Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 19 part 2 Let the Children Come to Jesus and the Rich Young Ruler

มัทธิวบทที่19ส่วนที่2ให้ขเด็กๆมาหาพระเยซูและขุนนางหนุ่มที่มั่งมี

 

Let the children come to Jesus

จงยอมให้เด็กมาหาพระเยซู

 

Often children are thought of as a bother, as an interruption, a nuisance, and of little importance.  The disciples had that attitude.

บ่อยครั้งที่เด็กๆ ถูกคิดว่าเป็นจอมยุ่ง   เป็นตัวขัดจังหวะ  เป็นตัวรบกวน และไม่สำคัญอะไร   พวกสาวกได้มีทัศนคติแบบนั้น

 

Matthew 19:13-15 (ESV)

13Then children were brought to him that he might lay his hands on them and pray. The disciples rebuked the people,

13  เวลานั้นมีคนพาเด็กเล็กๆ มาเฝ้าพระองค์ เพื่อจะให้พระองค์วางพระหัตถ์และ          ทรงอธิษฐาน แต่พวกสาวกต่อว่าคนที่พาพวกเขามา 

14 but Jesus said, “Let the little children come to me and do not hinder them, for to such belongs the kingdom of heaven.”

14 พระเยซูตรัสว่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆ เข้ามาเฝ้าเรา อย่าห้ามพวกเขาเลย เพราะว่า          แผ่นดินสวรรค์เป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น

15 And he laid his hands on them and went away.

15 เมื่อพระองค์วางพระหัตถ์บนเด็กเหล่านั้นแล้ว ก็เสด็จไปจากที่นั่น

 

Matthew 18:5 “Whoever receives one such child in My name receives Me,

มัทธิว 18:5 “ถ้าผู้ใดจะรับเด็กเล็กเช่นนี้คนหนึ่งในนามของเรา   ผู้นั้นก็รับเราด้วย

 

Jesus loves the little children. 

พระเยซูทรงรักเด็กเล็ก ๆ

He loves that simple faith and trust that is in the heart of a child. 

พระองค์ทรงรักคนที่มีใจยอมรับเชื่อและไว้วางใจเหมือนอย่างเด็ก

Yet for many people they are so unimportant. 

แต่สำหรับคนมากมายนั้น  พวกเด็กๆ จะไม่สำคัญเลย

They are very important to Him.

พวกเด็ก มีความสำคัญมากต่อพระองค์ 

They may have no money, no power, no strength, and little knowledge or experience.  

พวกเด็ก อาจไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง  และมีความรู้หรือประสบการณ์เล็กน้อย

So many adults think they are to be ignored, tolerated as a nuisance, not to be treated with respect and love, they may be abandoned, taken advantage of and neglected. 

ดังนั้นผู้ใหญ่หลายคนคิดว่าต้องมองข้ามพวกเด็ก  ต้องทนต่อความน่ารำคาญ และไม่ต้องปฏิบัติด้วยความรักและเคารพ  พวกเด็กอาจถูกทอดทิ้ง ถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกละเลย

 

Many find them cute and know they need to learn so are interested in teaching them but often without love and respect

แต่คนมากมายพบว่าพวกเด็ก ๆ น่ารัก  และรู้ว่าพวกเขาจำต้องเรียนรู้   ดังนั้นจึงสนใจที่จะสอนพวกเขา แต่บ่อยครั้งปราศจากความรักและความเคารพ

Sometimes Christian adults, even their own parents think that children cannot or don’t need to become Christians at an early age.  

บางครั้งผู้ใหญ่คริสเตียน  แม้แต่พ่อแม่ของเขาเอง  คิดว่าพวกเด็กไม่สามารถหรือไม่จำเป็น

ต้องเป็นริสเตียนในตอนวัยเยาว์

 

Charles Spurgeon a famous pastor from England year ago said, “a child of five if properly instructed can as truly be saved and regenerated as an adult can.” 

ชาร์ลส์  สเปอร์เจียน นักเทศน์ที่มีชื่อเสียงจากประเทศอังกฤษหลายปีที่แล้วกล่าวว่า "เด็กคนหนึ่งในห้าคน  ถ้าได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องสามารถได้รับความรอดและบังเกิดใหม่เป็นผู้ใหญ่ที่สามารถ"

 

So those who don’t know about Jesus love for the children teach some Bible stories to them but don’t give them an opportunity to respond to Jesus by faith and begin to follow Him. 

