Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 13-part 2 The Parables of the Hidden Treasure, the Pearl of Great Price, the Net, and the Old and New Treasure

มัทธิวบทที่13- ตอนที่ 2 อุปมาเรื่องสมบัติที่ซ่อนอยู่  ไข่มุกที่มีคุณค่า อวน ทรัพย์สมบัติใหม่และเก่า

 

Jesus gives eight parables in this chapter to describe the Kingdom of God, the world, the church, Israel, the gospel, the Devil, the true believers, false believers, true and false doctrine, mixing together. 

            ในบทนี้พระเยซูทรงสอนด้วยอุปมาแปดเรื่อง เพื่ออธิบายราชอาณาจักรของพระเจ้า  โลก  คริสตจักร อิสราเอล  พระกิตติคุณ มารร้าย ผู้เชื่อที่แท้จริง ผู้เชื่อเท็จ คำสอนแท้ และคำสอนเท็จผสมร่วมกัน

Jesus uses such familiar figures as soil, seed, birds, thorns, rocks, sun, wheat, tares, mustard seed, leaven, hidden treasure, a pearl and a net. 

พระเยซูทรงใช้รูปร่างสิ่งที่เราคุ้นเคย เช่นดิน  เมล็ด  นก  หนาม หิน  ดวงอาทิตย์  ข้าวสาลี ข้าวละมาน  เมล็ดมัสตาร์ด  เชื้อขนม  สมบัติที่ซ่อนอยู่  ไข่มุกและอวน

We talked about the first four parables last week and now we will talk about the last four.

เราได้พูดถึงอุปมาสี่เรื่องแรกในสัปดาห์ที่ผ่านมาและตอนนี้เราจะพูดคุยถึงอุปมาสี่เรื่องสุดท้าย

 

The parable of the hidden treasure

อุปมาเรื่องขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่

 

Matthew 13:44 “The kingdom of heaven is like treasure hidden in a field, which a man found and covered up. Then in his joy he goes and sells all that he has and buys that

มัทธิว13:44  “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในทุ่งนา   เมื่อมีผู้ได้พบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก   และเพราะความยินดีจึงไปขายทุกสิ่งที่เขามีอยู่แล้ว

ไปซื้อนานั้น

 

The rule of God in our hearts and lives is priceless.

            กฎของพระเจ้าในหัวใจและชีวิตของเราประเมินค่าไม่ได้

The kingdom of God is so valuable that losing everything on earth, but getting the kingdom, is a happy trade-off. 

แผ่นดินของพระเจ้ามีคุณค่ามากจนเราสูญเสียทุกอย่างในโลก แต่ได้รับแผ่นดินนั้น ที่มีความสุขคุ้มค่ามาก

Having the omnipotent, saving reign of Christ in our lives is so valuable that, if we lose everything, in order to have it, it is a joyful sacrifice.[1]

การที่เรามีพระคริสต์ผู้ทรงมีอำนาจทั้งสิ้น การปกครองสูงสุดที่ช่วยให้รอดได้มีคุณค่ามากจนถ้าเราต้องสูญเสียทุกสิ่งเพื่อจะได้มา เป็นการเสียสละที่น่ายินดี

 

I think we can treat the kingdom of God here almost synonymously with salvation or with reconciliation with God through the work of Christ—because the kingdom of God is the rule of God to save us, and to save us is to bring us from destruction into the enjoyment of Christ forever.

            ผมคิดว่าเราเปรียบแผ่นดินของพระเจ้าที่นี่มีความหมายเหมือนกับความรอดหรือการคืนดีกับพระเจ้าผ่านพระราชกิจของพระเยซูคริสต์—เพราะแผ่นดินของพระเจ้าเป็นกฎของพระเจ้าที่จะช่วยให้เรารอดและเพื่อช่วยนำเราพ้นจากความหายนะไปสู่ความชื่นชมยินดีในพระคริสต์ตลอดนิรันดร์

If the omnipotent, all-wise God is ruling over all things for your joy, everything must be working for your good, no matter how painful.

ถ้าพระเจ้าผู้ทรงรอบรู้ ทรงฤทธานุภาพกำลังทรงปกครองทุกสิ่งเพื่อความสุขของคุณ  ทุกอย่างจะกระทำเพื่อส่งผลดีแก่คุณไม่ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน

And in the end God will triumph over all evil and all pain.

และในท้ายที่สุดพระเจ้าจะประสบชัยชนะเหนือความชั่วร้ายและความเจ็บปวดทั้งหมด

So, this kingdom is a treasure.

ดังนั้นแผ่นดินของพระเจ้าจึงเป็นทรัพย์สมบัติอย่างหนึ่ง

Notice two things: The man sold everything he had, and he did it with joy. “In his joy he goes and sells all that he has and buys that field.”

