Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 18 Children, Discipline and Forgiveness

มัทธิวบทที่ 18 เด็กๆ ระเบียบวินัยและการให้อภัย

 

Jesus loves children. 

พระเยซูทรงรักเด็ก

We sing in America, Jesus Loves the Little Children.”

ในอเมริกาเราร้องเพลง "พระเยซูทรงรักเด็กเล็กๆ”

“Jesus loves the little children, all the children of the world, red and yellow, black and white, they are precious in His sight, Jesus loves the little children of the world” [1]

"พระเยซูทรงรักเด็กเล็กๆ เด็กทุกคนทั่วโลกา  ผิวจะแดง เหลือง ดำและขาว  พวกเขามีค่าในสายพระเนตรพระองค์  พระเยซูทรงรักเด็กเล็กๆ ทั่วทั้งโลก"

Another song “Jesus loves me, this I know, for the Bible tells me so, little ones to Him belong, they are weak, but He is strong. 

อีกเพลงคือ "พระเยซูรักผมรู้แน่ พระคัมภีร์มีสอนไว้แท้   เด็กเล็กๆ  เป็นของพระองค์  ตัวพวกเขานั้นอ่อนหย่อนแรง แต่พระองค์ทรงฤทธิ์เข้มแข็ง

Yes, Jesus loves me, Yes, Jesus loves me. Yes, Jesus loves me, the Bible tells me so.” [2]

ใช่ พระเยซูทรงรักผม ใช่  พระเยซูทรงรักผม ใช่  พระเยซูทรงรักผม พระคัมภีร์บอกผมดังนั้น"

 

Discipline later in the chapter is not the rod for the child discipline but speaks of another Christian living in some type of sin. 

ต่อมาเรื่องระเบียบวินัยในบทนี้ไม่ใช่เป็นไม้เรียวสำหรับลงโทษเด็ก แต่พูดถึงการมีชีวิตคริสเตียนในการทำบาปบางประเภท

Do we just ignore it?  Or do we say something?  If we say something do we do it as gossip or directly with the person? 

เราไม่สนใจมันหรือ  หรือเราพูดอะไรบ้าง  ถ้าเราพูดอะไรบางอย่างเราจะทำในรูปการนินทาหรือพูดตรง กับคนนั้น

Then forgiveness, how many times should we forgive?  

แล้วก็มีการให้อภัย  กี่ครั้งที่เราควรให้อภัย

God has forgiven a huge mountain of sins for most of us. 

พระเจ้าได้ทรงให้อภัยบาปขนาดภูเขาใหญ่แก่พวกเราส่วนใหญ่

How should that affect my forgiving someone who does something against me?   We begin the chapter with a question the disciples had for Jesus.

สิ่งนั้นส่งผลต่อกาที่ข้าพเจ้าให้อภัยได้อย่างไร  เมื่อบางคนได้ทำบางสิ่เป็นปฏิปักษ์ต่อข้าพเจ้า เราเริ่มต้นบทนี้กับคำถามที่พวกสาวกทูลถามพระเยซู

 

Who is the greatest?

ผู้ใดเป็นใหญ่ที่สุด

 

Matthew 18:1-4 (NASB)

1At that time the disciples came to Jesus and said, “Who then is greatest in the kingdom of heaven?”

มัทธิว18:1-4 ในเวลานั้นสาวกทั้งหลายมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า “ใครเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์

2 And He called a child to Himself and set him before them,

2 พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กๆ คนหนึ่งมา และให้มายืนท่ามกลางเขาทั้งหลาย 

and said, “Truly I say to you, unless you are converted and become like children, you will not enter the kingdom of heaven.

แล้วตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจและเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ก็จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย

4 Whoever then humbles himself as this child, he is the greatest in the kingdom of heaven.

4 เพราะฉะนั้น ถ้าใครถ่อมจิตใจลงเหมือนเด็กเล็กๆ คนนี้ คนนั้นจะเป็นใหญ่   ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์

 

The Bible speaks against pride and selfishness. 

พระคัมภีร์สอนไม่ให้มีความหยิ่งยโสและความเห็นแก่ตัว

But the natural human tendency is to be both proud and selfish. 

แต่ตามธรรมชาติคนเรามีแนวโน้มที่หยิ่งยโสและเห็นแก่ตัวทั้งสองอย่าง

Often people think the prouder and more selfish I become and the more important, the more power over others, the greater I will be. 

บ่อยครั้งผู้คนมักจะคิดว่า ยิ่งผมหยิ่งยโสและเห็นแก่ตัวมากเท่าใดผมก็ยิ่งสำคัญมากขึ้น  และยิ่งมีอำนาจมากขึ้นเหนือคนอื่น ๆ  ผมก็จะเป็นใหญ่มากขึ้นเท่านั้น

But the Bible teaches the true path to greatness is always the path of humility.  The greater the age, the greater the knowledge, the wealth, the experience, the popularity – the greater the person according to the world’s standards but that’s upside down from what Jesus describes as greatness in the Kingdom of God. 

แต่พระคัมภีร์สอนว่าทางเที่ยงแท้ที่นำไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้คือโดยมีความอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ  ยิ่งมีอายุมากขึ้น  ความรู้มากขึ้น  ความร่ำรวยยิ่งขึ้น ประสบการณ์และความนิยมมากขึ้น - คนก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นตามมาตรฐานของโลก  แต่นั่นตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระเยซูทรงอธิบายเรื่องการเป็นใหญ่ในแผ่นดินของพระเจ้า

 

Luke 14:11 For everyone who exalts himself will be humbled, and he who humbles himself will be exalted.”

ลูกา14:11 เพราะว่าทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง   และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับการยกขึ้น”  

 

Jesus takes a child and says, "you've got to become like a little child to enter the kingdom of heaven.

พระเยซูทรงนำเด็กคนหนึ่งมา และสอนว่า "ท่านต้องกลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กคนหนึ่ง จึงจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ได้

And so, if you humble yourself as a little child, that person will be the greatest". The path to greatness is the path of serving others.   

และดังนั้นหากท่านใดถ่อมใจลงเหมือนเด็กเล็กคนหนึ่ง คนนั้นจะเป็นใหญ่ที่สุด " ทางที่จะเป็นใหญ่คือโดยการรับใช้ผู้อื่น

How important that we learn to serve, that we not be looking for ourselves, but we only be looking to please the Lord and to exalt Him.

ช่างสำคัญแค่ไหนที่เราเรียนรู้ที่จะรับใช้  ว่าเราไม่ได้มองหาเพื่อตัวเราเอง แต่เราเพียงหาทางที่จะทำให้พระเจ้าทรงโปรดและเพื่อยกย่องเทิดทูนพระองค์

 

Matthew 18:5 (NASB) And whoever receives one such child in My name receives Me;

มัทธิว 18:5 “ และถ้าใครจะยอมรับเด็กเล็กๆ อย่างนี้สักคนหนึ่งในนามของเรา คนนั้นก็ยอมรับเราด้วย

 

Jesus loves the little children. 

