Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 3 John the Baptist and the Baptism of Jesus

มทธิวบทที่ 3 ยอห์น ผู้ให้บัพติสมาและการล้างบาปของพระเยซู

 

We learned last week although Bethlehem was the place of His birth, Nazareth was the place where Jesus had lived until He began His public ministry, and therefore He is said to be “of Nazareth.” 

อาทิตย์ที่แล้วเราได้เรียนว่า   ถึงแม้ว่าเบธเลเฮ็มจะเป็นสถานที่ประสูติของพระองค์  นาซาเรธก็เป็นสถานที่พระเยซูทรงประทับอยู่   จนกระทั่งถึงเวลาที่ทรงออกไปทำพันธกิจรับใช้  และดังนั้นพระองค์จึงทรงถูกขานพระนามว่า “ชาวนาซาเรธ”

The wise men were wise indeed, to come and search for the Lord Jesus to worship Him.  Wise people today still seek the Lord.  Are you seeking to know Him more?  Are you helping to make Him known to others?    

แท้จริงนักปราชญ์เป็นคนฉลาด  ที่ได้มาติดตามหาพระเยซูเจ้าเพื่อนมัสการพระองค์  คนฉลาดทุกวันวันนี้ยังคงแสวงหาพระเจ้า   คุณล่ะกำลังอยากจะรู้จักพระองค์ไหม   คุณกำลังจะช่วยให้คนอื่นๆ มารู้จักพระองค์ไหม

Luke wrote about the miraculous birth of one called John the Baptist. 

ท่านลูกาได้เขียนบันทึกเรื่องการเกิดอย่างอัศจรรย์ของชายที่ชื่อว่า ยอห์น ผู้ให้บัพติสมา

 

Luke 1:5-25

5 In the days of Herod, king of Judea, there was a priest named Zechariah, of the division of Abijah. And he had a wife from the daughters of Aaron, and her name was Elizabeth.

ลูกา 1:5-25

5 ในรัชกาลของเฮโรดกษัตริย์ของยูเดีย มีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อเศคาริยาห์ซึ่งอยู่ในกองเวรอาบียาห์ ภรรยาของเศคาริยาห์ชื่อเอลีซาเบธ อยู่ในตระกูลอาโร

6 And they were both righteous before God, walking blamelessly in all the commandments and statutes of the Lord.

6 ท่านทั้งสองเป็นคนชอบธรรมต่อพระเจ้าและดำเนินตามบัญญัติและกฎหมายทั้งปวงขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่มีที่ติเลย

7 But they had no child, because Elizabeth was barren, and both were advanced in years.

7 แต่ท่านทั้งสองไม่มีบุตร เพราะว่านางเอลีซาเบธเป็นหมัน และท่านทั้งสองก็ชราแล้ว

8 Now while he was serving as priest before God when his division was on duty,

8 เมื่อเศคาริยาห์ทำหน้าที่ปุโรหิตเข้าเฝ้าพระเจ้าในคราวที่กองเวรของท่านเข้าประจำการ

9 according to the custom of the priesthood, he was chosen by lot to enter the temple of the Lord and burn incense.

9 ท่านเป็นผู้ที่จับได้ฉลากตามธรรมเนียมของปุโรหิต จึงต้องเข้าไปในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเผาเครื่องหอมบูชา

10 And the whole multitude of the people were praying outside at the hour of incense.

10ส่วนประชาชนอธิษฐานอยู่ข้างนอกในระหว่างที่เผาเครื่องหอมนั้น11 And there appeared to him an angel of the Lord standing on the right side of the altar of incense.

11 มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่เศคาริยาห์ ยืนอยู่ที่ข้างขวาแท่นเผาเครื่องหอมนั้น

12 And Zechariah was troubled when he saw him, and fear fell upon him.

12 เมื่อเศคาริยาห์เห็นก็ตกใจกลัว

13 But the angel said to him, “Do not be afraid, Zechariah, for your prayer has been heard, and your wife Elizabeth will bear you a son, and you shall call his name John.

13 แต่ทูตสวรรค์องค์นั้นกล่าวแก่ท่านว่า “เศคาริยาห์เอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะพระองค์ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว นางเอลีซาเบธภรรยาของท่านจะให้กำเนิดบุตรชาย ท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น

14 And you will have joy and gladness, and many will rejoice at his birth,

14 ท่านจะมีความยินดีและเปรมปรีดิ์ และคนจำนวนมากจะชื่นชมยินดีที่บุตรนั้นเกิดมา

15 for he will be great before the Lord. And he must not drink wine or strong drink, and he will be filled with the Holy Spirit, even from his mother's womb.