ให้เราสังเกตดูสองสิ่ง: ชายคนหนึ่งขายทุกอย่างที่เขามีและเขาทำด้วยความสุข "ในความสุขของเขา  เขาไปขายทุกอย่างที่เขามีและซื้อที่นาผืนนั้น"

The kingdom of God is so valuable that losing everything on earth, but getting the kingdom, is a happy trade-off. That’s the main point.

แผ่นดินของพระเจ้ามีคุณค่ามากจนเราสูญเสียทุกอย่างบนโลก, แต่ได้รับแผ่นดินนั้นเป็นความสุขที่คุ้มค่ามาก นั่นคือประเด็นสำคัญ

The apostle Paul expresses this very thing.

  อัครทูตเปาโลบอกกล่าวให้เห็นสิ่งสำคัญนี้

 

Philippians 3:7-8 (ESV)

7But whatever gain I had, I counted as loss for the sake of Christ.

ฟิลิปปี 3:7-8

7 แต่ว่าอะไรที่เคยเป็นกำไรของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ถือว่าสิ่งนั้นเป็นการขาดทุนแล้วเพราะเหตุพระคริสต์ 

8 Indeed, I count everything as loss because of the surpassing worth of knowing Christ Jesus my Lord. For his sake I have suffered the loss of all things and count them as rubbish, in order that I may gain Christ

8ยิ่งกว่านั้นข้าพเจ้าถือว่าทุกสิ่งเป็นการขาดทุน เพราะเหตุคุณค่าอันสูงยิ่งของการได้รู้จักพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ข้าพเจ้ายอมขาดทุนทุกอย่าง และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนเศษขยะเพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์เป็นกำไร 

 

In the parable the man sells everything he has so that he can have the kingdom.

            ในอุปมาชายคนหนึ่งขายทุกอย่างที่เขามีเพื่อว่าเขาสามารถได้แผ่นดินของพระเจ้า

In Philippians 3:8, Paul suffers the loss of all things that he may gain Christ.

ในฟิลิปปี 3:8 เปาโลทนทุกข์สูญเสียทุกสิ่งเพื่อที่เขาจะได้รับพระคริสต์

I think those are virtually identical…

ผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเหมือนกันอย่างแท้จริง ...

The point here is not that you buy the kingdom or barter for the kingdom or negotiate for the kingdom.

ประเด็นหลักที่นี่ไม่ใช่ว่าคุณซื้อแผ่นดินของพระเจ้าหรือแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้แผ่นดินนั้นหรือเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้แผ่นดินนั้น

The kingdom of God is received without pay, like a poor child, not a rich business man.

เราจะได้รับแผ่นดินของพระเจ้าโดยไม่ต้องจ่ายเงิน  เหมือนเด็กยากจนไม่ใช่เป็นนักธุรกิจร่ำรวย

“Blessed are the poor in spirit for theirs is the kingdom of heaven” (Matthew 5:3).

        "คนที่ยากจนด้านจิตวิญญาณก็เป็นสุขเพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขาทั้งหลาย

" (มัทธิว 5:3).

“Truly, I say to you, whoever does not receive the kingdom of God like a child shall not enter it” (Mark 10:15).

"เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ใครที่ไม่ยอมรับแผ่นดินของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ จะเข้าในแผ่นดินนั้นไม่ได้” " (มาระโก 10:15)

“You received without paying; give without pay” (Matthew 10:8).

"ท่านทั้งหลายได้รับเปล่าๆ ก็จงให้เปล่าๆ"(มัทธิว 10:8).

So, the point here in Matthew 13:44 and in Philippians 3:8 is that the people who receive the kingdom treasure it more than everything else.

ดังนั้นประเด็นหลักที่นี่ในมัทธิว13:44 และในฟิลิปปี3:8 คือว่าคนที่ได้รับแผ่นดินของพระเจ้าเป็นทรัพย์สมบัติที่มีคุณค่ามากกว่าสิ่งอื่นใด

You don’t buy it.  You get it freely because you want it more than you want anything else.

คุณไม่ต้องซื้อ คุณจะได้รับมันเปล่าๆ  เพราะคุณต้องการมันมากกว่าที่คุณต้องการสิ่งอื่น

It’s as if a poor child entered a toy store and the owner said: you can have the best and most expensive toy in this store if you want it more than anything else.

มันเป็นเหมือนเด็กยากจนเข้าไปในร้านขายของเล่นและเจ้าของกล่าวว่า: เธอสามารถได้ของเล่นที่ดีที่สุดและแพงที่สุดในร้านนี้ถ้าเธอต้องการมันมากกว่าสิ่งอื่น

In other words, there is a condition for having the kingdom—for having the King on your side and as your friend—but the condition is not wealth or power or intelligence or eminence.

ในอีกแง่หนึ่ง มีเงื่อนไขสำหรับการได้รับแผ่นดินของพระเจ้า--สำหรับการมีกษัตริย์เคียงข้างคุณและเป็นเพื่อนของคุณ—แต่เงื่อนไขไม่ใช่ความมั่งคั่งหรืออำนาจหรือความฉลาดหรือความโดดเด่น

The condition is that you prize the kingdom more than you prize anything else.