พระเยซูทรงรักเด็กเล็ก ๆ

How He loves that simple faith and trust that is in the heart of a child.  They are very important to Him.

พระองค์ทรงรักความเชื่อง่ายๆ และความไว้วางใจที่มีในจิตใจของเด็ก พวกเขาจึงสำคัญมากต่อพระองค์ 

Yet for many people they are so unimportant. 

แต่สำหรับคนมากมายนั้น  พวกเด็กดูไม่สำคัญเลย

They may have no money, no power, no strength, and little knowledge or experience.  

พวกเด็กอาจไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง  และมีความรู้หรือประสบการณ์เล็กน้อย

So many adults think they are to be ignored, tolerated as a nuisance, not to be treated with respect and love, they may be abandoned, taken advantage of and neglected. 

ดังนั้นผู้ใหญ่หลายคนคิดว่าต้องมองข้ามพวกเด็ก  ต้องทนต่อความน่ารำคาญ และไม่ต้องปฏิบัติด้วยความรักและเคารพ  พวกเด็กอาจถูกทอดทิ้ง ถูกเอารัดเอาเปรียบและถูก ละเลย

Many find them cute and know they need to learn so are interested in teaching them but often without love and respect.   

แต่คนมากมายพบว่าพวกเด็ก ๆ น่ารัก  และรู้ว่าพวกเขาจำต้องเรียนรู้   ดังนั้นจึงสนใจที่จะสอนพวกเขา แต่บ่อยครั้งปราศจากความรักและความเคารพ

Sometimes Christian adults, even their own parents think that children cannot or don’t need to become Christians at an early age.  

บางครั้งผู้ใหญ่คริสเตียน  แม้แต่พ่อแม่ของเขาเอง  คิดว่าเด็กไม่สามารถหรือไม่จำเป็นต้องเป็นริสเตียนในวัยเยาว์

Charles Spurgeon a famous pastor from England years ago said, “a child of five if properly instructed can as truly be saved and regenerated as an adult can.”

ชาร์ลส์  สเปอร์เจียน นักเทศน์ที่มีชื่อเสียงจากประเทศอังกฤษหลายปีก่อนกล่าวว่า "เด็กคนหนึ่งในห้าคน  ถ้าได้รับคำแนะนำสั่งสอนที่ถูกต้องสามารถได้รับความรอดและบังเกิดใหม่เป็นผู้ใหญ่ที่สามารถ"

 So those who don’t know about Jesus love for the children teach some Bible stories to them but don’t give them an opportunity to respond to Jesus by faith and begin to follow Him. 

ดังนั้นบรรดาผู้ที่ไม่รู้จักว่าพระเยซูทรงรักเด็กๆ  สอนเรื่องราวบางเรื่องในพระคัมภีร์ให้กับพวกเด็กๆ แต่ไม่ให้พวกเด็กมีโอกาสที่จะตอบสนองต่อพระเยซูโดยรับเชื่อและเริ่มต้นติดตามพระองค์

They might forbid them from being baptized or taking the Lord’s Supper which then causes them to stumble in their faith.  

พวกเขาอาจจะห้ามพวกเด็กไม่ให้รับบัพติศมา  หรือร่วมพิธีศีลมหาสนิทซึ่งทำให้พวกเด็กสะดุดในความเชื่อได้

Some adults mock the faith of children.

ผู้ใหญ่บางคนเยาะเย้ยความเชื่อของเด็กๆ

 

Matthew 18:6 (NASB) but whoever causes one of these little ones who believe in Me to stumble, it would be better for him to have a heavy millstone hung around his neck, and to be drowned in the depth of the sea.

มัทธิว 18:6  “แต่ถ้าใครทำให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่วางใจในเราหลงผิดไป เอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอคนนั้นแล้วถ่วงเขาเสียที่ทะเลลึกก็จะดีกว่า

 

To seek to destroy the faith of a child in God, is one of the worst sins that anyone could ever commit.  

ความพยายามที่จะทำลายความเชื่อพระเจ้าของเด็กสักคน  เป็นความผิดบาปหนึ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ใครเคยกระทำ

Jesus said, "look, it'd be better for a man if he just took a millstone", and these millstones weigh about three to four hundred pounds, "tie it around his neck, and toss him into the sea.

พระเยซูตรัสว่า " จงดูสิ  จะเป็นการดีกว่าสำหรับคนนั้น  ถ้าเพียงเขารับเอาหินโม่" และหินโม่เหล่านี้มีน้ำหนักประมาณ 300-400 ปอนด์ " ผูกรอบคอของเขาและโยนเขาทิ้งลงในทะเล

Better that would happen to him than he offend, destroy the faith of one of these little ones who believe in Me".

เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นกับเขาดีกว่าที่เขาหลงทำผิด  ทำลายความเชื่อของคนเล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่งที่เชื่อในเรา "

Be careful, offenses are going to come. But be careful that you're not the cause of the offenses. [3]

จงระวังให้ดี  การกระทำให้หลงผิดกำลังจะเกิด  แต่ต้องระวังว่าคุณไม่ได้เป็นสาเหตุของการทำให้หลงผิด

 

Matthew 18:7-9 (NASB)

7 “Woe to the world because of its stumbling blocks! For it is inevitable that stumbling blocks come; but woe to that man through whom the stumbling block comes!

มัทธิว18:7-9 วิบัติแก่โลกนี้ที่ทำให้มีการหลงผิด การหลงผิดย่อมจะต้องมี แต่วิบัติจงมีแก่คนที่ทำให้เกิดการหลงผิด

8 “If your hand or your foot causes you to stumble, cut it off and throw it from you; it is better for you to enter life crippled or lame, than to have two hands or two feet and be cast into the eternal fire.

 ถ้ามือหรือเท้าของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงตัดทิ้งเสีย การเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ด้วยมือและเท้าด้วนหรือพิการ ยังดีกว่ามีสองมือสองเท้า แต่ต้องถูกทิ้งในไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์

If your eye causes you to stumble, pluck it out and throw it from you. It is better for you to enter life with one eye, than to have two eyes and be cast into the fiery hell.

ถ้าตาของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงควักออกทิ้งเสีย การเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ด้วยตาข้างเดียว ยังดีกว่ามีสองตาแต่ต้องถูกทิ้งในไฟนรก 

 

I do not think that Jesus literally means that we are to cut off our hand or to       pluck out our eye, but He is illustrating how vital it is that we enter the           kingdom of heaven. It is worth more than having a whole body. 

ผมไม่คิดว่าพระเยซูทรงหมายความตามอักษรนั้นจริงๆ ว่าเราจะถูกตัดมือของ          เราหรือจะถูกควักนัยน์ตาของเรา แต่พระองค์ทรงแสดงให้เห็นภาพว่า   สำคัญ          สำหรับชีวิตแค่ไหนที่เราเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ มันมีค่ามากกว่าการมีร่างกายครบ

If there is something in your life that is causing you to stumble, if there is           something in your life that is creating an offense, cut it out, get rid of it.