ดังนั้นบรรดาผู้ที่ไม่รู้จักว่าพระเยซูทรงรักเด็กๆ   สอนบางเรื่องราวในพระคัมภีร์ให้กับพวกเด็กแต่ไม่ให้พวกเด็กมีโอกาสที่จะตอบสนองต่อพระเยซู  โดยรับเชื่อและเริ่มที่จะติดตามพระองค์

They might forbid them from being baptized or taking the Lord’s Supper which then causes them to stumble in their faith.  

พวกเขาอาจจะห้ามพวกเด็กไม่ให้รับบัพติศมา  หรือร่วมพิธีศีลมหาสนิทซึ่งทำให้พวกเด็กสะดุดในความเชื่อได้

Some adults mock the faith of children.

ผู้ใหญ่บางคนเยาะเย้ยความเชื่อของพวกเด็ก

 

Matthew 18:6 but whoever causes one of these little ones who believe in Me to sin, it would be better for him to have a great millstone fastened around his neck and to be drowned in the depth of the sea.

มัทธิว 18:6 แต่ผู้ใดจะทำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่วางใจในเราให้หลงผิด   ถ้าเอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอผู้นั้นถ่วงเสียที่ทะเลลึกก็ดีกว่า

 

To seek to destroy the faith of a child in God, is one of the worst sins that anyone could ever commit.  

การหาทางทำลายความเชื่อพระเจ้าของเด็กสักคน  เป็นความผิดบาปหนึ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ใครเคยกระทำ

Jesus said, "look, it'd be better for a man if he just took a millstone", and these millstones weigh about 300-400 pounds (150 to 200 kilograms), "tie it around his neck, and toss him into the sea.  

พระเยซูตรัสว่า " จงดูสิ  จะเป็นการดีกว่าสำหรับคนนั้น  ถ้าเพียงเขารับเอาหินโม่" และหินโม่เหล่านี้มีน้ำหนักประมาณ 150-200 กิโลกรัม " ผูกรอบคอของเขาและโยนเขาทิ้งลงไปในทะเล

Better that would happen to him than he offend, destroy the faith of one of these little ones who believe in Me".[1]

ให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับเขาดีกว่าที่เขาทำให้คนหลงผิด  ทำลายความเชื่อของผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่งที่เชื่อในเรา "

 

Will you ask God to help you love children like He does? 

คุณจะทูลขอให้พระเจ้าให้ทรงช่วยคุณรักเด็กเหมือนพระองค์ไหม

They are so valuable, so precious, so important to Him. 

พวกเขาจึงมีคุณค่ามาก   ประเสริฐมาก  สำคัญมากสำหรับพระองค์

Will you treat them as important and love them as He does?

คุณจะปฏิบัติต่อพวกเด็ก  ให้ความสำคัญและรักพวกเขา  เหมือนที่พระองค์ทรงทำไหม

 

Matthew 6:33 taught us to seek first the kingdom of God. 

มัทธิว 6:33 สอนเราให้แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน

 

 Matthew 19:16 And behold, a man came up to him, saying, “Teacher, what good deed must I do to have eternal life?”

 มัทธิว19:16 แน่ะ มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำความดีอะไรบ้าง จึงจะได้ชีวิตนิรันดร์?”

 

Salvation and our right standing with God don’t come from a good deed done, but rather in faith alone in Jesus. 

ความรอดและความชอบธรรมของเราขึ้นอยู่กับพระเจ้า  ไม่ได้มาจากการกระทำดี   แต่โดยความเชื่อในพระเยซูอย่างเดียว

He died for us, and arose from the dead to pay for our sin.  Faith in Jesus in who He is and what He has done, gives us eternal life. [2]

พระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อเราและทรงฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อชดใช้บาปแทนเรา   ความเชื่อในพระเยซูว่าทรงเป็นผู้ใดและสิ่งที่ทรงกระทำนั้นทำให้เราได้รับชีวิตนิรันดร์

 

Matthew 19:17-21

17 And he said to him, “Why do you ask me about what is good? There is only one who is good. If you would enter life, keep the commandments.”