เงื่อนไขคือการที่คุณประเมินค่าแผ่นดินของพระเจ้าสูงกว่าที่คุณประเมินราคาสิ่งอื่นใด

The point of selling everything in this parable is simply to show where your heart is.  “Where your treasure is, there your heart will be also” (Matthew 6:21).

ประเด็นของการขายทุกอย่างในอุปมานี้ก็เพื่อแสดงว่าหัวใจของคุณอยู่ที่ไหน  "ทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านจะอยู่ที่นั่นด้วย" (มัทธิว 6:21).

And if your heart is to have the kingdom above all things, then Luke 12:32 comes true for you: “It is your Father's good pleasure to give you the kingdom.” To give you the kingdom! [2]

และถ้าหัวใจของคุณคือการมีแผ่นดินของพระเจ้าเหนือสิ่งทั้งปวงแล้ว ข้อพระคัมภีร์ในลูกา12:32  เป็นจริงสำหรับคุณ: "เพราะว่าพระบิดาของพวกท่านชอบพระทัยจะประทานแผ่นดินนั้นให้แก่ท่าน" เพื่อให้คุณได้รับแผ่นดินของพระเจ้า!

 

The parable of the pearl of great price

อุปมาเรื่องไข่มุกที่ล้ำค่า

 

Matthew 13:45-46

45 “Again, the kingdom of heaven is like a merchant in search of fine pearls,

มัทธิว13:45-46

45 “อีกประการหนึ่ง   แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่ไปหาไข่มุกอย่างดี

46 who, on finding one pearl of great value, went and sold all that he had and bought it.

46 และเมื่อพบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามาก   ก็ไปขายทุกสิ่งซึ่งเขามีอยู่ ไปซื้อไข่มุกนั้น

 

Again, we see the emphasis on the great value of the kingdom of heaven, that is God having the rule of your life.

            อีกครั้ง เราเห็นการเน้นย้ำคุณค่ามหาศาลของแผ่นดินสวรรค์  นั่นคือพระเจ้าทรงมีกฎในชีวิตของคุณ

In both parables, the last one of the hidden treasure and this one, the pearl of great value, the treasures are hidden, indicating that spiritual truth is missed by many and needs to be sought out. 

ในอุปมาทั้งสองเรื่อง  เรื่องสุดท้ายคือทรัพย์สมบัติที่ซ่อนอยู่และอีกเรื่องหนึ่ง ไข่มุกที่ล้ำค่า  ทรัพย์สมบัติที่ซ่อนอยู่ แสดงให้ทราบว่าหลายคนไม่ได้แสวงหาความจริงทางจิตวิญญาณ และจำเป็นต้องค้นหาอย่างหนัก

 

Matthew 6:33 “But seek first the kingdom of God and his righteousness, and all these things will be added to you.”

มัทธิว 6:33 ส่วนท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จง         อธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้สถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่านผู้ทอดพระ

            เนตรเห็นในที่ลี้ลับจะประทานบำเหน็จแก่ท่าน

 

The parable of the net

อุปมาเรื่องอวน

 

Matthew 13:47-50

47 “Again, the kingdom of heaven is like a net that was thrown into the sea and gathered fish of every kind.

มัทธิว13:47-50

47 “อีกประการหนึ่ง  แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนอวนที่ลากอยู่ในทะเล  ติดปลามา    ทุกชนิด

48 When it was full, men drew it ashore and sat down and sorted the good into containers but threw away the bad.

48 เมื่อเต็มแล้วเขาก็ลากขึ้นฝั่ง  นั่งเลือกเอาแต่ที่ดีใส่ตะกร้า  แต่ที่ไม่ดีนั้นก็ทิ้งเสีย

49 So it will be at the close of the age. The angels will come out and separate the evil from the righteous

49 ในเวลาสิ้นยุคก็จะเป็นอย่างนั้น  ทูตสวรรค์ทั้งหลายจะออกมาแยกพวกคนชั่วออก  จากคนชอบธรรม

50 and throw them into the fiery furnace. In that place there will be weeping and gnashing of teeth.

50 แล้วจะทิ้งลงในเตาไฟที่ลุกโพลง  ที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

 

[Jesus refers to] a very large dragnet… that required a team of fishermen to operate and sometimes covered as much as a half square mile.

            [พระเยซูตรัสถึง] อวนลากขนาดใหญ่มาก ... ที่จำเป็นต้องมีทีมชาวประมงเพื่อทำงานและบางครั้งอวนนั้นครอบคลุมพื้นที่มากขนาดครึ่งตารางไมล์

It was pulled into a giant circle around the fish, between two boats out in deep water or by one boat when working from the shore.