หากมีบางสิ่งในชีวิตของคุณที่ทำให้คุณสะดุด  ถ้ามีบางสิ่งในชีวิตของคุณที่  ่อให้เกิดการหลงผิด   ก็จงตัดมันออกไป  กำจัดมันออกไป

 

Matthew 18:10-11 (NASB)

10 “See that you do not despise one of these little ones, for I say to you that their angels in heaven continually see the face of My Father who is in heaven.

มัทธิว18:10-11

จงระวังให้ดี อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่ง เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ทูตสวรรค์ของพวกเขาคอยเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์เสมอ

11 [For the Son of Man has come to save that which was lost.]

  11 ( เพราะบุตรมนุษย์ได้เสด็จมาเพื่อช่วยคนหลงหายให้รอด )

 

The natural condition of children and all people is lost. 

สภาพธรรมชาติของเด็กและทุกคนคือหลงหาย

Jesus came to save that which was lost.

พระเยซูเสด็จมาเพื่อช่วยผู้ที่หลงหาย

 

Matthew 18:12-14 (NASB)

12 “What do you think? If any man has a hundred sheep, and one of them has gone astray, does he not leave the ninety-nine on the mountains and go and search for the one that is straying?

มัทธิว18:12-14 พวกท่านคิดอย่างไร? ถ้าชายคนหนึ่งมีแกะอยู่ร้อยตัว และตัวหนึ่งหลงไปจากฝูง คนนั้นจะไม่ละแกะเก้าสิบเก้าตัวไว้บนภูเขา แล้วไปเที่ยวหาตัวที่หลงไปนั้นหรือ?

13 If it turns out that he finds it, truly I say to you, he rejoices over it more than over the ninety-nine which have not gone astray.

13เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าคนนั้นพบมัน เขาจะมีความเปรมปรีดิ์มากยิ่งกว่าที่มีแกะเก้าสิบเก้าตัวที่ไม่ได้หลงไปนั้น

14 So it is not the will of your Father who is in heaven that one of these little ones perish.

14พระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ก็ทรงเป็นอย่างนั้นแหละ พระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่งพินาศไปเลย

 

This shows us a couple of things. 

ข้อนี้แสดงให้เราเห็นทั้งสองสิ่ง

The first is, that even one sheep is very precious. 

สิ่งแรกก็คือแม้แต่แกะหนึ่งตัวก็มีค่ามาก

Each of us as individuals are loved by God. 

พระเจ้าทรงรักเราแต่ละคน

The shepherd is willing to leave the 99 to go searching for the one.  You can compare this parable to those told in Luke chapter 15. 

ผู้เลี้ยงแกะก็เต็มใจที่จะละทิ้งแกะเก้าสิบเก้าตัวเพื่อไปตามหาแกะหนึ่งตัว คุณสามารถเปรียบเทียบอุปมานี้กับอุปมาอื่นที่สอนในพระธรรมลูกาบทที่ 15

There we have the same story but Jesus also tells us that there is rejoicing in heaven when one sinner repents and believes. 

ที่นั่นเรามีเรื่องราวเดียวกัน แต่พระเยซูยังสอนว่า มีความชื่นชมยินดีในสวรรค์ที่คนบาปคนหนึ่งสำนึกผิดและกลับใจมาเชื่อ

He also tells there the story of the woman with a lost coin and the story of the prodigal son. 

นอกจากนี้ยังทรงเล่าเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เงินเหรียญหนึ่งอันได้หายไป และเรื่องราวของบุตรน้อยหลงหาย   

 

A second thing we see is how precious children are to the Lord.

สิ่งที่สองที่เราเห็นคือชีวิตเด็กที่มีค่าเพียงไรต่อพระเจ้า

God the Father is watching over them. God isn't willing that any perish. Be careful that you do not offend one of those little ones, who believes and trusts in Him.

พระเจ้าพระบิดาทรงเฝ้าดูพวกเขาอยู่ พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาให้ผู้ใดพินาศ   จงระวังว่าคุณไม่ทำให้คนเล็กน้อยในบรรดาคนเหล่านั้นหลงผิด   ผู้ที่เชื่อและวางใจในพระองค์

If you are a teenager or an adult, many children will look up to you, they will respect you, they will want to be like you and do what you do. 

หากคุณเป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่เด็กหลายคนจะมองดูพวกคุณ   พวกเขาจะเคารพคุณ   พวกเขาต้องการที่จะเป็นเหมือนคุณและทำอย่างที่คุณทำ

Will you be a good example? 

คุณจะป็นตัวอย่างที่ดีไหม

Will you live before them a godly life that they can follow?  Will you share the gospel with children so that they can be saved?

คุณจะมีชีวิตที่ยำเกรงพระเจ้าต่อหน้าพวกเขา ที่พวกเขาสามารถทำตามได้ไหม  คุณจะแบ่งปันพระกิตติคุณกับเด็กเพื่อให้พวกเขาได้รับความรอดไหม

We must be careful how we treat children. 

เราต้องระมัดระวังว่าเราจะปฏิบัติต่อเด็กๆ อย่างไร

They should be treated with love and respect. 

พวกเขาควรจะได้รับการปฏิบัติด้วยความรักและความเคารพ

If they are so important to Jesus, they should be important to us. 

หากพวกเด็กมีความสำคัญต่อพระเยซู   พวกเขาควรจะมีความสำคัญต่อเรา

We are humble ourselves and be like them, rather than try to make them like us adults. 

เราควรถ่อมใจลงและเป็นเหมือนพวกเด็กมากกว่าพยายามที่จะทำให้พวกเด็กๆ เป็นเหมือนผู้ใหญ่แบบเรา

 

The first fourteen verses are often used to show the need for child evangelism and in fact was the favorite passage of the founder of Child Evangelism Fellowship (CEF) Pastor Jesse Overholtzer, an international organization founded 75 years ago and still very strong today. 

ข้อพระคัมภีร์สิบสี่ข้อแรกถูกใช้เพื่อแสดงว่าจำเป็นต้องมีการประกาศแก่เด็กๆ   และที่จริงเป็นคำกล่าวที่น่าชื่นชอบของผู้ก่อตั้งสมาคมเผยแพร่ศาสนาคริสต์แก่เด็ก(ซีอีเอฟ) บาทหลวงเจสซี่ โอเวอร์โฮลเซอร์ ได้ก่อตั้งองค์กรนานาชาติเมื่อ 75 ปีที่ผ่านมา  และยังคงเข้มแข็งมากทุกวันนี้

CEF were the ones who came to our church and did training four our children’s workers four years ago

คณะจากซีอีเอฟได้มาเยี่ยมโบสถ์ของเราและทำการฝึกฝนเด็กสี่คนให้สามารถรับใช้ได้เมื่อสี่ปีที่แล้ว

Telling children the good news about the death and resurrection of Jesus Christ is biblical.

