Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 20 Called to be Servants

มัทธิวบทที่ 20 ทรงเรียกให้เป็นผู้รับใช้

 

Some of the people I visited in the hospital as a chaplain, were in the last phase of their lives. 

ตอนที่ผมทำงานเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลเมื่อผมเป็นอนุศาสกโรงพยาบาล   บางคนได้ตกอยู่ในบั้นปลายของชีวิตแล้ว

They were elderly, or injured or ill and death was coming for them soon. 

พวกเขาอายุมากแล้ว  หรือได้รับบาดเจ็บ  หรือเจ็บป่วยและความตายกำลังจะถึงพวกเขาในเร็ว ๆ นี้

Some of them were not believers and yet at this time in their life they were open to hear the gospel. 

บางคนไม่ใช่ผู้เชื่อ  แต่กระนั้นในเวลานี้พวกเขาใช้ชีวิตที่เปิดใจฟังพระกิตติคุณ

But some of them would tell me, “no chaplain, I can’t believe now, it wouldn’t be fair” they would say, “others have lived their life for Jesus, but I haven’t and now it is too late.”

แต่พวกเขาบางคนจะบอกผมว่า "ไม่นะ อาจารย์ ฉันไม่สามารถรับเชื่อตอนนี้  มันจะไม่เป็นธรรม" พวกเขาจะพูดว่า "คนอื่นๆ ได้ใช้ชีวิตของเขาเพื่อพระเยซู แต่ฉันไม่ได้และตอนนี้มันจะสายเกินไป”

I would tell them, that as long as they have breath it is not too late to believe, and those who have believed a long time already will not complain, but instead rejoice that you are now believing.  

ผมก็จะบอกพวกเขาว่า  ตราบใดที่เขายังมีลมหายใจ  มันยังไม่สายเกินไปที่จะเชื่อ  และบรรดาผู้ที่เชื่อมานานแล้วจะไม่บ่นว่า  แต่ชื่นชมยินดีที่ตอนนี้คุณกำลังเชื่อ

I would then share this passage with them.  

จากนั้นผมจะแบ่งปันข้อพระธรรมตอนนี้กับพวกเขา

God wants to give eternal life to anyone who will believe in Him, who is willing to be a laborer, to be a servant. 

พระเจ้าทรงต้องการประทานชีวิตนิรันดร์แก่ทุกคน  ผู้ที่จะรับเชื่อในพระองค์คือผู้ที่ยินดีที่จะเป็นคนงาน  เป็นผู้รับใช้

 

Matthew 20:1-16 (NASB)

 1“For the kingdom of heaven is like a landowner who went out early in the morning to hire laborers for his vineyard.

มัทธิว20:1-16

1 เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนเจ้าของสวนคนหนึ่ง ที่ออกไปจ้างคนงานเพื่อสวนองุ่นของตนตั้งแต่เวลาเช้าตรู่ 

2 When he had agreed with the laborers for a denarius for the day, he sent them into his vineyard.

2 เมื่อตกลงกับคนงานวันละเดนาริอันแล้ว ก็ใช้ให้ไปทำงานในสวนองุ่น

And he went out about the third hour and saw others standing idle in the market place;

3 พอเวลาประมาณเก้าโมง เจ้าของสวนก็ออกไปอีก เห็นบางคนยืนอยู่ว่างๆ กลางตลาด

4 and to those he said, ‘You also go into the vineyard, and whatever is right I will give you.’ And so they went.

4 จึงพูดกับเขาทั้งหลายว่า ‘พวกท่านก็ไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด เราจะให้ค่าจ้างแก่ท่านตามสมควร’ แล้วพวกเขาก็พากันไป  

5 Again he went out about the sixth and the ninth hour, and did the same thing.

5 พอเวลาเที่ยงและเวลาบ่ายสามโมง เจ้าของสวนก็ออกไปอีก และทำเหมือนเดิม

6 And about the eleventh hour he went out and found others standing around; and he said to them, ‘Why have you been standing here idle all day long?’

