจะไม่ทะเลาะวิวาทและไม่ร้องเสียงดัง  ไม่มีใครจะได้ยินเสียงของท่าน ตามถนน

20 “A battered reed He will not break off, And a smoldering wick He will not put out, Until He leads justice to victory.

20 ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก  ไส้ตะเกียงเป็นควันจวนดับแล้วท่านจะไม่ดับ     จนกว่าท่านจะนำความยุติธรรมสู่ชัยชนะ

21 “And in His name the Gentiles will hope.” [Quotation from Isaiah 42:1-4]

             21 และบรรดาประชาชาติจะฝากความหวังไว้กับท่าน  [ใบเสนอราคาจากอิสยาห์ 42:1-4]

 

Scripture ascribes many titles to Christ, and none is more fitting or lovely than My Servant, a title first used by Isaiah. 

มีพระนามและตำแหน่งหลายอย่างของพระคริสต์ในพระคัมภีร์และไม่มีอันใดเหมาะสมมากหรือน่ารักมากกว่าคำว่าผู้รับใช้ของเรา  ตำแหน่งที่อิสยาห์ใช้ยกย่องเป็นครั้งแรก

Just as the prophet predicted of the Messiah, Jesus came in wonder, beauty, and majesty as the divine Servant, serving the Father and serving mankind in the Father’s name.

เช่นเดียวกับที่ศาสดาพยากรณ์คาดการณ์เรื่องพระเมสสิยาห์  พระเยซูเสด็จมาด้วยความประหลาดใจ  ความงดงาม และพระบารมี ที่ทรงเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า   ทรงรับใช้พระบิดาและรับใช้มนุษยชาติในพระนามของพระบิดา

Matthew 12:18-21 is a modified quotation of Isaiah 42:1-4 and is one of the most strikingly beautiful descriptions of Jesus Christ anywhere in Scripture. 

มัทธิว12:18-21 เป็นคำอ้างอิงที่ปรับเปลี่ยนมาจากพระธรรมอิสยาห์42:1-4 และเป็นหนึ่งในคำอธิบายที่ไพเราะที่สุดของพระเยซูคริสต์ไม่ว่าที่ใดในพระคัมภีร์

Here we see that Jesus conformed to God’s plan, was commended by the Father and commissioned by the Holy Spirit, that He was confident in His calling, and that He would complete the victory over sin and Satan.

ที่นี่เราเห็นว่าพระเยซูทรงทำตามแผนการของพระเจ้า ทรงรับพระบัญชาจากพระบิดาและทรงทำกิจโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ทรงเชื่อมั่นในการทรงเรียกของพระบิดาและจะทรงมีชัยชนะสมบูรณ์ต่อความบาปและซาตาน

 

Jesus’ first priority was to fulfill God’s will. 

ความสำคัญลำดับแรกของพระเยซูคือทรงทำตามพระทัยพระผู้เป็นเจ้า 

 

John 6:38 “For I have come down from heaven, not to do my own will, but the will of him who sent me.”

ยอห์น 6:38 "เพราะว่าเราลงมาจากสวรรค์ ไม่ใช่เพื่อทำตามความประสงค์ของ/span>          เราเอง แต่เพื่อทำตามพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามา"

 

He demonstrated divine compassion.

พระองค์ทรงสำแดงพระเมตตาของพระเจ้า

Matthew 9:36 “Seeing the people, He felt compassion for them, because they were distressed and dispirited like sheep without a shepherd.”

มัทธิว 9:36 "และเมื่อพระองค์ทอด   พระเนตรฝูงชนก็ทรงสงสารเขาทั้งหลาย เพราะพวกเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่ง         เหมือนฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง &"

Jesus proclaimed God’s message to all men. 

            พระเยซูทรงประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าให้กับทุกคน 

God’s plan for redemption had always included the Gentiles, and to them the Messiah was to proclaim justice and deliverance from sin just as to the Jews.

แผนการของพระเจ้าสำหรับการไถ่บาปได้รวมคนต่างชาติด้วย  และพระเมสสิยาห์ทรงประกาศความยุติธรรมและการปลดปล่อยจากความบาปแก่คนต่างชาติเช่นเดียวกับชาวยิว.

Jesus was commended By the Father. 

พระเยซูทรงได้รับคำชมเชยจากพระบิดา

Jesus Christ is God’s perfect servant.

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้รับใช้ที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า

Servant, (Pais) is not the usual word for “servant” and is often translated “son.”  

ผู้รับใช้ (Pais) ไม่ใช่คำปกติสำหรับ "คนรับใช้" และมักจะแปลว่า "บุตร" 

In secular Greek it was used of an especially intimate servant who was trusted and loved like a son.