มัทธิว19:17-21

17 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ท่านถามเราถึงสิ่งที่ดีทำไม? ผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียว ถ้าท่านต้องการจะเข้าสู่ชีวิตก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้”

18 He said to him, “Which ones?” And Jesus said, “You shall not murder, You shall not commit adultery, You shall not steal, You shall not bear false witness,

18 คนนั้นทูลถามว่า  “คือพระบัญญัติข้อไหนบ้างพระเยซูตรัสว่า “ห้ามฆ่าคน ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา ห้ามลักทรัพย์ ห้ามเป็นพยานเท็จ

19 Honor your father and mother, and, You shall love your neighbor as yourself.”

19 จงให้เกียรติบิดามารดาของตน   และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง' ”

20 The young man said to him, “All these I have kept. What do I still lack?”

20 ชายหนุ่มคนนั้นทูลพระองค์ว่า   “ข้าพเจ้ารักษาข้อเหล่านั้นทุกข้ออยู่แล้ว   ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีกบ้าง”

21 Jesus said to him, “If you would be perfect, go, sell what you possess and give to the poor, and you will have treasure in heaven; and come, follow me.”

21 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ถ้าท่านต้องการจะเป็นคนดีพร้อม จงไปขายทรัพย์สิ่งของที่ท่านมีอยู่แจกจ่ายให้คนยากจน แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ และจงตามเรามา

 

So the young man wanted to do some good work to have salvation. 

ดังนั้นชายหนุ่มคนนั้นอยากจะประพฤติดีเพื่อที่จะได้รับความรอด

There are always those who are wanting to work their way into God's favor, work their way into God's blessings.

มักมีบรรดาผู้ที่ต้องการประพฤติตามแบบพวกเขาเพื่อให้พระเจ้าทรงโปรด  ประพฤติตามแบบของพวกเขาเพื่อจะรับพระพรของพระเจ้า

What good work must I do that I may inherit eternal life?

ข้าพเจ้าต้องประพฤติอย่างไรเพื่อข้าพเจ้าได้รับชีวิตนิรันดร์

There is not a single work that you can do.

ไม่มีการประพฤติใดๆ ที่คุณสามารถทำเพื่อให้ได้ชีวิตนิรันดร์

Jesus later said, "With man it's impossible, there is no way that you can do any kind of a work that will save you[3] 

พระเยซูตรัสในภายหลังตรัสว่า  " ฝ่ายมนุษย์นั้นก็เหลือกำลังที่จะทำได้  ไม่มีทางใดที่ท่านสามารถประพฤติเพื่อช่วยให้ท่านรอดได้เลย”

 

Ephesians 2:8-10

8 For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

เอเฟซัส 2:8-10

8 เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ใช่มาจากตัวท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า 

9 not a result of works, so that no one may boast.

9 ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้ 

10 For we are his workmanship, created in Christ Jesus for good works, which God prepared beforehand, that we should walk in them.

10 เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม

 

Jesus asked the young man, “why do you call me good?  There is only one that is good, and that is God".  

พระเยซูทรงถามชายหนุ่มว่า "ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไม  ไม่มีใครประเสริฐเว้นแต่พระเจ้าองค์เดียว"

He is wanting the young man to realize the reason why he called Jesus good, is because he had recognized something about Jesus identity. [4] 

พระองค์ทรงต้องการให้ชายหนุ่มตระหนักถึงเหตุผลว่าทำไมเขาเรียกพระเยซูว่าประเสริฐเป็นเพราะเขาจำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับพระลักษณะพิเศษพระเยซู

 

Matthew 16:15-17

15 He said to them, “But who do you say that I am?”

มัทธิว16:15-17

15 พระองค์ตรัสถามเขาว่า   “แล้วพวกท่านเล่า   ว่าเราเป็นใคร”แล้วพระองค์ตรัสถามเขาทั้งหลายว่า “แล้วพวกท่านว่าเราเป็นใคร?” 

16 Simon Peter replied, “You are the Christ, the Son of the living God.”

16 ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า “พระองค์เป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ”

17 And Jesus answered him, “Blessed are you, Simon Bar-Jonah! For flesh and blood has not revealed this to you, but my Father who is in heaven.

17 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย ท่านก็เป็นสุข เพราะมนุษย์ไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้แก่ท่าน แต่พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผยให้ทราบ

 

Jesus is saying much the same, there is a revelation here. "You called me good, but there is only one that is good, and that is God.

พระเยซูตรัสเช่นเดียวกันอีกมาก  ทรงเปิดเผยที่นี่ " ท่านเรียกเราว่าประเสริฐ   แต่มีเพียงผู้เดียวที่ประเสริฐและนั่นคือพระเจ้า

You called me good, because I am God. You have recognized something here.” 

ท่านเรียกเราว่าประเสริฐ ก็เพราะเราเป็นพระเจ้า ท่านได้รับรู้บางสิ่งที่นี่

But if you will enter into life, keep the commandments.