บอกเด็กข่าวประเสริฐเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ตามหลักพระคัมภีร์

It is both our responsibility and privilege.  Here are some points to consider:

มันเป็นทั้งความรับผิดชอบและสิทธิพิเศษของเรา  นีคือประเด็นที่ควรควรพิจารณา:

        

God commands us to preach the Gospel to all people in the world, and that includes children.

พระเจ้ารับสั่งให้เราประกาศพระกิตติคุณแก่ทุกคนในโลกและรวมทั้งเด็ก

Matthew 28:19-20 (ESV)

19Go therefore and make disciples of all nations, baptizing them in the name of the Father and of the Son and of the Holy Spirit,

19 เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของ          เรา จง บัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณ        บริสุทธิ์ 

20 teaching them to observe all that I have commanded you. And behold, I am with you always, to the end of the age.”

20 และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้  และนี่แน่ะ เราจะ          อยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”

 

Everyone, including children, has a sinful nature and is therefore in need of salvation.

ทุกคนรวมทั้งเด็กๆมีธรรมชาติบาปและดังนั้นจำเป็นต้องการความรอด

Psalm 51:5 (ESV) Behold, I was brought forth in iniquity, and in sin did my mother conceive me.

       เพลงสดุดี51:5 แท้จริง ข้าพระองค์ถือกำเนิดมาในความชั่ว และข้าพระองค์เป็น          คนบาปตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

 

Psalm 58:3 (ESV) The wicked are estranged from the womb;they go astray from birth, speaking lies.

เพลงสดุดี58:3 คนอธรรมหลงเจิ่นไปตั้งแต่ออกจากครรภ์ เขาหลงเตลิดและพูด          มุสามาตั้งแต่เกิด

 

Romans 5:12 (ESV) Therefore, just as sin came into the world through one man, and death through sin, and so death spread to all men because all sinned—

โรม 5:12 เพราะเหตุนี้ บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆ เดียว และความตายก็เกิด          มาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุก      คนทำบาป

 

Jesus specifically instructed his disciples not to turn children away.

พระเยซูทรงแนะนำสั่งสอนพวกสาวกเป็นพิเศษว่าอย่ากีดกั้นเด็กๆ ออกไป

 

Matthew 19:13-15 (ESV)

13 Then children were brought to him that he might lay his hands on them and pray. The disciples rebuked the people,

มัทธิว19:13-15

13เวลานั้นมีคนพาเด็กเล็กๆ มาเฝ้าพระองค์ เพื่อจะให้พระองค์วางพระหัตถ์และทรงอธิษฐาน แต่พวกสาวกต่อว่าคนที่พาพวกเขามา 

14 but Jesus said, “Let the little children come to me and do not hinder them, for to such belongs the kingdom of heaven.”

14 พระเยซูตรัสว่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆ เข้ามาเฝ้าเรา อย่าห้ามพวกเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น” 

15 And he laid his hands on them and went away.

15เมื่อพระองค์วางพระหัตถ์บนเด็กเหล่านั้นแล้ว ก็เสด็จไปจากที่นั่น

 

God instructed the Israelites to pass on their legacy of faith to their children. That same instruction applies to us as well.

พระเจ้าทรงแนะนำสั่งสอนแก่ชาวอิสราเอลให้ส่งผ่านมรดกแห่งความเชื่อแก่ลูกๆ ของพวกเขา  คำสอนแบบเดียวกันนั้นใช้กับเราได้ด้วย

Deuteronomy 4:9 (ESV) “Only take care, and keep your soul diligently, lest you forget the things that your eyes have seen, and lest they depart from your heart all the days of your life. Make them known to your children and your children’s children—

เฉลยธรรมบัญญัติ4:9 “แต่จงระวังตัว และรักษาจิตวิญญาณของตนให้ดี เกรงว่า          ท่านจะลืมสิ่งที่นัยน์ตาได้เห็นนั้น  และเกรงว่าสิ่งเหล่านั้นจะสูญไปจากใจของ     ท่านตลอดชีวิตของท่าน จงทำให้ลูกและหลานของท่านทราบเรื่องเหล่านี้ 

 

Beyond these Biblical considerations, it is also an established fact that people are more receptive to the gospel while they are young.

          นอกเหนือจากการพิจารณาพระคัมภีร์เหล่านี้  มันก็ยังเป็นความจริงที่จัดตั้งขึ้นว่าคนสามารถรับข่าวประเสริฐได้ในขณะที่พวกเขายังเยาว์วัย

George Barna, in "Transforming Children into Spiritual Champions", writes:

จอร์จ บาร์นา  เขียนลงใน " การเปลี่ยนแปลงเด็กเป็นแชมป์ฝ่ายวิญญาณ" :

A series of studies we conducted regarding the age at which people accept Christ as their Savior highlights the importance of having people invite Jesus into their hearts as their Savior when they are young.

เราจัดการศึกษาเป็นลำดับตอนเกี่ยวกับอายุที่ผู้คนยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขาจุดประกายความสำคัญของการที่คนทูลเชิญพระเยซูเสด็จเข้าในจิตใจของพวกเขาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเมื่อพวกเขายังเยาว์วัย

We discovered that the probability of someone embracing Jesus as his or her Savior was 32 percent for those between ages of 5 and 12; 4 percent for those in the 13- to 18-age range; and 6 percent for people 19 or older.

เราค้นพบว่าความเป็นไปได้ของคนที่โอบกอดพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขาหรือเธออยู่ที่32 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 5 ปีและ 12 ปี ; มี 4เปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ที่มีอายุ13 ปี ถึง 18 ปี และมี 6 เปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ที่มีอายุ19 ปีขึ้นไป

In other words, if people do not embrace Jesus Christ as their Savior before they reach their teenage years, the chances of their doing so at all is slim."[4]

ในอีกนัยหนึ่ง ถ้าคนไม่ได้โอบกอดพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของ   พวกเขาก่อนย่างเข้าสู่วัยรุ่น โอกาสของการทำเช่นนั้นจะเบาบางลง "

Jesus made it clear that children can believe in Him. 

พระเยซูทรงสอนชัดเจนว่าเด็กๆ สามารถรับเชื่อในพระองค์ได้

 

Matthew 18:6 (ESV) “but whoever causes one of these little ones who believe in me to sin, it would be better for him to have a great millstone fastened around his neck and to be drowned in the depth of the sea.” 

มัทธิว18:6 แต่ถ้าใครทำให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่วางใจในเราหลงผิดไป           เอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอคนนั้นแล้วถ่วงเขาเสียที่ทะเลลึกก็จะดีกว่า

 

Christ affirmed this was saving faith, “believe in me” are the same words used in John 17:20 (ESV) “I do not ask for these only, but also for those who will believe in me through their word,”

พระคริสต์ทรงยืนยันว่านี่คือความเชื่อที่ช่วยให้รอด "จงเชื่อในเรา" เป็นคำเดียวกันที่ใช้ในอห์น 17:20  "ข้าพระองค์ไม่ได้อธิษฐานเพื่อคนเหล่านี้พวกเดียว แต่เพื่อทุกคนที่วางใจในข้าพระองค์เพราะถ้อยคำของพวกเขา"

Having childhood believers was the practice of the early Church. 