มันถูกลากเป็นวงกลมใหญ่ล้อมรอบปลาระหว่างเรือสองลำที่อยู่ในน้ำลึกหรือโดยเรือหนึ่งลำเมื่อทำการลากอวนขึ้นจากฝั่ง

In the latter case, one end of the net would be firmly moored on shore while the other was attached to the boat, which would make a large circle out into the water and come back to the starting place.

ในกรณีหลัง ปลายอวนข้างหนึ่งถูกผูกติดแน่นกับชายฝั่ง ขณะที่ปลายอวนอีกข้างหนึ่งถูกผูกติดกับเรือ   ซึ่งจะลากเป็นวงล้อมออกไปในน้ำลึกและวนกลับมายังจุดเริ่มต้น

Floats were attached to the top of the net and weights to the bottom, forming a wall of net from the surface to the bottom of the lake.

ทุ่นลอยถูกผูกติดด้านบนของอวนและน้ำหนักถ่วงลงด้านล่าง    เกิดเป็นกำแพงอวนสูงจากพื้นผิวไปถึงก้นล่างทะเลสาบ

Because the net permitted nothing to escape, all sorts of things besides the desirable fish were caught.

เนื่องจากอวนไม่ยอมให้อะไรหลุดลอดไป  สิ่งของทุกประเภทนอกเหนือ

จากปลาที่ต้องการก็ต้องถูกจับหมด

It swept everything in its path—weeds, objects dropped overboard from boats, all manner of sea life, and fish of every kind.

มันกวาดเอาทุกอย่างในเส้นทางของมัน—วัชพืช วัตถุที่ทิ้งลงจากเรือ  สัตว์ทะเลทุกรูปแบบและปลาทุกชนิด

When the net was filled, it would take a large number of men several hours just to drag it up on the beach.

เมื่อปลาเต็มอวน จะต้องใช้ผู้ชายหลายคนเพื่อลากอวนขึ้นมาบนชายหาดใช้เวลาหลายชั่วโมง

Then they sat down, and gathered the good fish into containers, but the bad they threw away.

แล้วพวกเขาก็นั่งลงและรวบรวมปลาดีๆ ใส่ลงในภาชนะบรรจุ แต่ปลาไม่ดีพวกเขาจะคัดทิ้งไปเสีย

The fish to be carried to a distant market would be put in containers with water to keep the fish alive, and those that were to be sold nearby were placed in dry containers, usually baskets.

ต้องจัดการส่งปลาไปยังตลาดที่อยู่ไกล  มันจะถูกบรรจุในภาชนะที่มีน้ำอยู่เพื่อจะช่วยให้ปลามีชีวิตอยู่    และพวกปลาที่จะขายในบริเวณใกล้เคียงถูกบรรจุใส่ในภาชนะแห้ง  ปกติเป็นตะกร้า

Jesus begins His interpretation of the parable by explaining that the separation of the good and bad fish represents God's judgment at the end of the age.

พระเยซูทรงเริ่มการตีความอุปมาของพระองค์โดยอธิบายว่าการแยกปลาที่ดีและไม่ดีมีความหมายแทนการพิพากษาของพระเจ้าในตอนสิ้นยุค

The parable of the wheat and tares illustrates the coexistence of believers and unbelievers in the present form of the kingdom, and this parable illustrates their separation as the form of the kingdom changes. 

อุปมาเรื่องข้าวสาลีและข้าวละมานแสดงให้เห็นภาพผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่ออยู่ร่วมกันในแผ่นดินของพระเจ้ารูปแบบปัจจุบัน และอุปมานี้บรรยายให้เห็นภาพการแยกพวกเขาในรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงแผ่นดินของพระเจ้า

From the parables of the sower, the wheat and tares, and the net, the message of the gospel is not simply the offer of heaven but a warning about hell.

จากอุปมาเรื่องผู้หว่าน ข้าวสาลีและข้าวละมาน และอวน ข่าวประเสริฐแห่งพระกิตติคุณไม่ได้เป็นเพียงประทานสวรรค์ให้แต่เป็นคำเตือนเรื่องนรก

What makes the gospel such good news is its power to save men from the indescribably bad destiny toward which every person without Christ is headed.

สิ่งที่ทำให้พระกิตติคุณเป็นข่าวประเสริฐนั้นคือฤทธิ์อำนาจที่จะช่วยคนพ้นจากชะตาชีวิตที่ยากจะบรรยาย ซึ่งทุกคนที่ไม่มีพระคริสต์ถูกกำหนดไว้

A person does not have to choose hell to go there.

คนเราไม่ใช่ต้องเลือกนรกเพื่อจะไปที่นั่น

He only has to refuse the claims of Jesus Christ or do nothing at all.[3]

เขาเพียงแต่ต้องปฏิเสธการอ้างถึงของพระเยซูคริสต์หรือไม่ทำอะไรเลย

 

Perhaps no doctrine is harder to accept emotionally than the doctrine of hell.