แต่ถ้าท่านจะเข้าไปมีชีวิตนิรันดร์  จงรักษาพระบัญญัติเถิด

Nothing is said of man's relationship to God.  He did not give him the first four commandments: Thou shalt have no other God's before me. Thou shalt not make any graven images, to bow down to them, to worship them. Thou shalt not take the name of the Lord thy God in vain. And remember the Sabbath day to keep it holy.

ไม่มีอะไรพูดถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระเจ้า   พระองค์ไม่ทรงให้บัญญัติทั้งสี่ข้อแรกแก่เขา  อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกจากเรา อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น   อย่าออกพระนามของพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร และจงระลึกถึงวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์

He didn't bring out any of the first four, man's relationship with God.

พระองค์ไม่ได้ทรงยกข้อใดออกจากบัญญัติสี่ข้อแรกนั้น ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระเจ้า

He only dealt with man's relationship with man because this man was a moralist.

ทรงเพียงแต่จัดการความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์   เพราะเป็นชายคนนี้มีศีลธรรม

He was that typical man, who was looking for a good work that he might do in order to inherit eternal life.

เขาเป็นคนที่มีระเบียบแบบฉบับ ผู้ที่กำลังแสวงหาการประพฤติดีที่เขาอาจนับเป็นคุณสมบัติที่เขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์

He was used to doing good works. His life was spent in doing good works.

เขาคุ้นเคยกับการประพฤติดี    เขาได้ใช้ชีวิตในการประพฤติแต่ความดี

And so Jesus gave to him those commandments that dealt with his relationship with his fellow man. [5]

และดังนั้นพระเยซูทรงให้บัญญัติเหล่านี้แก่เขาที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของเขากับเพื่อนร่วมชาติของเขา

 

The young man said, “All of these have I kept from my youth: but what do I lack? He knew something was missing. 

ชายหนุ่มคนนั้นทูลว่า "ทั้งหมดเหล่านี้ได้ข้าพเจ้าได้ถือรักษามาตั้งแต่หนุ่ม ๆ แต่ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีกบ้าง พระเยซูทรงรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป

And Jesus said unto him, If you will be complete then go and sell what you have, and give it to the poor, and you shall have treasure in heaven: and come and follow me.

และพระเยซูตรัสกับเขาว่า   ถ้าท่านปรารถนาเป็นผู้ที่ดีครบถ้วน  จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่ จกจ่ายให้แก่คนอนาถา    แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ แล้วจงตามเรามา

That was the individual commandment to that man.

นั่นคือพระบัญญัติสำหรับชายคนนั้นเพียงคนเดียว

It is not a universal application.

มันไม่ได้เป็นการนำไปใช้ทั่วสากล

This was not a requirement to any person who is going to be complete, or to have eternal life.

นี่ไม่ได้เป็นข้อเรียกร้องแก่บุคคลใดที่อยากมีความสมบูรณ์หรือมีชีวิตนิรันดร์

It doesn't mean that you've got to sell everything you have and distribute it to the poor.

มันไม่ได้หมายความว่าคุณต้องไปขายทุกสิ่งที่คุณมีและแจกจ่ายให้กับคนยากจน

And so Jesus when He says, "Go and sell what you have and distribute to the poor", is not a making a universal demand for those who would have eternal life.[6]

และดังนั้นพระเยซูตรัสว่า "จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่ และแจกจ่ายแก่คนยากจน"  ไม่ได้เป็นการเรียกร้องทั่วไปแก่บรรดาผู้ที่อยากมีชีวิตนิรันดร์

 

What the universal demand is, " come and follow me."  You cannot have eternal life apart from following Jesus Christ, but He will always put the finger on whatever it is in your life that's keeping you from following Him.

สิ่งที่เป็นเป็นความต้องการสากลคือ" จงตามเรามาแลเป็นสาวกของเรา" คุณไม่สามารถมีชีวิตนิรันดร์ได้โดยละเว้นการติดตามพระเยซูคริสต์   แต่พระองค์จะทรงใช้นิ้วพระหัตถ์ไปที่สิ่งที่อยู่ในชีวิตของคุณ    ที่กีดกั้นคุณจากการติดตามพระองค์

And with the case of this rich young ruler, the thing that was keeping him from following Jesus Christ was his riches. That was his god. [7]

และในกรณีของขุนนางหนุ่มที่มั่งมี  สิ่งนั้นที่ปิดกั้นเขาจากการติดตามพระเยซูคริสต์คือความมั่งคั่งของเขาเอง นั่นคือพระของเขา

 

Matthew มัทธิว 6:24 “No one can serve two masters, for either he will hate the one and love the other, or he will be devoted to the one and despise the other. You cannot serve God and money.