การรับผู้เชื่อในวัยเด็กเป็นปฏิบัติการของคริสตจักรในยุคแรก

Ephesians and Colossians are addressed to “saints and faithful in Christ Jesus.” 

พระธรรมเอเฟซัสและโคโลสีบรรยายถึง  "ผู้ชอบธรรมและผู้สัตย์ซื่อในพระเยซูคริสต์"

Specific instructions are given to the children. [5]

คำแนะนำสั่งสอนเป็นพิเศษเฉพาะถูกจัดไว้สำหรับเด็ก

 

Ephesians 6:1-2 (ESV)

1Children, obey your parents in the Lord, for this is right.

เอเฟซัส 6:1-2 บุตรทั้งหลาย จงเชื่อฟังบิดามารดาของท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่านี่เป็นเรื่องถูกต้อง 

2 “Honor your father and mother” (this is the first commandment with a promise),

2“จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า” นี่เป็นบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญากำกับด้วย

 

Colossians 3:20 (ESV) Children, obey your parents in everything, for this pleases the Lord.

โคโลสี3:20 บุตรทั้งหลายจงเชื่อฟังบิดามารดาของตนในทุกเรื่อง เพราะสิ่งนี้เป็นที่ชอบพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า

 

An elder’s children must be believers.

ลูกๆ ของผู้ปกครองต้องเป็นผู้เชื่อ

 

Titus 1:6 “…a man whose children believe…” 

ทิตัส 1:6 "... มีลูกๆ ที่เชื่อและไม่ถูกกล่าวหาว่าเป็นนักเลงหรือเป็นคนดื้อ          ด้าน ..."

 

Paul’s testimony of Timothy - 2 Timothy 3:15 “… that from childhood you have known…”[6]

คำพยานของเปาโลในพระธรรมทิโมธี- 2 ทิโมธี 3:15 "... และตั้งแต่เด็กมาแล้ว           ท่านก็ได้เรียนรู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ..."

 

 So, our task is to evangelize and teach the children, to bring them to Jesus, so that they might have their whole lives to live for Him.

          ดังนั้นงานของเราคือการประกาศเผยแพร่และสอนเด็กๆ เพื่อนำพวกเขาไปยังพระเยซูเพื่อว่าพวกเขาอาจจะใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่เพื่อพระองค์

Also, we must become like children ourselves, to forsake our pride and to be humbly dependent upon God.

นอกจากนี้เราจะต้องเป็นเหมือนเด็กๆ เอง ละทิ้งความหยิ่งยโสของเราและถ่อมใจลงพึ่งพาพระเจ้า

In the following verses Jesus broadens his discussion to talk about dealing with offenses from another Christian. 

ในข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้  พระเยซูทรงอภิปรายกว้างขวางเรื่องการป้องกันการทำให้หลงผิดจากคริสเตียนอื่น

This passage gives us instruction on how to handle church discipline.  Often an offence is taken care of at the first step described in verse 15. 

เนื้อหาพระคัมภีร์ตอนนี้ได้สั่งสอนเราว่าจะจัดการการระเบียบวินัยคริสตจักรอย่างไร  บ่อยครั้งที่ชั้นแรกการปกป้องไม่ให้หลงผิดต้องได้รับการดูแลก่อน  ดังอธิบายในข้อที่ 15

 

Matthew 18:15 (NASB) “If your brother sins, go and show him his fault in private; if he listens to you, you have won your brother.

 มัทธิว18:15 “หากพี่น้องของท่านคนหนึ่งทำผิดต่อท่าน  จงไปหาและชี้ความผิดต่อเขาสองต่อสองเท่านั้น  ถ้าเขาฟังท่าน ท่านจะได้พี่น้องคืนมา

 

Notice it did not say, if the person does something wrong, then gossip and tell everyone about it. 

ขอให้สังเกตที่ไม่ได้พูดว่า  ถ้าคนหนึ่งทำอะไรผิดแล้ว จงนินทาและบอกทุกคนเกี่ยวกับเรื่องนี้

No, go one on one face to face with the person.

ไม่ใช่เลย  จงไปหาคนนั้นเป็นการส่วนตัว

 

Matthew 18:16 (NASB) But if he does not listen to you, take one or two more with you, so that by the mouth of two or three witnesses every fact may be confirmed. [a quote from Deuteronomy 19:15 and is quoted also in  2 Corinthians 13:1]

มัทธิว18:16 แต่ถ้าเขาไม่ฟังท่าน จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย   เพื่อให้คำพูดทุกคำได้รับการยืนยันด้วยปากของสองสามคนเพื่อทุกคำจะเป็นหลักฐานได้  [ข้ออ้างอิงจากเฉลยธรรมบัญญัติ19:15 และข้ออ้างอิงใน 2โครินธ์ 13:1]

 

So the second step is to go with one or two others and talk about the issue together with the offending person. 

ดังนั้นขั้นตอนที่สอง  จงไปกับคนหนึ่งหรือสองคน  และไปพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาเรื่องของบุคคลที่กระทำให้หลงผิด

 

Matthew 18:17 (NASB) If he refuses to listen to them, tell it to the church; and if he refuses to listen even to the church, let him be to you as a Gentile and a tax collector.

มัทธิว18:17 ถ้าเขาไม่ฟังคนเหล่านั้น จงไปแจ้งต่อคริสตจักร ถ้าเขายังไม่ฟังคริสตจักรอีก ก็ให้ถือว่าเขาเป็นเหมือนคนต่างชาติหรือคนเก็บภาษี

 

Third step, the person and the issue involved becomes more public, known in the church.  The person may be asked to leave or not come to the church until he or she has repented. 

ขั้นตอนที่สาม   นำเรื่องบุคคลและปัญหาที่เกี่ยวข้องมาสู่พวกสมาชิกมากขึ้น  เป็นที่รับรู้กันในคริสตจักร  คนนั้นอาจจะถูกขอให้ออกไปหรือไม่มาโบสถ์จนกว่าเขาหรือเธอได้กลับใจใหม่

An example of this church discipline being practiced is in 1 Corinthians

ตัวอย่างของการลงวินัยคริสตจักรนี้ใช้ปฏิบัติอยู่ ขอให้ดูในพระธรรม 1 โครินธ์

 

1 Corinthians 5:1-2

1It is actually reported that there is sexual immorality among you, and of a kind that is not tolerated even among pagans, for a man has his father's wife.

1โครินธ์5:1-2

 1มีข่าวเล่าลือว่า  ในพวกท่านมีการผิดประเวณี   และการผิดนั้นถึงแม้ในพวกต่างชาติก็ไม่มีเลย  คือเรื่องมีว่า  คนหนึ่งได้เอาภรรยาของบิดามาเป็นเมียของตน

2And you are arrogant! Ought you not rather to mourn? Let him who has done this be removed from among you.