15เพราะว่าเขาจะเป็นใหญ่เฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า เขาจะไม่ดื่มน้ำองุ่นหมักและเหล้าเลยและเขาจะเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

16 And he will turn many of the children of Israel to the Lord their God,

16เขาจะนำพงศ์พันธุ์อิสราเอลหลายคนให้หันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของพวกเขา

17 and he will go before him in the spirit and power of Elijah, to turn the hearts of the fathers to the children, and the disobedient to the wisdom of the just, to make ready for the Lord a people prepared.”

17 เขาจะนำหน้าพระองค์ด้วยจิตวิญญาณและฤทธิ์เดชของเอลียาห์ ให้พ่อกลับคืนดีกับลูก และให้คนดื้อด้านกลับได้ปัญญาของคนชอบธรรม เพื่อจัดเตรียมชนชาติหนึ่งไว้ให้พร้อมสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า” 18 And Zechariah said to the angel, “How shall I know this? For I am an old man, and my wife is advanced in years.”

18เศคาริยาห์จึงพูดกับทูตสวรรค์ว่า “ข้าพเจ้าจะรู้แน่ได้อย่างไร เพราะข้าพเจ้าชราและภรรยาก็อายุมากแล้ว

19 And the angel answered him, “I am Gabriel, who stands in the presence of God, and I was sent to speak to you and to bring you this good news.

19ทูตสวรรค์องค์นั้นจึงตอบว่า “เราคือกาเบรียลซึ่งยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพระองค์ทรงใช้ให้มาพูดกับท่านและนำข่าวดีนี้มาแจ้ง

20 And behold, you will be silent and unable to speak until the day that these things take place, because you did not believe my words, which will be fulfilled in their time.”

20 นี่แน่ะ เพราะท่านไม่ได้เชื่อถ้อยคำของเราที่จะสำเร็จตามกำหนด ท่านจะเป็นใบ้ พูดไม่ได้จนกว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น”

21 And the people were waiting for Zechariah, and they were wondering at his delay in the temple.

21 คนทั้งหลายที่คอยเศคาริยาห์ก็ประหลาดใจเพราะท่านอยู่ในพระวิหารนานมาก

22 And when he came out, he was unable to speak to them, and they realized that he had seen a vision in the temple. And he kept making signs to them and remained mute.

22เมื่อท่านออกมาก็พูดกับพวกเขาไม่ได้ คนทั้งหลายจึงตระหนักว่าท่านได้เห็นนิมิตในพระวิหาร ท่านเอาแต่ทำบุ้ยใบ้กับพวกเขาและพูดไม่ได้อยู่อย่างนั้น

 23 And when his time of service was ended, he went to his home.

23 เมื่อหมดเวรของท่านแล้ว ท่านก็กลับบ้าน

24 After these days his wife Elizabeth conceived, and for five months she kept herself hidden, saying,

24 ภายหลังนางเอลีซาเบธภรรยาของท่านตั้งครรภ์ และอยู่กับบ้านอย่างเงียบๆ ห้าเดือน นางกล่าวว่า

25 “Thus the Lord has done for me in the days when he looked on me, to take away my reproach among people.”

25“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำเช่นนี้แก่ข้าพเจ้าในวันที่พระองค์ทอดพระเนตร เพื่อว่าความอดสูของข้าพเจ้าที่มีอยู่ท่ามกลางคนทั้งปวงจะหมดสิ้นไป”

 

Further down in Luke chapter 1 we read about Mary’s visit with Elizabeth.

ยิ่งกว่านั้นในตอนท้ายพระธรรมลูกาบทที่ 1 เราอ่านเรื่องของมารีย์ที่ไปเยี่ยมเยียนนางเอลีซาเบธ

 

Luke 1:39-46

39 In those days Mary arose and went with haste into the hill country, to a town in Judah,

ลูกา 1:39-46

39 ในเวลานั้นมารีย์จึงรีบไปยังเมืองหนึ่งในแถบภูเขาแคว้นยูเดีย

40 and she entered the house of Zechariah and greeted Elizabeth.