มัทธิว  6:24 “ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เพราะว่าเขาจะชังนายข้างหนึ่ง และรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้

 

The universal application is, "Come follow me".

ข้อที่นำมาประยุกต์ใช้สากลทั่วไปคือ " จงตามเรามา"

He is the way to completeness.

พระองค์ทรงเป็นทางที่จะนำไปสู่ความสมบูรณ์

He is the way to eternal life; there is not any real life apart from Him. 

พระองค์ทรงเป็นทางแห่งชีวิตนิรันดร์; ไม่มีชีวิตแท้จริงใดๆ นอกเหนือจากพระองค์

But when the young man heard that saying, he went away sorrowful: for he was so rich[8]

แต่เมื่อชายหนุ่มได้ยินคำตรัสนั้น   เขาก็ออกไปเป็นทุกข์เพราะเขามั่งมีมาก

 

Matthew 19:22-30 (ESV)

22 When the young man heard this he went away sorrowful, for he had great possessions.

22 เมื่อชายหนุ่มได้ยินถ้อยคำนั้นก็ออกไปเป็นทุกข์ เพราะเขามีทรัพย์สินจำนวนมาก

23 And Jesus said to his disciples, “Truly, I say to you, only with difficulty will a rich person enter the kingdom of heaven.

23 พระเยซูตรัสกับสาวกทั้งหลายของพระองค์ว่า   “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า   คนร่ำรวยจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ก็ยาก

24 Again I tell you, it is easier for a camel to go through the eye of a needle than for a rich person to enter the kingdom of God.”

24 เราบอกพวกท่านอีกว่า  ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ยังง่ายกว่าที่คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า” 

25 When the disciples heard this, they were greatly astonished, saying, “Who then can be saved?”

25 เมื่อพวกสาวกได้ยินก็อัศจรรย์มาก   จึงทูลว่า   “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้”

26 But Jesus looked at them and said, “With man this is impossible, but with God all things are possible.”

26 พระเยซูทอดพระเนตรดูบรรดาสาวก และตรัสว่า   “สิ่งนี้เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ แต่ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระเจ้า”

27 Then Peter said in reply, “See, we have left everything and followed you. What then will we have?”

27 แล้วเปโตรทูลพระองค์ว่า   “พวกข้าพระองค์สละสิ่งสารพัดตามพระองค์มา  แล้วพวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง”  

28 Jesus said to them, “Truly, I say to you, in the new world, when the Son of Man will sit on his glorious throne, you who have followed me will also sit on twelve thrones, judging the twelve tribes of Israel.

28 พระเยซูตรัสว่า  “ เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า  ในโลกใหม่เมื่อบุตรมนุษย์นั่งบนพระที่นั่งอันรุ่งโรจน์นั้น  พวกท่านที่ติดตามเรามาจะได้นั่งบนบัลลังก์สิบสองที่พิพากษาชนอิสราเอลสิบสองเผ่า

29 And everyone who has left houses or brothers or sisters or father or mother or children or lands, for my name's sake, will receive a hundredfold and will inherit eternal life.

29 และทุกคนที่สละบ้าน พี่น้องชายหญิง บิดามารดา บุตรหรือไร่นา เพราะเห็นแก่นามของเรา คนนั้นจะได้ผลร้อยเท่าและชีวิตนิรันดร์ด้วย 

30 But many who are first will be last, and the last first.

30 แต่หลายคนที่เป็นคนแรก  จะต้องกลับไปเป็นคนสุดท้าย   และคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนแรก

 

Matthew 6:31-33

 31 Therefore do not be anxious, saying, ‘What shall we eat?’ or ‘What shall we drink?’ or ‘What shall we wear?’

มัทธิว 6:31

31 เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายและกล่าวว่า จะเอาอะไรกิน  หรือจะเอาอะไรดื่ม  หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม

32 For the Gentiles seek after all these things, and your heavenly Father knows that you need them all.

32 เพราะว่าบรรดาคนต่างชาติแสวงหาสิ่งของทั้งปวงนี้  แต่ว่าพระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการสิ่งทั้งปวงนี้

33 But seek first the kingdom of God and his righteousness, and all these things will be added to you.

33 แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน   แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้

 

So our priority is not wealth but the kingdom of God.   