2และพวกท่านยังผยองแทนที่จะเป็นทุกข์เป็นร้อน  ท่านควรที่จะตัดคนที่กระทำผิดเช่นนี้ออกเสียจากพวกท่าน  

 

So the church had not done the first two steps as far as we know, or the person          didn’t respond. 

ดังนั้นคริสตจักรไม่ได้ทำสองขั้นตอนแรกเท่าที่เรารู้  หรือบุคคลนั้นไม่ตอบ

สนอง

Someone should have gone to him and said, living with your father’s new wife is not right for a Christian you need to stop doing that brother.  

บางคนควรจะได้ไปบเขาและพูด   การอยู่ร่วมกับภรรยาใหม่ของคุณพ่อนั้นไม่ถูกต้องเลยในการเป็นคริสเตียน  คุณจำเป็นต้องหยุดการกระทำของพี่น้องคนนั้น

Then if he didn’t listen the person who knew of the inappropriate relationship should go with one or two others perhaps the pastor or deacon and speak again, show him in the Scripture that practice is sinful and he needs to repent. 

แล้วถ้าเขาไม่ยอมฟังคนที่รู้เรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม  ก็ควรจะไปกับอีกคนหนึ่งหรือสองคน  บางทีอาจจะเป็นอาจารย์หรือมัคนายก  และพูดอีกครั้ง  แสดงข้อพระคัมภีร์ให้เขาเห็นว่า   การปฏิบัตินั้นเป็นบาปและเขาจำเป็นต้องกลับใจใหม่

If still no change then it is made known to the church and he is put out of fellowship. 

ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง   แล้วค่อยประกาศให้รู้กันทั่วในคริสตจักร   และเขาจะต้องออกจากการเป็นสมาชิก

Not to me mean and unloving to the person but so that they will repent and holiness is maintained in the fellowship. 

ไม่ได้หมายความว่าผมใจร้ายและไม่รักบุคคลนั้น แต่เพื่อว่าพวกเขาจะกลับใจ  และรักษาความบริสุทธิ์ในการร่วมสามัคคีธรรม

Otherwise you could have a group of people each doing whatever seems right in their own eyes not following the Bible and yet claiming to be Christian. 

มิฉะนั้นคุณอาจจะมีกลุ่มคนมากมายที่แต่ละคนทำสิ่งที่ดูเหมือนว่าถูกต้องในสายตาของตัวเองแต่ไม่ได้ทำตามพระคัมภีร์   และยังอ้างว่าเป็นคริสเตียน

What kind of witness do we have in the community if we allow everyone to live in sin? 

เราจะเป็นพยานแบบใดในสังคมเรา  ถ้าเรายอมให้ทุกคนมีชีวิตที่อยู่ในบาป

 

Galatians 6:1 (ESV)  Brothers, if anyone is caught in any transgression, you who are spiritual should restore him in a spirit of gentleness. Keep watch on yourself, lest you too be tempted.

กาลาเทีย 6:1 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย  แม้จับผู้ใดที่ละเมิดประการใดได้  ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ  จงช่วยผู้นั้นด้วยใจอ่อนสุภาพให้เขากลับตั้งตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเอง  เกรงว่าท่านจะถูกชักจูงให้หลงไปด้วย

 

So the first duty concerning that brother who has fallen into sin is going to him in a spirit of meekness, grieving over his situation, seeking to restore him to a proper walk with the Lord.

ดังนั้นหน้าที่แรกเกี่ยวกับพี่น้องคนนั้นที่ได้ตกอยู่ในความบาป  คือการไปพบเขาด้วยใจที่อ่อนโยน  เสียใจต่อสถานการณ์ของเขา  พยายามที่จะรื้อฟื้นเขาให้เดินไปกับพระเจ้าอย่างถูกต้อง

They did follow Paul's instruction. They put the fellow out because of the adultery, but then the desired result came.

พวกเขาปฏิบัติตามสั่งสอนของเปาโล   พวกเขาขับชายคนนั้นออกไปเพราะเขาล่วงประเวณี แต่แล้วเกิดผลเป็นที่น่ายินดี

The man did repent, and he wanted now to come back into fellowship, having cleaned up his act. 

คนนั้นสำนึกผิดกลับใจใหม่   และขณะนี้เขาต้องการกลับเข้ามาร่วมสามัคคีธรรม ได้มีการชำระการกระทำของเขา

But there were those that were still going to keep him from fellowship. And Paul bring him back in now in love.

แต่มีบรรดาผู้ที่ถูกยังจะกีดกันเขาจากการร่วมสามัคคีธรรม  และขณะนี้เปาโลนำเขากลับมาด้วยความรัก

 

2 Corinthians 2:5-8

5Now if anyone has caused pain, he has caused it not to me, but in some measure—not to put it too severely—to all of you.

2โครินธ์2:5-8

5ถ้าผู้ใดเป็นต้นเหตุทำให้เกิดความทุกข์   ผู้นั้นก็มิได้ทำให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์แต่คนเดียว   แต่ได้ทำให้พวกท่านเป็นทุกข์บ้างด้วย (ที่ว่าบ้าง นั้นก็คือ ข้าพเจ้าไม่อยากจะปรักปรำผู้นั้นจนเกินไป)

6For such a one, this punishment by the majority is enough,

6ที่คนส่วนมากได้ลงโทษคนผู้นั้นก็พอสมควรแล้ว

7so you should rather turn to forgive and comfort him, or he may be overwhelmed by excessive sorrow.

7ฉะนั้นท่านทั้งหลายควรจะยกโทษให้ผู้นั้น   และเล้าโลมใจเขาต่างหาก   กลัวว่าเขาจะจมลงในความทุกข์เหลือล้น

8So I beg you to reaffirm your love for him.

8ดังนั้นข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านให้ยืนยันความรักต่อคนนั้นใหม่

Matthew 18:18-20 (NASB)

18 Truly I say to you, whatever you bind on earth shall have been bound in heaven; and whatever you loose on earth shall have been loosed in heaven.

มัทธิว18:18-20 เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า สิ่งใดๆ ที่พวกท่านจะกล่าวห้ามในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และสิ่งใดๆ ที่พวกท่านจะกล่าวอนุญาตในโลก สิ่งนั้นก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์

“Again I say to you, that if two of you agree on earth about anything that they may ask, it shall be done for them by My Father who is in heaven.

19 เราบอกพวกท่านอีกว่า ถ้าพวกท่านสองคนจะร่วมใจกันทูลขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลก พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ก็จะทรงทำสิ่งนั้นให้ 

20 For where two or three have gathered together in My name, I am there in their midst.”

20 เพราะว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนในนามของเรา  เราจะอยู่ท่ามกลางพวกเขาที่นั่น”

 

So here Jesus is speaking about loosening and binding, loosening the work of God, binding the work of Satan, and then declaring that if two of us agree, so the value of prayer together, in agreement in prayer.