40 แล้วเข้าไปในบ้านของเศคาริยาห์ทักทายปราศรัยกับนางเอลีซาเบธ

41 And when Elizabeth heard the greeting of Mary, the baby leaped in her womb. And Elizabeth was filled with the Holy Spirit,

41 เมื่อนางเอลีซาเบธได้ยินคำทักทายของมารีย์ ทารกในครรภ์ของนางก็ดิ้น และนางเอลีซาเบธก็เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

42 and she exclaimed with a loud cry, “Blessed are you among women, and blessed is the fruit of your womb!

42 จึงร้องเสียงดังว่า “ในบรรดาสตรีเธอได้รับพรมาก และทารกในครรภ์ของเธอก็ได้รับพระพรด้วย

43 And why is this granted to me that the mother of my Lord should come to me?

43 ทำไมฉันถึงได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ คือมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าของฉันมาหา

44 For behold, when the sound of your greeting came to my ears, the baby in my womb leaped for joy.

44 นี่แน่ะ พอเสียงทักทายของเธอเข้าถึงหูของฉัน ทารกในครรภ์ของฉันก็ดิ้นด้วยความเปรมปรีดิ์

45 And blessed is she who believed that there would be a fulfillment of what was spoken to her from the Lord.” 

45 ความสุขเป็นของสตรีที่เชื่อว่าสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเธอนั้นจะสำเร็จ”

 

Luke 1:56-64

56 And Mary remained with her about three months and returned to her home.

ลูกา 1:56-64

56มารีย์อาศัยอยู่กับนางเอลีซาเบธประมาณสามเดือน แล้วจึงกลับไปยังบ้านของตน

57 Now the time came for Elizabeth to give birth, and she bore a son.

57เมื่อถึงเวลาที่นางเอลีซาเบธจะคลอดบุตร นางก็คลอดบุตรชาย

58 And her neighbors and relatives heard that the Lord had shown great mercy to her, and they rejoiced with her.

58 เมื่อเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องของนางได้ยินว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาแก่นางอย่างมาก เขาทั้งหลายก็พากันชื่นชมยินดี

59 And on the eighth day they came to circumcise the child. And they would have called him Zechariah after his father,

59 พอถึงวันที่แปด เขาก็พากันมาให้ทารกนั้นเข้าสุหนัต และเขาจะตั้งชื่อทารกว่าเศคาริยาห์ตามชื่อบิดา

60 but his mother answered, “No; he shall be called John.”

60 แต่มารดาตอบว่า “ไม่ได้ ต้องตั้งชื่อว่ายอห์น

61 And they said to her, “None of your relatives is called by this name.”

61พวกเขาตอบนางว่า “ไม่มีใครในพวกญาติของท่านที่มีชื่ออย่างนั้น”

62 And they made signs to his father, inquiring what he wanted him to be called.

62แล้วพวกเขาจึงทำบุ้ยใบ้กับบิดาถามว่าท่านอยากจะให้บุตรนั้นชื่ออะไร

63 And he asked for a writing tablet and wrote, “His name is John.” And they all wondered.

63 บิดาจึงขอกระดานชนวนมา   เขียนว่า   “ชื่อของบุตรคือ   ยอห์น”   คนทั้งหลายก็ประหลาดใจนัก

64 And immediately his mouth was opened and his tongue loosed, and he spoke, blessing God.

64 ทันใดนั้นปากและลิ้นของท่านก็กลับเป็นปกติพูดได้อีก แล้วท่านกล่าวสรรเสริญพระเจ้า

 

John the Baptist Prepares the Way

ยอห์น ผู้ให้บัพติสมา เตรียมทางไว้

 

So, this cousin of Jesus was chosen by God to prepare the way for Jesus coming.  He began preaching out in the wilderness, telling people to repent. 

ดังนั้น ลูกพี่ลูกน้องของพระเยซูที่พระเจ้าได้ทรงเลือก   เตรียมทางต้อนรับที่พระเยซูจะเสด็จมา   ท่านเริ่มต้นออกประกาศสั่งสอนในถิ่นทุรกันดาร  ประกาศให้ประชาชนกลับใจใหม่

 

Matthew มัทธิว 3:1-2

1 In those days John the Baptist came preaching in the wilderness of Judea,

1นเวลานั้นยอห์นผู้ให้บัพติศมา มาประกาศในถิ่นทุรกันดารแคว้นยูเดียว่า

2 “Repent, for the kingdom of heaven is at hand.”