ดังนั้นสิ่งสำคัญลำดับแรกของเราไม่ใช่ความมั่งมี แต่เป็นแผ่นดินของพระเจ้า

When I worked for the telephone company I was often asked to work on Sunday, it was optional not mandatory. 

เมื่อผมทำงานให้กับ บริษัทโทรศัพท์นั้น ผมถูกขอให้ทำงานวันอาทิตย์  มันเป็นทางเลือกว่าจะเอาหรือไม่  มันไม่ใช่คำสั่งบังคับ

If I worked I would be paid time and a half. 

ถ้าผมรับทำงานนั้น  ผมจะได้เงินเพิ่มค่าล่วงเวลาหนึ่งเท่าครึ่ง

But I refused because that was the day to worship with my family, to learn more about God to seek first the kingdom of God. 

แต่ผมปฏิเสธเพราะเห็นว่าเป็นวันที่จะไปนมัสการร่วมกับครอบครัวของผม  อยากเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องพระเจ้าเพื่อที่จะแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน

 

Matthew 19:34 (ESV) “Therefore do not be anxious about tomorrow, for tomorrow will be anxious for itself. Sufficient for the day is its own trouble.

34 “ พราะฉะนั้นอย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้   เพราะว่าพรุ่งนี้ก็มีเรื่องกระวนกระวายของมันเอง   แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว

 

This seems to me where worry can really come in, when you start thinking way out into the future. 

สำหรับผมดูเหมือนว่าเริ่มมีความกังวลจริงๆ  เมื่อคุณเริ่มคิดหาทางออกสำหรับในอนาคต

We need to take one day at a time and focus on God, on righteousness, on holy living. 

เราจำเป็นต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งต่อวันและพุ่ความสนใจที่พระเจ้า  ที่ความชอบธรรม ในการใช้ชีวิตที่บริสุทธิ์

 

1 Timothy 6:6-12 (ESV)

6 Now there is great gain in godliness with contentment,

1 ทิโมธี 6:6-12

6 อันที่จริง การอยู่ในทางพระเจ้าพร้อมกับมีความพอใจก็เป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวง 

7 for we brought nothing into the world, and we cannot take anything out of the world.

7 เพราะว่า เราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกเช่นไร   เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้เช่นกัน 

8 But if we have food and clothing, with these we will be content.

8 ถ้ามีอาหารและเสื้อผ้า เราก็ควรพอใจในสิ่งเหล่านั้น

9 But those who desire to be rich fall into temptation, into a snare, into many senseless and harmful desires that plunge people into ruin and destruction.

9 ส่วนพวกที่อยากร่ำรวยก็ตกอยู่ในการล่อลวงและติดกับดักของความอยากมากมายที่โง่เขลาและอันตราย ซึ่งฉุดคนเราให้ลงไปสู่ความพินาศและความย่อยยับ 

10 For the love of money is a root of all kinds of evils. It is through this craving that some have wandered away from the faith and pierced themselves with many pangs.

10 เพราะว่าการรักเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งหมด ความโลภเงินทองนี้ที่ทำให้บางคนหลงไปจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์มากมาย

11 But as for you, O man of God, flee these things. Pursue righteousness, godliness, faith, love, steadfastness, gentleness.

11 แต่ท่านผู้เป็นคนของพระเจ้า จงหลีกหนีจากสิ่งเหล่านี้ และจงใฝ่หาความชอบธรรม ทางพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก  ความทรหดอดทน และความสุภาพอ่อนโยน 

12 Fight the good fight of the faith. Take hold of the eternal life to which you were called and about which you made the good confession in the presence of many witnesses.

12 จงต่อสู้อย่างเต็มที่เพื่อความเชื่อ จงยึดชีวิตนิรันดร์ให้มั่น คือชีวิตที่พระเจ้าทรงเรียกให้ท่านไปรับ ในตอนที่ท่านกล่าวคำยอมรับอันดีต่อหน้าพยานหลายคน

 

So what is more important to you, wealth or your relationship with Jesus? 

ดังนั้นสำหรับคุณอะไรสำคัญยิ่งกว่า  ความมั่งมีหรือความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับพระเยซู

Does Jesus have first place in your life?

พระเยซูทรงเป็นอันดับแรกในชีวิตของคุณไหม

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 2 พระธรรมมัทธิว15-28 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดยครอสเวย์  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย 



        [1] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Matthew 19.

         [2] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 19.

[3] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 19

[4] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 19

[5] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 19.

[6] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 19.

[7] Ibid.

         [8] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 19.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top