มันเป็นคำภาษากรีกแบบฆราวาสใช้กับผู้รับใช้ที่อยู่ใกล้ชิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับความไว้วางใจและรักเหมือนเป็นลูกชาย

I have chosen (hairetizoô) indicates a firm and determined decision and is used nowhere else in the New Testament. 

ฉันได้ตัดสินใจแล้ว (hairetizoô) บ่งชี้ถึงการตัดสินใจที่แน่วแน่และมั่นคงและไม่ได้ใช้ที่อื่นใดในพันธสัญญาใหม่. 

It was used in secular Greek of irrevocably adopting a child into the family as an heir who could never be disenfranchised.

มันเป็นคำภาษากรีกแบบฆราวาสใช้เมื่อทำการอุปถัมภ์เด็กอย่างถาวรไปอยู่ในครอบครัวในฐานะทายาทผู้ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง

 

Jesus is beloved by God.  

            พระเยซูทรงเป็นที่รักของพระเจ้า

It is through the grace of God “which He freely bestowed on us in the Beloved,” that “we have redemption through His blood, the forgiveness of our trespasses” (Ephesians 1:6-7). 

โดยพระคุณอันอุดมของพระเจ้า"ทรงให้แก่เราเปล่าๆ ในพระเยซูที่พระองค์ทรงรัก" ที่ "เราได้รับการไถ่โดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการยกโทษจากการละเมิด" (เอเฟซัส 1:6-7). 

 

Jesus pleased God in every way. 

พระเจ้าทรงโปรดปรานพระเยซูทุกด้าน

At Jesus’ baptism the Father declared, “This is My beloved Son, in whom I am well-pleased” (Matthew  3:17), and at the transfiguration He declared again, “This is My beloved Son, with whom I am well-pleased; listen to Him” (Matthew 17:5). 

เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงรับบัพติศมาพระเจ้าทรงประกาศว่า "ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก" (มัทธิว 3:17) และตอนที่ทรงจำแลงพระกาย พระเจ้าทรงประกาศอีกครั้งว่า "นี่“ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก จงเชื่อฟังท่านเถิด "(มัทธิว 17:5) 

Jesus was commissioned by the Holy Spirit. 

พระเยซูทรงทำพระราชกิจโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

The Holy Spirit empowered Jesus to live a sinless life.

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเสริมกำลังให้พระเยซูทรงปราศจากบาป

Hebrews 4:15 (ESV) … One who has been tempted in all things as we are, yet without sin.

ฮีบรู4:15 ทรงเคยถูกทดลองใจเหมือนเราทุกอย่าง ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป

 

Jesus was confident in His calling…

            พระเยซูทรงมั่นพระทัยในการทรงเรียกของพระองค์

He would not trample those who were weak and poor in spirit…

พระองค์จะไม่ทรงเหยียบย่ำผู้ที่อ่อนแอและบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ ...

Jesus will complete the victory… 

พระเยซูจะทรงมีชัยชนะอย่างสมบูรณ์

The present victory of regeneration…

ชัยชนะแห่งการฟื้นฟูปัจจุบัน...

The continuing victory of sanctification. [and] The ultimate victory of glorification.[1]

ชัยชนะของการชำระตัวให้บริสุทธิ์ต่อเนื่องและชัยชนะสูงสุดที่ทรงพระสิริ

 

What are we to understand by the bruised reed, and smoking flax?

            สิ่งที่เราต้องเข้าใจโดยไม้อ้อที่ช้ำแล้ว และไส้ตะเกียงริบหรี่นั้น

The language of the prophet [Isaiah] no doubt is figurative.

ไม่มีข้อสงสัยว่าภาษาของศาสดาพยากรณ์ [อิสยาห์] เป็นอุปมาอุปมัย

What is it that these two expressions mean?

ถ้อยคำที่กล่าวทั้งสองคำนี้หมายความว่าอะไร

The simplest explanation seems to be, that the Holy Spirit is here describing believers whose grace is at present weak, whose repentance is feeble, and whose faith is small.

คำอธิบายที่ง่ายที่สุดที่น่าจะเป็นว่า   ตรงนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทรงอธิบายผู้เชื่อที่รับพระคุณตอนที่กำลังอ่อนแอ   ผู้ที่การกลับใจของเขายังอ่อนแอและผู้ที่มีความเชื่อเล็กน้อย

Towards such people the Lord Jesus Christ will be very tender and compassionate.

พระเยซูคริสต์จะทรงอ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจมากต่อผู้คนดังกล่าวนี้

Weak as the broken reed is, it shall not be broken.

อ่อนแอราวกับไม้อ้อที่ฟกช้ำ มันจะไม่แตกหักออ

Small as the spark of fire may be within the smoking flax, it shall not be quenched.