            บางทีไม่มีหลักคำสอนที่ยากจะยอมรับด้านอารมณ์มากกว่าหลักคำสอนเรื่องนรก

Yet it is too clear and too often mentioned in Scripture either to deny or to ignore.

แต่มันชัดเจนมากและมักกล่าวถึงบ่อยด้วยในพระคัมภีร์ว่าจะปฏิเสธหรือจะเพิกเฉยเสีย

Jesus spoke more of hell than any of the prophets or apostles did—perhaps for the reason that its horrible truth would be all but impossible to accept had not the Son of God Himself absolutely affirmed it.

พระเยซูตรัสเรื่องนรกมากกว่าศาสดาพยากรณ์หรืออัครสาวกใดๆพูด- บางทีเพราะเหตุผลว่าความจริงที่น่ากลัวของมันจะเป็นทุกอย่าง  แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะยอมรับถ้าพระบุตรของพระเจ้าเองไม่ทรงยืนยันอย่างแน่นอน

It had special emphasis in Jesus' teaching from the beginning to the end of His earthly ministry.

มีการเน้นคำสอนของพระเยซูเป็นพิเศษตั้งแต่เริ่มต้นพันธกิจของพระองค์จนถึงสิ้นสุด

He said more about hell than about love.

ทรงกล่าวถึงเรื่องนรกมากกว่าความรัก

More than all other teachers in the Bible combined, He warned men of hell, promising no escape for those who refused His gracious, loving offer of salvation.

มากกว่าครูผู้สอนอื่นๆทั้งหมดรวมกันในพระคัมภีร์  พระองค์ทรงตักเตือนคนเรื่องนรก  ทรงสัญญาว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่ปฏิเสธพระกรุณาคุณของพระองค์ และของประทานด้วยความรักคือความรอด

Hell is not merely the fate of forever reliving bad memories or of going out into nothingness, as many people believe and teach.

นรกไม่ได้เป็นเพียงโชคชะตาของการปลดปล่อยความทรงจำที่แย่ตลอดไป  หรือการเข้าไปสู่ความว่างเปล่าอย่างที่คนมากมายเชื่อและสอนกัน

Nor is it a place where sinners will continue their sinning, unrestrained and unrebuked.

และมันไม่ใช่เป็นสถานที่ที่คนบาปจะยังคงทำบาปต่อไป  แบบไม่ยับยั้งชั่งใจและไม่มีการดุว่า

There will be no pleasure at all in hell, not even the perverted pleasure of sin—only its punishment.

ไม่มีความชื่นชมยินดีเลยในนรก ไม่แม้แต่ความพอใจในบาปที่หลงผิด  เพียงการลงโทษบาปเท่านั้น

When an interviewer asked a young punk rock singer what she was looking forward to at the end of her career, she replied, "Death. I'm looking forward to death."

เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามนักร้องสาวร็อคพั๊งค์ว่าเธอกำลังมองมุ่งหวังอะไรตอนท้ายที่เธอหมดอาชีพ  เธอตอบว่า "ความตาย ผมกำลังรอคอยที่จะตาย”

When asked why, she said, "I want to go to hell, because hell will be fun."

เมื่อถูกถามว่าเพราะอะไร  เธอกล่าวว่า "ผมต้องการที่จะไปนรกเพราะนรกน่าจะสนุก"

Such deception is tragic beyond words.

คำหลอกลวงเช่นนั้นน่าเศร้าใจเกินคำบรรยาย

Nothing could less describe hell than fun.

ไม่มีสิ่งใดที่อธิบายนรกได้น้อยกว่าความสนุก

The human mind cannot begin to conceive of the eternal horror that is hell.

จิตใจมนุษย์ไม่สามารถเริ่มต้นเข้าใจความน่ากลัวนิรันดร์นั้นคือนรก

First, hell is a place of constant torment, misery, [and] pain.

ประการแรก นรกเป็นสถานที่ทุกข์ทรมานที่ไม่เปลี่ยนแปลง  ความทุกข์ระทม [และ] ความเจ็บปวด

The torment is often described as darkness.

ความทรมานที่มักจะบรรยายว่าเป็นความมืด

 

Matthew 22:13 “Then the king said to the attendants, ‘Bind him hand and foot and cast him into the outer darkness.

มัทธิว 22:13 กษัตริย์จึงมีรับสั่งกับพวกคนรับใช้ว่า ‘จงมัดมือมัดเท้าคนนี้เอาไปโยนทิ้งบริเวณที่มืดข้างนอก ซึ่งเป็นที่มีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน’

 

Hell's torment is also described as fire that will never go out and cannot be extinguished (Mark 9:43) and from which the damned will never find relief.

ยังมีคำอธิบายว่าความทรมานที่นรกเหมือนไฟที่ไม่เคยดับ และไม่มีวันดับ (มาระโก 9:43) และจากที่ซึ่งคนถูกสาปแช่งไม่มีวันพบการบรรเทาทุกข์

Hell could not be other than a place where there shall be weeping and gnashing of teeth.