6 ประมาณห้าโมงเย็นก็ออกไปอีกครั้งหนึ่งและพบอีกพวกหนึ่งยืนอยู่ จึงพูดกับเขาทั้งหลายว่า ‘พวกท่านยืนอยู่ว่างๆ ที่นี่ทั้งวันทำไม?'

7 They said to him, ‘Because no one hired us.’ He said to them, ‘You go into the vineyard too.’

7 เขาทั้งหลายตอบว่า ‘เพราะว่าไม่มีใครจ้างเรา’ เจ้าของสวนบอกว่า ‘ท่านก็จงไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด’  

8 “When evening came, the owner of the vineyard said to his foreman, ‘Call the laborers and pay them their wages, beginning with the last group to the first.’

8 เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ เจ้าของสวนสั่งผู้จัดการว่า ‘ไปเรียกพวกคนงานมา แล้วให้ค่าจ้างแก่พวกเขา เริ่มจากพวกสุดท้ายจนถึงพวกแรก

9 When those hired about the eleventh hour came, each one received a denarius.

9 พวกที่มาทำงานเวลาประมาณห้าโมงเย็นนั้นได้ค่าจ้างคนละหนึ่งเดนาริอัน

10 When those hired first came, they thought that they would receive more; but each of them also received a denarius.

10 พวกแรกจึงคิดว่าเขาจะได้มากกว่านั้น แต่ก็ได้คนละหนึ่งเดนาริอันเหมือนกัน 

11 When they received it, they grumbled at the landowner,

11 เมื่อพวกเขารับเงินแล้วก็บ่นต่อว่าเจ้าของสวน 

12 saying, ‘These last men have worked only one hour, and you have made them equal to us who have borne the burden and the scorching heat of the day.’

12 ว่า ‘พวกสุดท้ายทำงานแค่ชั่วโมงเดียว แต่ท่านกลับให้ค่าจ้างพวกเขาเท่ากับเราที่ทำงานตรากตรำกลางแดดตลอดวัน’ 

13 But he answered and said to one of them, ‘Friend, I am doing you no wrong; did you not agree with me for a denarius?

13 เจ้าของสวนก็ตอบคนหนึ่งในพวกนั้นว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เราไม่ได้โกงท่านเลย ท่านตกลงกับเราวันละหนึ่งเดนาริอันไม่ใช่หรือ? 

14 Take what is yours and go, but I wish to give to this last man the same as to you.

14 รับค่าจ้างของท่านไปเถิด เราต้องการจะให้กับคนสุดท้ายนี้เท่ากับท่าน 

15 Is it not lawful for me to do what I wish with what is my own? Or is your eye envious because I am generous?’

15 เราจะใช้เงินทองของเราตามใจตัวเองไม่ได้หรือ? ทำไมท่านอิจฉาเมื่อเห็นเราใจดี?’ 

16 So the last will be first, and the first last.”

16 อย่างนั้นแหละ คนที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนแรก และคนที่เป็นคนแรกจะกลับเป็นคนสุดท้าย” 

 

So, the land owner hired people at 6:00 a.m., 9:00 a.m., 12:00 p.m., 3:00 p.m. and 5:00 p.m.  and quitting time was 6:00 p.m. 

ดังนั้นเจ้าของที่ดินได้จ้างคนทำงานเวลา 6:00 น. 09:00 น. 12:00 น. 15:00 น. และ 17:00 น. และเลิกงานใเวลา 18:00 น.

Those hired earlier in the day thought that they would be paid more, but each was paid the same. 

ผู้ที่ถูกว่าจ้างให้ทำงานเช้ากว่าคนอื่นๆวันนั้นจะคิดว่าพวกเขาน่าจะได้รับเงินมากกว่าแต่ว่าทุกคนได้รับค่าจ้างเท่ากัน

There are those who believe in Jesus just before they die. 

มีบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเยซูก่อนที่พวกเขาจะตาย

They miss out on living their whole life with Jesus but they do still have eternal life.