ขนาดเล็กเหมือนประกายไฟที่อยู่ในใส้ตะเกียงที่ริบหรี่นั้น มันก็จะไม่ดับ

It is a standing truth in the kingdom of grace, that weak grace, weak faith, and weak repentance, are all precious in our Lord's sight.

มันเป็นความจริงที่ตั้งอยู่ในราชอาณาจักรแห่งพระคุณ    พระคุณที่อ่อนแอ  ความเชื่อที่อ่อนแอ  และการกลับใจใหม่ที่อ่อนแอ  ทั้งหมดมีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าของเรา

Mighty as He is, "He doesn't despise anyone." (Job 36:5.)[2]

พระองค์ทรงอานุภาพ  "พระองค์ไม่ทรงดูหมิ่นผู้ใดเลย" (โยบ 36:5) 

 

Blasphemy against the Holy Spirit

การหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์

 

Matthew 12:22-26 (NASB)

22 Then a demon-possessed man who was blind and mute was brought to Jesus, and He healed him, so that the mute man spoke and saw.

มัทธิว12:22-26

22ขณะนั้นเขาพาคนถูกผีสิงคนหนึ่งที่ตาบอดและเป็นใบ้มาหาพระองค์ พระองค์ทรงรักษาเขาให้หาย คนนั้นก็พูดได้และมองเห็น 

23 All the crowds were amazed, and were saying, “This man cannot be the Son of David, can he?”

23 และฝูงชนทั้งหมดก็อัศจรรย์ใจถามกันว่า “คนนี้ใช่บุตรดาวิดไหม?

24 But when the Pharisees heard this, they said, “This man casts out demons only by Beelzebul the ruler of the demons.”

24 แต่เมื่อพวกฟาริสีได้ยินดังนั้นก็พูดกันว่า “คนนี้ขับผีออกได้ก็เพราะใช้        อำนาจเบเอลเซบูลผู้เป็นนายผีนั้น” 

25 And knowing their thoughts Jesus said to them, “Any kingdom divided against itself is laid waste; and any city or house divided against itself will not stand.

25 พระเยซูทรงทราบความคิดของพวกเขา จึงตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “ราช    อาณาจักรใดๆ ซึ่งแตกแยกกันแล้ว ก็คงพินาศ เมืองใดๆ หรือบ้านใดๆ ซึ่ง แตกแยกกันแล้ว จะตั้งอยู่ไม่ได้ 

26 If Satan casts out Satan, he is divided against himself; how then will his kingdom stand?

26 และถ้าซาตานขับซาตานออกมันก็แตกแยกกันในตัวมันเอง แล้วอาณาจักรของ      มันจะตั้งอยู่ได้อย่างไร?

 

The Mormons are a cult not truly worshipping the Lord Jesus. 

ลัทธิมอร์มอนเป็นลัทธิที่ไม่นับถือพระเยซูอย่างแท้จริง

I found it interesting that the Mormons are a cult not truly worshipping the Lord Jesus. 

ผมว่ามันน่าสนใจที่ลัทธิมอร์มอนเป็นแค่หลักข้อเชื่อ ไม่ได้นมัสการองค์พระ   เยซูอย่างแท้จริง

After building the Health Center in our village of Thachatchai they built a    spirit house for spirits or demons to live in. 

หลังจากที่สร้างอาคารศูนย์บริการสาธารณสุขในหมู่บ้านท่าฉัตรชัย   พวกเขาสร้างศาลพระภูมิสำหรับให้วิญญาณหรือปีศาจมาสิงอยู่

So you see Satan does not fight against himself.

ดังนั้นคุณจะเห็นว่าซาตานไม่ได้ต่อสู้กับตัวเอง

 

Matthew 12:27-32 (NASB)

27 If I by Beelzebul cast out demons, by whom do your sons cast them out? For this reason they will be your judges.

มัทธิว12:27-32

                27และถ้าเราขับผีออกโดยเบเอลเซบูล ลูกน้องของท่านทั้งหลายขับมันออกโดย           อำนาจของใครเล่า?

28 But if I cast out demons by the Spirit of God, then the kingdom of God has come upon you.

                28แต่ถ้าเราขับผีออกโดยพระวิญญาณของพระเจ้า แผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึง           พวกท่านแล้ว 

29 Or how can anyone enter the strong man’s house and carry off his property, unless he first binds the strong man? And then he will plunder his house.

29 หรือใครจะสามารถเข้าไปในบ้านของคนที่มีกำลังมาก และปล้นเอาทรัพย์ของ        เขาได้? เว้นแต่จะจับคนที่มีกำลังมากนั้นมัดไว้เสียก่อน แล้วจึงจะปล้นทรัพย์ใน       บ้านนั้นได้

 

The unpardonable sin

บาปที่ไม่สามารถเอาชนะได้

 

30 He who is not with Me is against Me; and he who does not gather with Me scatters.

            30 ใครไม่อยู่ฝ่ายเราก็ต่อต้านเรา และใครไม่รวบรวมไว้กับเรา ก็ทำให้กระจัด กระจาย 

31 “Therefore I say to you, any sin and blasphemy shall be forgiven people, but blasphemy against the Spirit shall not be forgiven.