นรกไม่ใช่เป็นสถานที่อื่นนอกจากเป็นที่ซึ่งจะมีการร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

Second, hell will involve the torment of both body and soul.

ประการที่สอง นรกจะเกี่ยวกับความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ

Neither the soul nor the body is annihilated at death; nor will they ever be.

ไม่ใช่จิตวิญญาณและร่างกายจะถูกฆ่าจนถึงตาย และทั้งสองอย่างจะไม่มีวันเป็น

When an unsaved person dies, his soul goes out from the presence of God into everlasting torment.

เมื่อคนที่ไม่ได้รับความรอดตายไป  จิตวิญญาณของเขาออกจากพระพักตร์ของพระเจ้าเข้าสู่ความทรมานนิจนิรันดร์

At the resurrection of all the dead, the bodies of the unsaved will be raised, and those resurrected bodies will join the soul in hell's torment.

เมื่อคนทั้งหมดที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพ  กายของคนที่ไม่รอดจะฟื้นขึ้นมา และบรรดากายที่ฟื้นขึ้นจะเข้าร่วมจิตวิญญาณในความทรมานที่นรก

 

Matthew 10:28 “And do not fear those who kill the body but cannot kill the soul. Rather fear him who can destroy both soul and body in hell.”

มัทธิว 10:28 อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและกายในนรกได้

 

Jesus spoke of hell as a place "where their worm does not die" (Mark 9:44).[4]

พระเยซูตรัสถึงนรกว่าเป็นสถานที่ "ที่หนอนของพวกเขาไม่ตาย" (มาระโก 9:44)

 

New and old treasures

ทรัพย์สมบัติทั้งเก่าและใหม่

 

Matthew 13:51-52

51 “Have you understood all these things?” They said to him, “Yes.”

มัทธิว13:51-52

51 “ข้อความเหล่านี้ท่านทั้งหลายเข้าใจแล้วหรือ”   พวกเขาทูลตอบพระองค์ว่า  “เข้าใจพระเจ้าข้า”

52 And he said to them, “Therefore every scribe who has been trained for the kingdom of heaven is like a master of a house, who brings out of his treasure what is new and what is old.”

52 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า  “เพราะเหตุนี้พวกธรรมาจารย์ทุกคน  ที่ได้เรียนรู้ถึงแผ่นดินสวรรค์แล้ว   ก็เป็นเหมือนเจ้าของบ้านที่เอาทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน”

 

Under Jesus' instruction, each of the twelve was becoming a genuinely learned scribe and a true disciple of the kingdom of heaven.

            ภายใต้คำสอนของพระเยซู  สาวกแต่ละคนในสิบสองคนได้กลายเป็นอาลักษณ์ผู้ศึกษาอย่างแท้จริงและเป็นสาวกแท้จริงของแผ่นดินสวรรค์

They had become like a head of a household, who brings forth out of his treasure things new and old.

พวกเขาได้กลายเป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัว  ผู้ที่นำทรัพย์สมบัติของเขาทั้งใหม่และเก่าออกมา

The head of a household was responsible for the entire welfare of the family, and a major part of his duty was to maintain ample supplies of food, clothing, and all other things the members of the household might need.

หัวหน้าครอบครัวเป็นผู้รับผิดชอบต่อสวัสดิภาพทั้งหมดของครอบครัว และมีหน้าที่ส่วนสำคัญของเขาคือการรักษาเสบียงอาหารให้เพียงพอ ทั้งเสื้อผ้าและสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดที่สมาชิกในครัวเรือนต้องการ

He kept these supplies in a storehouse, or treasure, from which he would dispense items as they were needed.

เขาเก็บรักษาทรัพย์สินเหล่านี้ไว้ในคลังสินค้า  หรือคลังสมบัติ  ซึ่งเขาจะนำออกมาแจกจ่ายสินค้าตามที่มันจำเป็นต้องใช้

The twelve disciples (learners) would become the twelve apostles (sent ones), Judas being replaced by Matthias...

สาวกสิบสองคน(ผู้ศึกษา) จะกลายเป็นอัครสาวกสิบสองคน(ที่ถูกส่งไป)มัทเธียส

เข้ามาแทนที่ยูดาส

Through these twelve, along with Paul, the apostle appointed "last of all", the Lord entrusted the continued revelation of His Word and the founding of His church.

โดยทางสาวกสิบสองคนนี้พร้อมกับเปาโล  อัครสาวกที่ถูกแต่งตั้ง "คนสุดท้าย"  พระเจ้าทรงมอบหมายให้เปิดเผยพระวจนะของพระองค์ต่อไปและสถาปนาคริสตจักรของพระองค์

They knew the old truths of His previous revelation and were being given additional truths that were new. They would proclaim the significance of both.[5]

พวกเขารู้ความจริงเก่าแก่ของพระองค์ที่ทรงเปิดเผยก่อนหน้านี้ และได้รับความจริงเพิ่มเติมที่มาใหม่ พวกเขาจะประกาศความสำคัญของทั้งสอง.