พวกเขาพลาดโอกาสในการใช้ชีวิตทั้งหมดกับพระเยซู แต่พวกเขาก็ยังได้รับชีวิตนิรันดร์

Jesus is all knowing, He knows what is going to happen to Him soon in Jerusalem and wants to prepare His disciples. 

พระเยซูทรงรอบรู้ทุกอย่าง  ทรงรู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นกับพระองค์ในเร็ว ๆ นี้ในกรุงเยรูซาเล็ม  และทรงต้องการที่จะเตรียมเหล่าสาวกของพระองค์ไว้พร้อม

 

Matthew 20:17-19 (NASB )

17 As Jesus was about to go up to Jerusalem, He took the twelve disciples aside by themselves, and on the way He said to them,

มัทธิว20:17-19

17 ขณะพระเยซูกำลังเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ทรงพาสาวกสิบสองคนไปกันตามลำพังและตรัสกับเขาทั้งหลายตามทางว่า 

18 “Behold, we are going up to Jerusalem; and the Son of Man will be delivered to the chief priests and scribes, and they will condemn Him to death,

18 “ฟังนะ พวกเราจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และบุตรมนุษย์จะถูกมอบไว้กับพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ และพวกเขาจะลงโทษท่านถึงตาย 

19 and will hand Him over to the Gentiles to mock and scourge and crucify Him, and on the third day He will be raised up.”

19 ทั้งจะมอบตัวท่านไว้กับพวกต่างชาติเพื่อให้เยาะเย้ย เฆี่ยนตีและตรึงไว้ที่กางเขน และวันที่สามจะเป็นขึ้นมาใหม่”

 

Jesus gave details of what would happen. He knows that He soon is going to be betrayed, arrested, mocked, scourged, and crucified. 

พระเยซูทรงเล่ารายละเอียดของสิ่งที่จะเกิดขึ้น ทรงรู้ดีว่าในเร็ว ๆ นี้ จะทรงถูกทรยศ  หักหลัง  ถูกจับกุม  ถูกเยาะเย้ย  ถูกโบยตีและถูกตรึงกางเขน

To be scourged means to be whipped with a whip that has metal and glass in the leather designed to tear the skin and make the prisoner admit his crimes. 

การถูกโบยตีหมายถึงการถูกเฆี่ยนด้วยแส้ที่มีเศษโลหะและเศษแก้วติดในแส้หนังที่ออกแบบมาเพื่อครูดผิวหนังให้ฉีกขาด  และทำให้นักโทษยอมรับสารภาพว่าเขาก่ออาชญากรรม

Jesus had no crimes to confess. 

พระเยซูไม่ได้ทรงก่ออาชญากรรมที่จะต้องทรงสารภาพ

So He was silent before His accusers. 

ดังนั้นทรงนิ่งเงียบต่อหน้าพวกโจทก์ที่กล่าวหาพระองค์

 

Isaiah 53:5-7 (ESV)

5 But he was wounded for our transgressions; he was crushed for our iniquities; upon him was the chastisement that brought us peace, and with his stripes we are healed.

อิสยาห์ 53:5-7

5 แต่ท่านถูกแทงเพราะความทรยศของเรา ท่านบอบช้ำเพราะความบาปผิดของเราการตีสอนที่ตกบนท่านนั้นทำให้พวกเรามีสวัสดิภาพ และที่ท่านถูกเฆี่ยนตีก็ทำให้เราได้รับการรักษา

6 All we like sheep have gone astray; we have turned everyone to his own way; and the LORD has laid on him the iniquity of us all.

6 เราทุกคนหลงทางไปเหมือนแกะ  ต่างคนต่างหันไปตามทางของตนเอง  และพระยาเวห์ทรงวางความบาปผิดของเราทุกคนบนตัวท่าน

7 He was oppressed, and he was afflicted, yet he opened not his mouth; like a lamb that is led to the slaughter, and like a sheep that before its shearers is silent, so he opened not his mouth.