ดังนั้นที่นี่พระเยซูกำลังตรัสเกี่ยวกับการปลดปล่อยและการผูกมัด   การปลดปล่อยพระราชกิจของพระเจ้า   การผูกมัดการานของซาตาน  และจากนั้นประกาศว่า  ถ้าสองคนร่วมใจตกลงอธิษฐานด้วยกัน  ดังนั้นการอธิษฐานก็จะเกิดผล

Most of our prayer is done in private, but there are times when agreement in prayer is extremely valuable.

ส่วนใหญ่พวกเรามักอธิษฐานเป็นส่วนตัว แต่มีหลายครั้งที่การอธิษฐานร่วมกันเกิดผลคุ้มค่าที่สุด

And I encourage every one of you to have a prayer partner.

และผมขอหนุนใจให้ท่านทุกคนมีเพื่อนร่วมอธิษฐานเป็นหมู่

This is someone that when something really is troubling you, you have someone who can pray with you, and bear that burden with you.

นี่คือบางคนที่เมื่อบางสิ่งทำให้คุณหนักใจจริงๆ คุณมีบางคนที่สามารถอธิษฐานร่วมกับคุณและแบกรับภาระร่วมกับคุณ

"For if two of you shall agree on earth as touching anything that they shall ask, it will be done for them by my Father which is in heaven."

"ถ้าพวกท่านสองคนจะร่วมใจกันทูลขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลก พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ก็จะทรงทำสิ่งนั้นให้"

 

There is power of agreement in prayer. [7]

มีฤทธิ์อำนาจในการร่วมใจกันอธิษฐาน

 

Matthew 18:21-22 (NASB)

21 Then Peter came and said to Him, “Lord, how often shall my brother sin against me and I forgive him? Up to seven times?”

มัทธิว18:21-22 ขณะนั้นเปโตรมาทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ควรยกโทษให้พี่น้องที่ทำผิดต่อข้าพระองค์สักกี่ครั้ง? ถึงเจ็ดครั้งเชียวหรือ?” 

22 Jesus said to him, “I do not say to you, up to seven times, but up to seventy times seven.

พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราไม่ได้บอกท่านว่าเจ็ดครั้งแต่เจ็ดสิบครั้งคูณเจ็ด 

 

Maybe Peter thought he was already being really generous suggesting forgiving someone up to seven times.  But Jesus says 70 times 7. 

บางทีเปโตรคิดว่าเขาเป็นคนใจกว้าจริงๆ  ที่แนะนำสั่งสอนการให้อภัยคนถึงเจ็ดครั้ง แต่พระเยซูตรัสว่าเจ็ดสิบคูณเจ็ดครั้ง

You should have the spirit of forgiveness.

คุณควรจะมีน้ำใจในการให้อภัย

I think if you take the four hundred and ninety, that you'll lose count before you'll ever get there.

ผมคิดว่าถ้าคุณอภัยให้สี่ร้อยเก้าสิบครั้ง  คุณจะจำไม่ได้แล้วมันนับไม่ถ้วนก่อนที่คุณจะทำได้ครบ

And you'll just realize, it isn't a matter of numbers, it's a matter of spirit. I am to have the spirit of forgiveness, that willingness in my heart to forgive and forgive.   

และคุณก็จะรู้ว่า  มันไม่ใช่เป็นเรื่องของจำนวนตัวเลข   มันเป็นเรื่องของการมีน้ำใจ  ผมต้องมีน้ำใจในการให้อภัย    เป็นความเต็มใจของผมที่จะให้อภัยและยกโทษให้

So Jesus illustrates the need for us forgive others with a parable.

ดังนั้นพระเยซูทรงแสดงให้เห็นภาพความจำเป็นในการที่เราให้อภัยผู้อื่นโดยใช้อุปมา

 

The parable of the unforgiving servant

อุปมาเรื่องทาสที่ไม่ยอมให้อภัย

 

Matthew 18:23-35 (NASB)

23 “For this reason the kingdom of heaven [v]may be compared to a king who wished to settle accounts with his slaves.

มัทธิว18:23-35 เพราะเหตุนี้ แผ่นดินสวรรค์ก็เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งที่มีพระประสงค์จะคิดบัญชีกับบรรดาทาสของต

24 When he had begun to settle them, one who owed him ten thousand talents was brought to him.

เมื่อท่านทรงเริ่มต้นคิดบัญชี คนหนึ่งที่เป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์ก็ถูกพามาเข้าเฝ้า

25 But since he did not have the means to repay, his lord commanded him to be sold, along with his wife and children and all that he had, and repayment to be made.

ท่านจึงมีรับสั่งให้ขายตัวเขาพร้อมกับเมียและลูก รวมทั้งบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเพื่อเอามาใช้หนี้ เพราะเขาไม่มีเงินที่จะใช้หนี้นั้น

26 So the slave fell to the ground and prostrated himself before him, saying, ‘Have patience with me and I will repay you everything.’

ทาสคนนั้นจึงกราบลงวิงวอนว่า ‘ขอโปรดผัดไว้ก่อน แล้วข้าพระองค์จะใช้หนี้ทั้งหมด

27 And the lord of that slave felt compassion and released him and forgave him the debt.

27 เจ้าองค์นั้นทรงสงสาร จึงทรงปล่อยตัวเขาและทรงยกหนี้

28 But that slave went out and found one of his fellow slaves who owed him a hundred denarii; and he seized him and began to choke him, saying, ‘Pay back what you owe.’

28 แต่เมื่อทาสคนนั้นออกไปก็พบคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนทาสด้วยกัน ที่เป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอันเขาก็จับคนนั้นบีบคอบอกว่า ‘แกต้องใช้หนี้ให้ข้า

29 So his fellow slave fell to the ground and began to plead with him, saying, ‘Have patience with me and I will repay you.’

29 เพื่อนทาสคนนั้นจึงกราบลงอ้อนวอนว่า ‘ขอผัดไว้ก่อนแล้วข้าจะใช้ให้

30 But he was unwilling and went and threw him in prison until he should pay back what was owed.

30 แต่เขาไม่ยอม จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปขังคุกไว้จนกว่าจะสามารถใช้หนี้ได้

31 So when his fellow slaves saw what had happened, they were deeply grieved and came and reported to their lord all that had happened.

31พวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็เป็นทุกข์อย่างยิ่ง และนำเหตุการณ์ทั้งหมดไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น 

32 Then summoning him, his lord *said to him, ‘You wicked slave, I forgave you all that debt because you pleaded with me.

32ท่านจึงเรียกทาสนั้นมาตรัสว่า ‘ไอ้ข้าชั่วร้าย เรายกหนี้ให้เอ็งทั้งหมด ก็เพราะเอ็งอ้อนวอนเรา 

33 Should you not also have had mercy on your fellow slave, in the same way that I had mercy on you?’

33 เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราเมตตาเอ็งไม่ใช่หรือ?