 

Jesus rejected at Nazareth

พระเยซูไม่ทรงเป็นที่ยอมรับที่นาซาเร็ธ

 

Matthew 13:53-58

53 And when Jesus had finished these parables, he went away from there,

53  เมื่อพระเยซูได้ตรัสอุปมาเหล่านี้เสร็จแล้ว  ก็เสด็จไปจากที่นั่น

54 and coming to his hometown he taught them in their synagogue, so that they were astonished, and said, “Where did this man get this wisdom and these mighty works?

54 เมื่อเสด็จมาถึงตำบลบ้านของพระองค์แล้ว   ก็ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของพวกเขา   จนคนทั้งหลายประหลาดใจแล้วพูดกันว่า  “คนนี้ได้สติปัญญาและฤทธิ์เดชนี้มาจากไหน

55 Is not this the carpenter's son? Is not His mother called Mary? And are not His brothers James and Joseph and Simon and Judas?

55คนนี้เป็นลูกช่างไม้ แม่ของเขาชื่อมารีย์ไม่ใช่หรือ? น้องชายของเขาชื่อยากอบ โย เซฟ ซีโมน  และยูดาสไม่ใช่หรือ 

56 And are not all his sisters with us? Where then did this man get all these things?”

56  และน้องสาวทั้งหมดก็อยู่กับเราไม่ใช่หรือ  เขาได้สิ่งทั้งหมดนี้มาจากไหน”

57 And they took offense at him. But Jesus said to them, “A prophet is not without honor except in his hometown and in his own household.”

57 เขาทั้งหลายก็ปฏิเสธพระองค์  พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า  “ผู้เผยพระวจนะจะไม่    ขาดความนับถือ  เว้นแต่ในบ้านเกิด  และในวงศ์วานของตน”

58 And he did not do many mighty works there, because of their unbelief.

 58 พระองค์ก็ไม่ได้ทรงทำการมหัศจรรย์มากนักในเมืองนั้น   เพราะความไม่เชื่อของ  พวกเขา

 

It is tragic that small issues can be used as great excuses for not believing.

            น่าเศร้าใจที่ปัญหาเล็กน้อยถูกนำมาใช้เป็นข้อแก้ตัวใหญ่ๆ สำหรับการไม่เชื่อ

The people of Nazareth were like people throughout the history of the church who can find every foolish reason to justify their rejection of the gospel.

ตลอดประวัติศาสตร์ของคริสตจักรชาวนาซาเร็ธเป็นเหมือนคนทั่วไปที่สามารถหาเหตุผลโง่ๆ ทุกอย่างเพื่อรับรองว่าพวกเขาถูกต้องที่ปฏิเสธพระกิตติคุณ

…the people of Nazareth [didn’t believe in] Him on the basis of having known Him since He was a child and of knowing His family as ordinary citizens of the community.

ชาวเมืองนาซาเร็ธ [ไม่เชื่อใน] พระองค์ตามพื้นฐานของการได้รู้จักพระองค์ตั้งแต่พระองค์ทรงพระเยาว์และรู้จักครอบครัวของพระองค์ที่เป็นพลเมืองธรรมดาในชุมชนนั้น

They allowed pride, jealousy, resentment, [familiarity], and… other wicked and petty feelings to fill their hearts and become barriers to salvation.

พวกเขายอมให้ความหยิ่งยโส ความอิจฉา  ความขุ่นเคือง [ความคุ้นเคย] และ ... ความรู้สึกปลีกย่อยและชั่วร้ายมาเติมเต็มหัวใจของพวกเขาและกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความรอด

Jesus' friends and former neighbors were offended by His claims.

โดยคำประกาศยืนยันของพระเยซู บรรดาสหายของและเพื่อนบ้านในอดีตรู้สึกไม่พอใจพระองค์

They were offended by His ordinary background, by the commonness of His family, the limits of His formal training, His lack of official religious status, and many other irrelevant or secondary issues.

พวกเขาไม่พอใจภูมิหลังธรรมดาของพระองค์ โดยครอบครัวของพระองค์เป็นคนธรรมดา   ข้อจำกัดที่ทรงฝึกฝนอย่างเป็นทางการ ทรงขาดสถานะทางศาสนาอย่างเป็นทางการและประเด็นอื่นมากมายที่ไม่เกี่ยวเนื่องกันหรือประเด็นรอง

We have no full account of what Jesus taught on either occasion in that Nazareth synagogue; but both times He offended the people by what He said.

            เราไม่ทราบเรื่องราวครบถ้วนที่พระเยซูทรงสอนในโอกาสใดที่ธรรมศาลา  แต่ทั้งสองครั้งทรงทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกขัดเคืองใจในสิ่งที่พระองค์ตรัส

He unmasked their hypocrisy by exposing their wicked desire to see Him perform miracles for miracles' sake; and He probably talked to them about their sinfulness and need to repent.