7 ท่านถูกบีบบังคับและถูกข่มใจ  ถึงกระนั้นท่านก็ไม่ปริปาก  เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า  และเหมือนแกะที่เป็นใบ้ต่อหน้าผู้ตัดขนของมันเช่นใด  ท่านก็ไม่ปริปากของท่านเลยเช่นนั้น  

 

Some disciples wanted to be the big bosses but Jesus wants us to be servants.

สาวกบางคนอยากจะเป็นเจ้านายใหญ่ แต่พระเยซูทรงต้องการให้เราเป็นผู้รับใช้

 

Matthew 20:20-23 (NASB)

20 Then the mother of the sons of Zebedee came to Jesus with her sons, bowing down and making a request of Him.

มัทธิว 20:20-23

20 ขณะนั้นมารดาของบุตรทั้งสองของเศเบดี มาเฝ้าพระองค์พร้อมกับบุตร นางกราบและทูลขอสิ่งหนึ่งจากพระองค์ 

21 And He said to her, “What do you wish?” She *said to Him, “Command that in Your kingdom these two sons of mine may sit one on Your right and one on Your left.”

21 พระองค์จึงตรัสถามนางว่า “ท่านปรารถนาอะไรนางทูลว่า “ขอพระองค์รับสั่งตั้งบุตรทั้งสองของข้าพระองค์ให้นั่งเบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง และเบื้องซ้ายคนหนึ่งในราชอาณาจักรของพระองค์” ”

22 But Jesus answered, “You do not know what you are asking. Are you able to drink the cup that I am about to drink?” They said to Him, “We are able.”

22 แต่พระเยซูตรัสตอบว่า “พวกท่านไม่เข้าใจในสิ่งที่ขอนั้น ถ้วยที่เราจะดื่มนั้นท่านจะดื่มได้หรือพวกเขาทูลว่า “ได้พระเจ้าข้า” 

23 He said to them, “My cup you shall drink; but to sit on My right and on My left, this is not Mine to give, but it is for those for whom it has been prepared by My Father.”

23 พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “พวกท่านจะดื่มถ้วยของเราแน่ แต่การที่จะให้นั่งข้างขวาและข้างซ้ายของเรานั้นไม่ใช่เราเป็นผู้ให้ แต่จะให้กับคนเหล่านั้นที่พระบิดาของเราทรงเตรียมไว้”

 

So these two men, James and John were asking for a position of authority and respect, to be seated on the right and the left of the Lord Jesus. 

ดังนั้นสาวกสองคนนี้  คือยากอบและอห์นกำลังทูลขอตำแหน่งที่มีสิทธิอำนาจและความเคารพนับถือ  เพื่อที่จะได้นั่งอยู่ด้านขวาและด้านซ้ายของพระเยซูเจ้า

Jesus asks them if they are willing to drink his cup, meaning to share in His suffering and death. 

พระเยซูตรัสถามพวกเขาว่า  พวกเขายินดีที่จะดื่มจากถ้วยของพระองค์ไหม หมายถึงการมีส่วนร่วมในความทุกข์ทรมานและความตายของพระองค์

They say they are ready.

พวกเขากล่าวว่าพวกเขาพร้อมเสมอ

 

We read in the book of Acts that Herod stretched forth his hands against the church and had James beheaded. That's one of the two. 

เราได้อ่านในพระธรรมกิจการ   ที่เฮโรดได้ยื่นมือออกมาต่อต้านคริสตจักรและสั่งให้ตัดศีรษะของยากอบ  นั่นเป็นสาวกคนหนึ่งในสองคนที่ถูกตัดหัว

The proper attitude for these two, is not one of power over others but instead is to be a humble servant.