31เพราะเหตุนี้เราบอกพวกท่านว่า บาปและคำหมิ่นประมาททุกอย่างจะโปรดอภัยให้มนุษย์ได้ เว้นแต่คำหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์จะโปรดอภัยให้มนุษย์ไม่ได้ 

32 Whoever speaks a word against the Son of Man, it shall be forgiven him; but whoever speaks against the Holy Spirit, it shall not be forgiven him, either in this age or in the age to come.

           32ถ้าใครกล่าวร้ายบุตรมนุษย์ จะโปรดอภัยให้คนนั้นได้ แต่ถ้าใครกล่าวร้ายพระ        วิญญาณบริสุทธิ์ จะโปรดอภัยให้คนนั้นไม่ได้ ทั้งยุคนี้ยุคหน้า

 

Basically, the blasphemy of the Holy Spirit is the refusal to listen and yield to the work of the Spirit within your life, who is testifying to you about Jesus, through His Word.

   โดยทั่วไป   ก็คือการปฏิเสธไม่รับฟังการงานของพระวิญญาณภายในชีวิตของ         คุณ   ผู้ซึ่งเป็นพยานให้แก่ท่านเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ด้วยพระวจนะของพระองค์

 

John 15:26 (ESV) when the Spirit comes he is not going to testify of himself, he is going to testify of me.

ยอห์น15:26 พระเยซูตรัสว่า "ระวิญญาณแห่งความจริงซึ่งมาจากพระบิดานั้น พระองค์จะทรงเป็นพยานให้แก่เรา"

 

John 16:8-9 (ESV)

8And when he comes, he will convict the world concerning sin and righteousness and judgment:

ยอห์น 16:8-9

8 เมื่อพระองค์เสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความบาป ความชอบธรรมและการพิพากษา

9 concerning sin, because they do not believe in me;

9 ในเรื่องความบาปนั้น คือเพราะพวกเขาไม่วางใจในเรา 

 

The work of the Holy Spirit is to convict men of sin, by revealing to man the answer for his sin, even Jesus Christ.

การงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์และแม้แต่พระเยซูคริสต์   คือทำให้คนสำนึกว่าได้ทำผิดบาป โดยเปิดเผยให้คนนั้นทราบผลที่เขาทำบาป

God has made only one provision for your forgiveness.

            พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมการให้อภัยบาปแก่คุณ

Only one provision for the putting away of your sin and your guilt, and that provision is in and through His only begotten Son. And the Spirit of God comes to bear witness to us of this fact.

ทรงจัดเตรียมนำความผิดบาปของคุณไปเสีย  และการทรงจัดเตรียมนั้นโดยผ่านทางพระบุตรองค์เดียวของพระองค์  และพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมาทรง         เป็นพยานให้เราทราบความจริงข้อนี้

That there is only one way you can have forgiveness of your sin, and that is by the receiving of the Son of God, Jesus Christ as your Savior and Lord.

            นั่นเป็นเพียงวิธีเดียวที่คุณสามารถรับการอภัยบาปของคุณ    และนั่นคือโดยได้         ต้อนรับพระบุตรของพระเจ้าคือพระเยซูคริสต์ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระ       เจ้าของคุณ

Now if you continually refuse that work of the Holy Spirit in your heart revealing Jesus Christ to you, reproving you of your sin, because you do not believe in Him; if you continue in that mode, there is no forgiveness, because God has provided no other way for men to be saved.

ตอนนี้ถ้าคุณยังคงปฏิเสธการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เปิดเผยให้เห็นพระเยซูคริสต์ในจิตใจของคุณ   ตำหนิการที่คุณทำผิดบาป  เพราะคุณไม่เชื่อในพระองค์ ถ้าคุณยังคงกระทำแบบนั้นก็จะไม่มีการให้อภัย    เพราะพระเจ้าไม่ทรงมีทางอื่นใดที่เตรียมไว้สำหรับคนที่จะรอดได้

 

Acts 4:12 And there is salvation in no one else, for there is no other name under heaven given among men by which we must be saved.”

กิจการ 4:12 ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย   ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้   ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” 

 

So for you to reject God's provision for your sins through the death of His   Son, leaves God no alternative.

ดังนั้นการที่คุณปฏิเสธการที่พระเจ้าทรงเตรียมการชำระความบาปโดยผ่าน   การสิ้นพระชนม์ของพระบุตรทำให้พระเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

            There is no forgiveness for you, not in this world or in the world to come.