ทรงเปิดให้เห็นความหน้าซื่อใจคดของพวกเขาโดยการเผยให้เห็นความปรารถนาชั่วร้ายของพวกเขาที่จะเห็นพระองค์ทรงทำการอัศจรรย์เพื่อจะได้ประโยชน์จากการอัศจรรย์ และบางทีทรงบอกพวกเขาเรื่องความผิดบาปที่พวกเขาจำเป็นต้องกลับใจใหม่

It is often difficult for those who have watched a child grow up as a neighborhood kid to later accept him as a community leader, government official, pastor, or such—to say nothing of accepting him as the divine Son of God!

            บ่อยครั้งมันก็ยากมากสำหรับบรรดาคนที่เฝ้าดูเด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นเป็นเด็กเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ต่อมาจะยอมรับเขาเป็นผู้นำชุมชน  เจ้าหน้าที่ของรัฐ  ศิษยาภิบาล, หรือว่า---ไม่ใช่หมายถึงการยอมรับพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์

Even when the man is personally liked, it is not easy for him to gain the respect that an outsider of the same capabilities would enjoy.

แม้แต่เมื่อมีคนชอบพอคนนั้นเป็นส่วนตัว  มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาที่จะได้รับการยกย่องนับถือ  ที่คนนอกผู้มีความสามารถเดียวกันจะชื่นชอบ

Jesus' brothers eventually came to believe in Him as their Savior, but for several years after He began His ministry, they did not

สุดท้ายพี่น้องของพระเยซูก็รับเชื่อในพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  แต่พวกเขาไม่ยอมรับเป็นเวลาหลายปีหลังจากที่พระองค์ทรงเริ่มทำพระราชกิจแล้ว

Some of Jesus' miracles were done in direct response to personal faith; but many others, perhaps most of them, were done regardless of any specific expression of an individual's faith.

            การอัศจรรย์บางอย่างของพระเยซูได้ทรงทำเพื่อตอบสนองโดยตรงต่อความเชื่อของบุคคลนั้น; แต่การอัศจรรย์อื่นๆมากมาย, บางทีส่วนใหญ่มันถูกทำโดยไม่คำนึงถึงการแสดงออกเป็นพิเศษของความเชื่อแต่ละบุคคล.

All of the miracles were done to strengthen the faith of those who believed in Him; but although God can perform miracles where there is no belief, He chose not to perform them where there was hard and willful unbelief. …because of the unbelief of the people of Nazareth, Jesus did not do many miracles there. [6]

การอัศจรรย์ทั้งหมดได้ทำเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของบรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์ แต่แม้ว่าพระเจ้าทรงกระทำการอัศจรรย์ในที่ไม่มีความเชื่อ พระองค์ทรงเลือกที่จะไม่สำแดงการอัศจรรย์ในสถานที่มีความไม่เชื่อด้วยใจแข็งกระด้าง ... เพราะชาวนาซาเร็ธไม่เชื่อพระเยซูจึงไม่ทรงทำการอัศจรรย์มากมายที่นั่น.

 

Mark 6:5 And he could do no mighty work there, except that he laid his hands on a few sick people and healed them.

มาระโก 6:5 พระองค์ทรงทำการอัศจรรย์ที่นั่นไม่ได้ เว้นแต่วางพระหัตถ์ถูกต้อง        คนเจ็บบางคนให้หายโรค

 

Hell is real.  Have you trusted Christ yet as your Savior and Lord? 

            นรกเป็นจริง คุณได้ไว้วางใจพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้าแล้วยัง?

Are you telling others, so they can believe too? 

คุณกำลังบอกคนอื่นๆ เพื่อให้พวกเขามารับเชื่อหรือไม่

Is seeking first the kingdom of God your number one priority? 

คุณกำลังแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าเป็นอันดับแรกหรือไม่

Are you following Jesus as Lord by faith?

คุณกำลังติดตามพระเยซูเป็นพระเจ้าโดยความเชื่อหรือไม่?

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย 



[1] John Piper, “The Kingdom of Heaven is a Treasure” Desiring God, Nov. 20, 2005, https://www.desiringgod.org/messages/the-kingdom-of-heaven-is-a-treasure (accessed Aug. 14, 2012).

[2] Piper, “The Kingdom of Heaven is a Treasure” Desiring God,  https://www.desiringgod.org/messages/the-kingdom-of-heaven-is-a-treasure

[3]John MacArthur, MacArthur New Testament Commentary- Matthew 8-15, (Chicago: Moody Press, 1987), WORDsearch CROSS e-book, 394-395.

[4] MacArthur, MacArthur New Testament Commentary – Matthew 8-15, 396-397.

[5] MacArthur, MacArthur New Testament Commentary – Matthew 8-15, 399-400.

[6] MacArthur, MacArthur New Testament Commentary – Matthew 8-15, 411-413.

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top