ทัศนคติที่ถูกต้องสำหรับสองคนนี้  ไม่ใช่เป็นคนที่ใช้อำนาจเหนือคนอื่น ๆ แต่จะต้องเป็นผู้รับใช้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน

 

Philippians 2:3-8 (ESV)

3 Do nothing from rivalry or conceit, but in humility count others more significant than yourselves.

ฟีลิปปี2:3-8

ฟีลิปปี 2:3-8 3 อย่าทำสิ่งใดด้วยการชิงดีหรือถือดี แต่จงถือว่าคนอื่นดีกว่าตัวด้วยใจถ่อม 

4 Let each of you look not only to his own interests, but also to the interests of others.

4 อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆ ด้วย 

5 Have this mind among yourselves, which is yours in Christ Jesus,

5 จงมีจิตใจเช่นนี้ในพวกท่านเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 

6 who, though he was in the form of God, did not count equality with God a thing to be grasped,

6 ผู้ทรงสภาพเป็นพระเจ้า ไม่ทรงถือว่าความทัดเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะต้องยึดไว้ 

7 but made himself nothing, taking the form of a servant, being born in the likeness of men.

7 แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์

8 And being found in human form, he humbled himself by becoming obedient to the point of death, even death on a cross.

8 พระองค์ทรงถ่อมตัวลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา  กระทั่งมรณาบนกางเขน  

 

Matthew 20:24-28 (NASB)

24 And hearing this, the ten became indignant with the two brothers.

มัทธิว 20:24-28  24 เมื่อสาวกสิบคนนั้นได้ยินแล้วก็โกรธพี่น้องสองคนนั้น 

25 But Jesus called them to Himself and said, “You know that the rulers of the Gentiles lord it over them, and their great men exercise authority over them.

25 พระเยซูทรงเรียกพวกเขามาตรัสว่า “พวกท่านรู้อยู่ว่าบรรดาผู้ครอบครองของคนต่างชาติ ย่อมเป็นเจ้านายอยู่เหนือพวกเขา และพวกที่เป็นใหญ่ก็ใช้อำนาจบังคับเขา 

26 It is not this way among you, but whoever wishes to become great among you shall be your servant,

26 ในพวกท่านจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่ถ้ามีใครต้องการเป็นใหญ่ในพวกท่าน คนนั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติของท่าน 

27 and whoever wishes to be first among you shall be your slave;

27 และถ้าใครต้องการจะเป็นนาย คนนั้นจะต้องเป็นทาสของพวกท่าน 

28 just as the Son of Man did not come to be served, but to serve, and to give His life a ransom for many.”

28 เหมือนบุตรมนุษย์ที่ไม่ได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อปรนนิบัติคนอื่น และให้ชีวิตของท่านเป็นค่าไถ่คนจำนวนมาก”

 

Are you seeking a special place of honor, or are you seeking to serve others?

คุณกำลังมองหาที่นั่งพิเศษที่มีเกียรติ หรือคุณกำลังพยายามจะรับใช้คนอื่น ๆ

They're on the way to Jerusalem; they've come down the Jordan Valley. They've come to Jericho.

พวกเขากำลังเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม พวกเขาได้ลงมาตามหุบเขาจอร์แดน พวกเขาได้มาถึงเมืองเยรีโคแล้ว

 

Matthew 20:29-34 (NASB)

29 As they were leaving Jericho, a large crowd followed Him.

มัทธิว20:29-34  

29  เมื่อพระองค์กับพวกสาวกกำลังออกไปจากเมืองเยรีโค มีมหาชนติดตามพระองค์ไป 

30  And two blind men sitting by the road, hearing that Jesus was passing by, cried out, “Lord, have mercy on us, Son of David!”