            ไม่มีการให้อภัยแก่คุณ ไม่ว่าในโลกนี้หรือในโลกที่จะมาถึง

            Because God has made only one provision for men's sin; the Holy Spirit bears      witness to your heart of that truth.

เพราะพระเจ้าได้ทรงเตรียมทางเดียวเพื่อชำระบาปของคนเรา; พระวิญญาณ บริสุทธิ์ทรงเป็นพยานให้ใจของคุณประจักษ์ความจริงนนั้น

            To refuse to believe, to refuse to accept the witness of the Spirit, is ultimately  to blaspheme against the Spirit. [3]

การปฏิเสธที่จะเชื่อ   การปฏิเสธที่จะยอมรับพระวิญญาณที่ทรงเป็นพยาน เป็น           การหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างร้ายแรง

A tree is known by its fruit, /span>we are known by our words.

ต้นไม้เป็นที่รู้จักได้ด้วยผลของมัน คนรู้จักเราโดยคำพูดของเรา

 

Matthew 12:33-37 (NASB)

33 “Either make the tree good and its fruit good, or make the tree bad and its fruit bad; for the tree is known by its fruit.

33 “จงทำให้ต้นไม้ดีและได้ผลดี หรือทำให้ต้นไม้เลวและได้ผลเลว เพราะว่าพวกเรารู้จักต้นด้วยผลของมัน

34 You brood of vipers, how can you, being evil, speak what is good? For the mouth speaks out of that which fills the heart.

34 โอ พวกชาติงูร้าย ท่านทั้งหลายเป็นคนชั่วแล้วจะพูดความดีได้อย่างไร? ด้วยว่าปากนั้นพูดสิ่งที่มาจากใจ

35 The good man brings out of his good treasure what is good; and the evil man brings out of his evil treasure what is evil.

35คนดีก็เอาของดีมาจากคลังแห่งความดีในตัวของเขา คนชั่วก็เอาของชั่วมาจากคลังแห่งความชั่วในตัวของเขา

36 But I tell you that every careless word that people speak, they shall give an accounting for it in the day of judgment.

36ส่วนเราบอกพวกท่านว่า คำที่ไม่เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์พูดนั้น มนุษย์จะต้องรับผิดชอบถ้อยคำเหล่านั้นในวันพิพากษา

37 For by your words you will be justified, and by your words you will be condemned

37  เพราะว่าพวกท่านจะพ้นผิดหรือถูกตัดสินลงโทษ ก็เพราะคำพูดของท่าน

 

We ought to be a bit more careful about what is coming out of our mouths.

เราควรระมัดระวังมากขึ้นว่าเรากำลังจะพูดอะไรออกจากปากของเรา

The Bible has much to say about the use of our tongues.

พระคัมภีร์สอนเรามากมายว่าเราควรใช้ลิ้นของเราอย่างไร

 

Psalm 12:3-4 (ESV)

3 May the LORD cut off all flattering lips, the tongue that makes great boasts,

เพลงสดุดี12:3-4

3 ขอพระยาเวห์ทรงตัดทุกริมฝีปากที่ป้อยอออกเสีย และขอทรงตัดลิ้นที่อวดอ้างการใหญ่นั้น

4 those who say, “With our tongue we will prevail, our lips are with us; who is master over us?”

4 คือบรรดาผู้ที่กล่าวว่า “เราจะชนะด้วยลิ้นของเรา ริมฝีปากของเราเป็นของเรา ใครจะเป็นนายเรา”

 

Psalm 15:3 (ESV) who does not slander with his tongue and does no evil to his neighbor, nor takes up a reproach against his friend;

เพลงสดุดี15:3  ผู้ไม่ใช้ลิ้นของตนในการนินทาว่าร้าย ไม่ทำชั่วต่อเพื่อน และไม่เยาะเย้ยเพื่อนบ้านของตน

 

Psalm 34:13 (ESV) Keep your tongue from evil and your lips from speaking deceit.

เพลงสดุดี 34:13 ก็จงระวังลิ้นของเจ้าจากความชั่ว และอย่าให้ริมฝีปากพูด    ล่อลวง

 

Psalm 35:28 (ESV) Then my tongue shall tell of your righteousness and of your praise all the day long.

เพลงสดุดี 35:28 แล้วลิ้นของข้าพระองค์จะกล่าวถึงความชอบธรรมของพระ

องค์และจะสรรเสริญพระองค์วันยังค่ำ

 

Psalm 37:30 (ESV) The mouth of the righteous utters wisdom, and his tongue speaks justice.

เพลงสดุดี37:30 ปากของคนชอบธรรมกล่าวสติปัญญา และลิ้นของเขาพูดความยุติธรรม

 

Psalm 39:1 (ESV) I said, “I will guard my ways, that I may not sin with my tongue; I will guard my mouth with a muzzle, so long as the wicked are in my presence.”