34 And his lord, moved with anger, handed him over to the torturers until he should repay all that was owed him.

34แล้วเจ้าองค์นั้นก็กริ้ว จึงทรงมอบทาสคนนั้นไว้ให้เจ้าหน้าที่ทรมานจนกว่าจะใช้หนี้หมด

35 My heavenly Father will also do the same to you, if each of you does not forgive his brother from your heart.”

35พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ก็จะทรงทำต่อพวกท่านอย่างนั้น ถ้าพวกท่านแต่ละคนไม่ยอมยกโทษให้พี่น้องจากใจของพวกท่าน”

 

In the Lord’s Prayer or model prayer,

ในคำอธิษฐานของพระเจ้าหรือรูปแบบคำอธิษฐาน

 

Matthew 6:12 (ESV) and forgive us our debts, as we also have forgiven our debtors.

มัทธิว 6:12  และขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์  เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์

 

Are you forgiving others?  Some people have the tendency to refuse to forgive others, to instead have bitterness and hold a grudge. 

คุณกำลังให้อภัยคนอื่น ๆไหม   คนบางคนมีแนวโน้มปฏิเสธที่จะให้อภัยผู้อื่น  โดยรับเอาความขมขื่นแทนที่  และยึดความเคียดแค้นฝังใจ

Then in prayer here they are saying God would you forgive me that same way.   I don’t think they want that same kind of forgiveness.  

จากนั้นในคำอธิษฐานที่นี่  พวกเขากำลังทูลว่า  ข้าแต่พระเจ้า  ขอพระองค์ทรงยกโทษให้ข้าพเจ้าแบบเดียวกั ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการการให้อภัยแบบเดียวกัน

 

Matthew 6:14-15 (ESV)

14 For if you forgive others their trespasses, your heavenly Father will also forgive you,

มัทธิว6:14-15

14 เพราะว่าถ้าพวกท่านให้อภัยการล่วงละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์จะทรงให้อภัยการล่วงละเมิดของพวกท่านด้วย 

15 but if you do not forgive others their trespasses, neither will your Father forgive your trespasses.

15 แต่ถ้าพวกท่านไม่ให้อภัยการล่วงละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านจะไม่ทรงให้อภัยการล่วงละเมิดของพวกท่านเหมือนกัน

 

So what did we learn today? 

ดังนั้นเราได้เรียนรู้สิ่งใดในวันนี้หรือ

Jesus loves children, so should we, humble yourself as a child. 

พระเยซูทรงรักเด็กดังนั้นเราควรถ่อมตัวลงเป็นเหมือนเด็ก

If someone sins against you or you aware of open serious sin in a person’s life go to them in private to speak to them about it, and we learned further steps of church discipline if they don’t listen. 

หากบางคนทำบาปต่อคุณ  หรือคุณทราบเรื่องบาปร้ายแรงที่โจ่งแจ้งในชีวิตของคนหนึ่ง  จงไปบพวกเขาเป็นส่วนตัว  เพื่อพูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้  และเราได้เรียนรู้ขั้นตอนต่อไปของการลงวินัยของคริสตจักรหากพวกเขาไม่ยอมฟัง

Then we learned to forgive and forgive.

จากนั้นเราก็เรียนรู้ที่จะให้อภัยและยกโทษให้

What decision or commitment to the Lord do you need to make this morning?  What prayer need do you have? 

คุณจำเป็นต้องตัดสินใจหรือมีความมุ่งมั่นอะไรต่อพระเจ้าใเช้าวันนี้หรือไม่  คุณต้องการอธิษฐานเรื่องอะไร

 

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

การตัดสินใจที่จะปฏิบัติตามพระเยซูคือการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator. God loves you. He loves all people.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงรักคุณ ทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบแต่เราไม่ใช่

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

เพราะว่ามนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวน  ตั้งแต่เวลานั้นมาคนทั้งหมดได้ทำผิด คิดผิด และพูดไม่ถูกต้อง

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with Him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า  เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่อจะอยู่กับพระองค์ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross. He came alive again three days later.

แต่พระเยซูพระบุตรของพระจ้าทรงรับโทษแทนบาปของเราโดยสิ้นพระชนม์บนกางเขน  ทรงฟื้นชีวิตใหม่อีกครั้งสามวันต่อมา

 

Romans 10:9 (ESV) If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม 10:9 คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้          เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่าน    จะรอด

 

Your sins will be forgiven, and you will become a Christian, a follower of Jesus. 

          ความบาปของคุณจะได้รับการอภัยและคุณจะกลายเป็นคริสเตียน  สาวกของพระเยซู

You can talk to God about your new faith in Him, with a prayer like this: 

คุณสามารถสนทนากับพระเจ้าเกี่ยวกับความเชื่อใหม่ต่อพระองค์  ด้วยการอธิษฐานดังนี้:

Dear Lord, I know I have done wrong and need forgiveness.

ข้าแต่พระเจ้าที่รัก  ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าได้ทำผิดและต้องรับการทรงอภัยให้

Thank You for dying for my sins and for offering me eternal life.

ขอบพระคุณที่พระองค์สิ้นพระชนม์แทนความบาปของข้าพเจ้าและที่ประทานชีวิตนิรันดร์ให้ข้าพเจ้า

Please forgive me of my sins and help me turn from them.

กรุณายกโทษให้ข้าพเจ้าและช่วยให้ข้าพเจ้าหัไปจากความบาป

I now confess You as my Savior.

ตอนนี้ข้าพเจ้าขอสารภาพรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า

Take control of my life and help me live for Jesus.

ขอทรงควบคุมชีวิตของข้าพเจ้าและช่วยให้ข้าพเจ้าอยู่เพื่อพระเยซู

Thank you for coming into my life and giving me eternal life.

ขอขอบคุณที่เสด็จเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้าและให้ข้าพเจ้ามีชีวิตนิรันดร์.

In Jesus name I pray, Amen.

อธิษฐานในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 2 พระธรรมมัทธิว15-28 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดยครอสเวย์ พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Scripture quotations from the New American Standard Bible® (NASB), Copyright © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 by The Lockman Foundation Used by permission. www.Lockman.org

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์มาตรฐานอเมริกันฉบับใหม่ (NASB) สงวนลิขสิทธิ์ © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 โดยมูลนิธิล็อคแมน ใช้โดยได้รับอนุญาต www.Lockman.org

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] C. H. Woolston, Jesus Loves the Little Children, 1976.

[2] Anna Bartlett Warner, Jesus Loves Me, This I Know, 1859.

[3] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Matthew 18.

[4] Sylvia Chua, “Biblical Basis for Child Evangelism” Let the Little Children Come,  www.letthelittlechildrencome.com/child-evangelism-resources/biblical-basis-child-evangelism (accessed May 10, 2018).

[5] Mark Schoonover, Child Evangelism Handbook, edited by Barth and Sally Middleton, (Warrenton, MO: Child Evangelism Fellowship Inc. 1987), 21.

[6] Schoonover, Child Evangelism Handbook, 21.

[7] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 18.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top