30 และมีคนตาบอดสองคนนั่งอยู่ริมหนทาง เมื่อได้ยินว่าพระเยซูเสด็จมา จึงร้องว่า “[องค์พระผู้เป็นเจ้า]ผู้ทรงเป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาพวกข้าพระองค์เถิด” 

31 The crowd sternly told them to be quiet, but they cried out all the more, “Lord, Son of David, have mercy on us!”

31 ฝูงชนก็ห้ามเขาทั้งสองและให้นิ่งเสีย แต่เขายิ่งร้องขึ้นอีกว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาพวกข้าพระองค์เถิด”

32 And Jesus stopped and called them, and said, “What do you want Me to do for you?”

32 พระเยซูทรงหยุดยืนอยู่ ทรงเรียกเขามาและตรัสว่า “ท่านทั้งสองต้องการให้เราทำอะไรเพื่อท่าน” 

33 They said to Him, “Lord, we want our eyes to be opened.”

33 เขาทั้งสองทูลว่า  “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้นัยน์ตาของข้าพระองค์ทั้งสองหายบอด”

34 Moved with compassion, Jesus touched their eyes; and immediately they regained their sight and followed Him.

34 พระเยซูทรงแตะต้องนัยน์ตาของเขาทั้งสองด้วยพระทัยสงสาร ในทันใดนั้นเขาทั้งสองก็มองเห็นและติดตามพระองค์ไป”

 

The two blind men saw this as their one opportunity for a whole new life.

ชายตาบอดทั้งสองคนเห็นว่านี่เป็นโอกาสหนึ่งของพวกเขาที่จะมีชีวิตใหม่ทั้งหมด

And so they began to cry out to Jesus. They couldn't see Him.

ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มร้องตะโกนเรียกพระเยซู พวกเขามองไม่เห็นพระองค์

They could probably tell the direction in the flow, the crowd, which direction He was, but they began to cry out to Jesus.

พวกเขาอาจพอจับทิศทางตามการเคลื่อนตัวของฝูงชน  ซึ่งเป็นทิศทางที่พระองค์ประทับอยู่  เขาทั้งสองก็เริ่มร้องตะโกนเรียกพระเยซู

And the multitude around them said, "Shut up, hold your peace."

และฝูงชนมากมายรอบตัวพวกเขากล่าวว่า "เจ้านิ่งเสีย จงอยู่ในความสงบ"

Trying to discourage them from seeking Jesus.

พยายามทำให้พวกเขาท้อใจในการแสวงหาพระเยซู

But they were so desperate, they weren't discouraged, they even cried louder, "Jesus, thou son of David have mercy on us."

แต่พวกเขาผิดหวังมากแต่ก็ไม่ท้อแท้ใจ   พวกเขายังร้องเสียงดังขึ้นอีก "พระเยซูเจ้าข้า  บุตรดาวิด  ขอทรงมีพระเมตตาต่อเรา."

And Jesus heard their cry and stood still.  He said, "Call those fellows to me."

และพระเยซูทรงได้ยินเสียงร้องของพวกเขา และทรงยืนนิ่ง ทรงตรัสว่า "จงเรียกคนเหล่านั้นมาหาเรา"

Jesus asked them, "What do you want?" They said, "Lord, if we could just see."

พระเยซูตรัสถามพวกเขา "พวกเจ้าต้องการอะไร?" พวกเขาทูลตอบว่า "พระเจ้าข้า ขอเพียงแต่ให้เราสามารถมองเห็นได้"

And He had compassion upon them, and healed them. And they joined the crowd following Him on up to Jerusalem.

และพระองค์ก็ทรงมีพระทัยเมตตาสงสารแล้วทรงรักษาพวกเขาให้หาย  และพวกเขาเข้าร่วมฝูงชนติดตามพระองค์ขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มด้วย

 

Remember at this point the heart of Jesus is very heavy, because He knows that He soon is going to be betrayed, mocked, scourged, and crucified.

จำได้ว่า ณ จุดนี้พระเยซูทรงหนักพระทัยมาก  เพราะทรงรู้ดีว่าในเร็ว ๆ นี้กำลังจะทรงถูกทรยศ  ถูกเยาะเย้ย  ถูกโบยตีและถูกตรึงที่กางเขน

And yet He takes time still to minister to the needs of others. He was never too busy to minister to individual needs. [1]

ต่กระนั้นพระองค์ยังทรงใช้เวลาในการเทศนาสั่งสอนเพื่อความต้องการของคนอื่นได้  พระองค์ไม่เคยทรงยุ่งมากเกินไปจนเทศนาสั่งสอนเพื่อความต้องการของคนอื่นไม่ได้

 

We have to do the same, never be too busy where we can’t still serve people and meet their needs.