    เพลงสดุดี 39:1 ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะระแวดระวังทางของข้าพเจ้า

    เพื่อข้าพเจ้าจะไม่ทำบาปด้วยลิ้นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะใส่บังเหียนที่ปากของ           ข้าพเจ้า ขณะที่คนอธรรมอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า””

Psalm 45:1 (ESV) My heart overflows with a pleasing theme; I address my verses to the king; my tongue is like the pen of a ready scribe/span>.

เพลงสดุดี 45:1 ใจข้าพเจ้าเต็มล้นด้วยแนวคิดดี ข้าพเจ้าเล่าบทประพันธ์ของข้าพเจ้าถวายพระราชา  ลลิ้นของข้าพเจ้าเหมือนปากกาของอาลักษณ์ผู้ชำนาญ

Psalm 66:17 (ESV) I cried to him with my mouth, and high praise was on my tongue.o:p>

เพลงสดุดี 66:17 ปากข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระองค์และลิ้นข้าพเจ้าได้ยกย่องพระ

อองค์

Psalm 71:24 (ESV) And my tongue will talk of your righteous help all the day long, for they have been put to shame and disappointed who sought to do me hurt.o:p>

เพลงสดุดี 71:24 และลิ้นของข้าพระองค์จะกล่าวถึงความช่วยเหลืออันชอบธรรมของพระองค์วันยังค่ำเพราะผู้ที่หาทางทำอันตรายข้าพระองค์จะอับอายและอดสู

 

Psalm 73:9 (ESV) They set their mouths against the heavens, and their tongue struts through the earth.

เพลงสดุดี 73:9 เขาทั้งหลายอ้าปากสู้ฟ้าสวรรค์ และลิ้นของพวกเขาก็ตระเวนไปในโลก

 

Psalm 119:172 (ESV) My tongue will sing of your word, for all your commandments are right.

เพลงสดุดี119:172 ลิ้นของข้าพระองค์จะร้องเพลงเรื่องพระดำรัสของพระองค์

เพราะพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์ก็ชอบธรรม

 

Psalm 120:2 (ESV) Deliver me, O LORD, from lying lips, from a deceitful tongue.

เพลงสดุดี120:2 ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงช่วยกู้ข้าพระองค์ให้พ้นจากริมฝีปากมุสาให้พ้นจากลิ้นที่ล่อลวง”

 

Psalm 139:4 (ESV) Even before a word is on my tongue, behold, O LORD, you know it altogether.

เพลงสดุดี 139:4 ข้าแต่พระยาห์เวห์ แม้ก่อนที่ลิ้นของข้าพระองค์จะพูด พระ องค์ก็ทรงทราบความเสียหมดแล้ว

 

Proverbs 10:20 (ESV) The tongue of the righteous is choice silver; the heart of the wicked is of little worth.

        สุภาษิต10:20 ลิ้นของคนชอบธรรมคือเงินเนื้อดี ความคิดของคนอธรรมมีค่า  น้อย

 

Proverbs 10:31 (ESV) The mouth of the righteous brings forth wisdom, but the perverse tongue will be cut off.

สุภาษิต 10:31 ปากของคนชอบธรรมให้ปัญญา แต่ลิ้นของคนตลบตะแลงจะถูกตัดออก

 

Proverbs 12:18-19 (ESV)

18 There is one whose rash words are like sword thrusts, but the tongue of the wise brings healing.

สุภาษิต12:18-19

18 คำพูดพล่อยๆ เหมือนดาบแทง  แต่ลิ้นของคนมีปัญญานำการรักษามาให้

19 Truthful lips endure forever, but a lying tongue is but for a moment.

19 ปากที่พูดจริงทนอยู่ได้เป็นนิตย์ แต่ลิ้นที่พูดมุสาอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวเดียว

Proverbs 15:2, 4 (ESV) o:p>

2The tongue of the wise commends knowledge, but the mouths of fools pour out folly.

สุภาษิต15:2,4

2 ลิ้นของคนมีปัญญายกย่องความรู้  แต่ปากของคนโง่เทความโง่ออกมา

4 A gentle tongue is a tree of life, but perverseness in it breaks the spirit.

4 ลิ้นที่ปลอบโยนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต  แแต่ลิ้นตลบตะแลงทำให้จิตใจแตกสลาย

Proverbs 16:1 (ESV) The plans of the heart belong to man, but the answer of the tongue is from the LORD.o:p>

สุภาษิต 16:1 แผนงานความคิดเป็นของมนุษย์ แต่คำตอบของลิ้นมาจากพระยาห์เวห์

 

Proverbs 17:4, 20 (ESV)

 4An evildoer listens to wicked lips, and a liar gives ear to a mischievous tongue.

สุภาษิต 17:4,20  

4 ผู้ทำชั่วใส่ใจฟังปากที่เลวร้าย และคนมุสาให้ความสนใจแก่ลิ้นหายนะ

20A man of crooked heart does not discover good, and one with a dishonest tongue falls into calamity.

20 คนใจคดจะไม่เจริญรุ่งเรือง และผู้ที่มีลิ้นตลบตะแลงย่อมตกอยู่ในความยาก

ลำบาก

 

Proverbs 18:21 (ESV) Death and life are in the power of the tongue, and those who love it will eat its fruits.

สุภาษิต18:21  ความตายและชีวิตอยู่ในอำนาจของลิ้น  และผู้ที่รักมันก็จะกินผลของมัน

 

Proverbs 21:6, 23 (ESV)

6The getting of treasures by a lying tongue is a fleeting vapor and a snare of death.

สุภาษิต21:6,23

6 การได้ทรัพย์มาด้วยลิ้นมุสา  ก็คือหมอกที่จางหายและกับดักแห่งความตาย

23 Whoever keeps his mouth and his tongue keeps himself out of trouble.

23 คนที่ระวังปากและลิ้นของตน ก็ปกป้องตัวเองจากความยุ่งยาก

 

Proverbs 25:15, 23 (ESV)

15With patience a ruler may be persuaded, and a soft tongue will break a bone.

สุภาษิต25:15,23

15ความอดกลั้นอาจชักนำผู้ครอบครองได้  และลิ้นอ่อนหวานอาจโน้มน้าวใจให้อ่อนลงได้

23 The north wind brings forth rain, and a backbiting tongue, angry looks.

23ลมเหนือนำฝนมาฉันใด ลิ้นที่นินทาลับหลังก็นำใบหน้าบูดบึ้งมาฉันนั้น

 

Proverbs 26:28 A lying tongue hates its victims, and a flattering mouth works ruin.

สุภาษิต 26:28 ลิ้นมุสาเกลียดพวกที่มันทำลาย และปากป้อยอก็ทำให้พินาศ

 

Proverbs 28:23 (ESV) Whoever rebukes a man will afterward find more favor than he who flatters with his tongue.

สุภาษิต 28:23 ผู้ที่ตักเตือนคนอื่น จะได้รับความโปรดปรานภายหลัง มากกว่าผู้ที่ใช้ลิ้นป้อยอ

 

Proverbs 31:26 (ESV) She opens her mouth with wisdom, and the teaching of kindness is on her tongue.

สุภาษิต 31:26 เธออ้าปากกล่าวด้วยปัญญา  และคำสอนเจือความเอ็นดูอยู่ที่ลิ้นของเธอ

 

Isaiah 54:17 (ESV) no weapon that is fashioned against you shall succeed, and you shall refute every tongue that rises against you in judgment. This is the heritage of the servants of the LORD and their vindication from me, declares the LORD.”

อิสยาห์54:17 อาวุธทุกชนิดที่ทำขึ้นเพื่อต่อสู้เจ้าจะไม่ชนะ และเจ้าจะพิสูจน์ว่า           ลิ้นทุกลิ้นที่ลุกขึ้นต่อสู้เจ้าในการพิพากษานั้นชั่วร้าย นี่คือมรดกของบรรดาผู้รับ            ใช้ของพระยาห์เวห์และการให้ความยุติธรรมต่อพวกเขานั้นมาจากเรา” พระ  ยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ

 

James 1:26 (ESV) If anyone thinks he is religious and does not bridle his tongue but deceives his heart, this person’s religion is worthless.

ยากอบ 1:26  ถ้าใครคิดว่าตัวเองเป็นคนมีธรรมะแต่ไม่ได้ควบคุมลิ้นของตน เขาก็หลอกลวงจิตใจของตนเอง และธรรมะของคนนั้นก็ไม่มีประโยชน์

James 3:1-11 (ESV)

1 Not many of you should become teachers, my brothers, for you know that we who teach will be judged with greater strictness.

ยากอบ3:1-11

1พี่น้องของข้าพเจ้า อย่าเป็นอาจารย์กันมากนักเลย เพราะท่านทั้งหลายก็รู้ว่าเรา       ที่เป็นคนสอนนั้น จะต้องถูกพิพากษาที่เข้มงวดยิ่งขึ้น   5ลิ้นก็เช่นเดียวกัน เป็น  อวัยวะเล็กๆ แต่คุยอวดในเรื่องใหญ่โต คิดดูซิ ไฟเพียงนิดเดียวแต่สามารถทำให้ ป่าใหญ่ลุกไหม้ได้   

2 For we all stumble in many ways. And if anyone does not stumble in what he says, he is a perfect man, able also to bridle his whole body.