เราต้องทำเช่นเดียวกัน  อย่ามัวยุ่งธุระมากเกินไปจนเราไม่สามารถรับใช้ประชาชนและตอบสนองความต้องการของพวกเขา

God wants each of us to be servants.

พระเจ้าทรงต้องการให้เราแต่ละคนเป็นผู้รับใช้

What can you do to serve God? 

คุณสามารถทำอะไรได้เพื่อรับใช้พระเจ้า

What can you do to serve other people?

คุณสามารถทำอะไรที่จะรับใช้คนอื่น ๆ

Will you be a servant? 

คุณจะเป็นผู้รับใช้หรือไม่

 

The Gospel or Good News is God loves you.

ข่าวประเสริฐหรือข่าวดีก็คือพระเจ้าทรงรักคุณ

 

John 3:16 For God so loved the world that he gave his only Son that whoever believes in him should not perish but have eternal life.

ยอห์น3:16 พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้  คือได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ  แต่มีชีวิตนิรันดร์

 

Romans 3:23 For all have sinned and fallen short of the glory of God

โรม 3:23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

 

Romans 6:23 For the wages of sin is death, but the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.

โรม 6:23 เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย   แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

 

That gift must be received.

ของประทานที่เราต้องได้รับ

 

John 1:12 But as many as received him to them gave he power to become the children of God, even to them that believe on his name.

ยอห์น1:12 แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์ คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์นั้น พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า 

 

Jesus, the perfect Son of God, died for us on the cross and came alive again.

พระเยซูคริสต์พระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าได้สิ้นพระชนม์เพื่อเราบนกางเขนและทรงฟื้นคืนพระชนม์อีกครั้ง

 

1 Corinthians 15:3-4

3For I delivered to you as of first importance what I also received: that Christ died for our sins in accordance with the Scriptures, _

1โครินธ์ 15:3-4

3เพราะว่าข้าพเจ้าได้มอบเรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมานั้นแก่พวกท่านคือพระคริสต์วายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

4 that he was buried, that he was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4 และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

 

If you want to receive Christ as your Savior and turn from your sins, you can ask Him to be your Savior and Lord by praying a prayer like this:

          ถ้าคุณต้องการที่จะต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณและหันจากความบาปของคุณ คุณสามารถทูลขอให้พระองค์เป็นผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้าของคุณโดยอธิษฐานเช่นนี้:

Lord Jesus, I believe You are the Son of God.

องค์พระเยซูเจ้า  ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

Thank You for dying on the cross for my sins.

ขอบพระคุณสำหรับการตายนกางเขนสำหรับความบาปของข้าพเจ้า

Please forgive my sins and give me the gift of eternal life.

ขอทรงโปรดให้อภัยบาปและประทานชีวิตนิรันดร์แก่ข้าพเจ้า

I ask You into my life and heart to be my Lord and Savior.

ข้าพเจ้าขอให้พระองค์เสด็จเข้าสู่ชีวิตและจิตใจของข้าพเจ้าและเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

I want to serve You always.

ข้าพเจ้าต้องการรับใช้พระองค์ทรงเสมอ

In Jesus name I pray, Amen.

อธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 2 พระธรรมมัทธิว15-28 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดยครอสเวย์ พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

`         Scripture quotations from the New American Standard Bible® (NASB), Copyright © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 by The Lockman Foundation Used by permission. www.Lockman.org

ข้อเสนอจากพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับใหม่ (NASB) ลิขสิทธิ์ © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 โดยมูลนิธิลอคแมน ใช้โดยได้รับอนุญาต www.Lockman.org

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



[1] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Matthew 20.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top