2 เพราะว่าเราทำผิดพลาดมากมายกันทุกคน ถ้าใครไม่เคยทำผิดทางคำพูด คนนั้นก็เป็นคนดีพร้อมและสามารถบังคับทั้งตัวได้ด้วย 

3 If we put bits into the mouths of horses so that they obey us, we guide their whole bodies as well.

3 ถ้าเราเอาบังเหียนใส่ปากม้าเพื่อให้พวกมันเชื่อฟัง เราก็สามารถบังคับมันได้ทั้งตัว 

4 Look at the ships also: though they are so large and are driven by strong winds, they are guided by a very small rudder wherever the will of the pilot directs.
4  หรือดูเรือซิ แม้ว่ามันจะใหญ่และถูกพัดให้แล่นไปด้วยลมแรง เรือเหล่านั้นก็ยังถูกบังคับด้วยหางเสือเล็กๆ ไปในทิศทางที่นายท้ายต้องการจะให้ไป

5 So also the tongue is a small member, yet it boasts of great things. How great a forest is set ablaze by such a small fire!

5 ลิ้นก็เช่นเดียวกัน เป็นอวัยวะเล็กๆ แต่คุยอวดในเรื่องใหญ่โต คิดดูซิ ไฟเพียง          นิดเดียวแต่สามารถทำให้ป่าใหญ่ลุกไหม้ได้ 

6 And the tongue is a fire, a world of unrighteousness. The tongue is set among our members, staining the whole body, setting on fire the entire course of life, and set on fire by hell.

6 และลิ้นนั้นเป็นไฟ ลิ้นเป็นโลกชั่วร้ายที่ตั้งอยู่ท่ามกลางอวัยวะต่างๆ ของเรา มันทำให้ทั้งกายเป็นมลทิน และเผาผลาญวงจรของชีวิต และตัวมันเองก็ถูกเผาผลาญโดยไฟนรก 

7 For every kind of beast and bird, of reptile and sea creature, can be tamed and has been tamed by mankind,

7 เพราะว่าสัตว์ทุกชนิด ทั้งนก ทั้งสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ในทะเลนั้นทำให้เชื่องได้ และมนุษย์ทำให้พวกมันเชื่องมาแล้ว 

8 but no human being can tame the tongue. It is a restless evil, full of deadly poison.

8 แต่ลิ้นนั้นไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำให้เชื่องได้ ลิ้นเป็นสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ไม่สุขและเต็มไปด้วยพิษร้ายถึงตาย

9  With it we bless our Lord and Father, and with it we curse people who are made in the likeness of God.

9 เราสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และเราก็แช่งด่ามนุษย์ผู้ที่พระเจ้าทรงสร้างตามพระฉายาของพระองค์ด้วยลิ้นนั้น

10 From the same mouth come blessing and cursing. My brothers, these things ought not to be so.

10 คำสรรเสริญและคำแช่งด่าออกมาจากปากเดียวกัน พี่น้องของข้าพเจ้า อย่าให้       เป็นอย่างนั้น 

11 Does a spring pour forth from the same opening both fresh and salt water?

        11 บ่อน้ำพุจะมีทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มพุ่งออกมาจากช่องเดียวกันได้หรือ?

 

1 Peter 3:10 (ESV) For “Whoever desires to love life and see good days, let him keep his tongue from evil and his lips from speaking deceit;

        1เปโตร3:10เพราะว่าผู้ใดรักชีวิตและปรารถนาจะเห็นวันเวลาดีก็ให้ผู้นั้นยั้งลิ้น         ของตนไม่พูดชั่วและห้ามปาก  ไม่ให้พูดล่อลวง

 

I am sure that you want to be like the tree that bears good fruit. 

ผมแน่ใจว่าคุณต้องอยากเป็นเหมือนต้นไม้ที่เกิดผลดี 

Will you purpose to be more careful to use your tongue to glorify God?

คุประสงค์จะระมัดระวังมากขึ้นที่จะใช้ลิ้นของคุณเพื่อสรรเสริญพระเจ้าไหม?

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงคัดมาจากพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Scripture quotations from the New American Standard Bible® (NASB), Copyright © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 by The Lockman Foundation Used by permission. www.Lockman.org

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงคัดมาจากพระคัมภีร์มาตรฐานอเมริกันฉบับใหม่ (NASB) ลิขสิทธิ์ © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 โดยมูลนิธิเดอะลอคแมน ใช้โดยได้รับอนุญาต www.Lockman.org

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์อ้างอิงคัดมาจากพระคัมภีร์- พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



[1] Timothy McGhee, “SF088 God’s Beloved Servant (Matthew 12:15-21),” Faith Life Sermons, https://sermons.faithlife.com/sermons/67890-sf088-gods-beloved-servant-(matthew-12-15-21)  (accessed May 15, 2018).

[2] John C. Ryle, The Gospel of Matthew, 1857, The Word Bible software.

[3] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986) The Word Bible software, Matthew 12.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top