2“จงกลับใจใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” 3ยอห์นผู้นี้แหละที่อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะกล่าวถึงว่า

 

What does repent mean?   

กลับใจใหม่ หมายความว่าอะไร

The word means be sorry about your sin, to really have sorrow over sin, and to turn away from it, and instead turn to God.  

คำนั้นหมายความว่าเสียใจในความบาปของตน  เสียใจจริงๆ ต่อความบาป และจะหันกลับจากมัน  และจะหันมาหาพระเจ้าแทน

Do you ever consider how much sin hurts the heart of God? 

คุณเคยนึกคิดไหมว่าความบาปทำร้ายพระทัยของพระเจ้ามากเพียงไร

How sad our sin makes God feel? 

ความบาปของเราทำให้พระเจ้าทรงรู้สึกเสียพระทัยเพียงไร

If we would consider that more often perhaps we would sin less. 

ถ้าเราคิดได้บ่อยกว่านี้   บางทีเราอาจจะทำบาปน้อยลง

David prayed this:

ดาวิดได้ทรงอธิษฐานเรื่องนี้

 

Psalm 139:23-24

23 Search me, O God, and know my heart! Try me and know my thoughts!

เพลงสดุดี 139:23-24

23ข้าแต่พระเจ้าขอทรงตรวจค้นข้าพระองค์และทรงรู้จักจิตใจของข้าพระองค์ขอทรทดสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักความคิดของข้าพระองค์

24 And see if there be any grievous way in me, and lead me in the way everlasting!

24 และขอทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆ ในข้าพระองค์หรือไม่

และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในทางนิรันดร์

 

Notice that John is telling people why it is so important for the people to repent, because “the Kingdom of heaven is at hand” 

ให้สังเกตว่ายอห์นกำลังบอกประชาชนว่า  ทำไมจึงสำคัญมากสำหรับประชาชนที่จะต้องกลับใจใหม่   เพราะ “แผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว”

Jesus often spoke of either the Kingdom of God or the Kingdom of Heaven.

บ่อยครั้งพระเยซูตรัสถึงแผ่นดินของพระเจ้าหรือแผ่นดินสวรรค์

Jesus used “kingdom of heaven” to speak of the spiritual kingdom.” 

พระเยซูทรงใช้”แผ่นดินสวรรค์” เมื่อตรัสถึง”แผ่นดินฝ่ายจิตวิญญาณ”

For example, in the story of the rich young ruler in Matthew 19:16-24 in answer to the rich young ruler’s question concerning eternal life (v. 16), Jesus used the phrases “kingdom of God” and “kingdom of heaven” interchangeably. 

ตัวอย่างเช่น ในเรื่องราวของขุนนางหนุ่มที่มั่งคั่งคนหนึ่ง ในพระธรรมมัทธิว 19:16-24 ในการตอบขุนนางหนุ่มที่มั่งคั่งเกี่ยวกับชีวิตนิรันดร์ (ข้อ 16 ) พระเยซูทรงใช้วลี “แผ่นดินของพระเจ้า”และ “แผ่นดินสวรรค์” สลับเปลี่ยนกันไป

 

Matthew 19:23-24

 23 And Jesus said to His disciples, “Truly, I say to you, only with difficulty will a rich person enter the kingdom of heaven.

มัทธิว 19:23-24

23 พระเยซูตรัสกับสาวกทั้งหลายของพระองค์ว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า คนร่ำรวยจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ก็ยาก

24 Again I tell you, it is easier for a camel to go through the eye of a needle than for a rich person to enter the kingdom of God.”

24 เราบอกพวกท่านอีกว่า ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ยังง่ายกว่าที่คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า”

 

The Gospel writers Mark and Luke used “kingdom of God” whereas Matthew used “kingdom of heaven” quite frequently.

ผู้บันทึกพระกิตติคุณมาระโกและลูกาได้ใช้ “แผ่นดินของพระเจ้า” ขณะที่มัทธิวได้ใช้ “แผ่นดินสวรรค์” บ่อยครั้งทีเดียว

In the same parable, the authors used different words, indicating that the two are referring to the same thing. 

ในคำอุปมาเดียวกัน  ผู้เขียนใช้คำแตกต่างกัน  แสดงว่าทั้งสองท่านกำลังกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน

John was saying Jesus is coming who will start the spiritual kingdom of Heaven and of God on earth.  Like Jesus taught us to pray in the Lord ’s Prayer.

ยอห์นกำลังบอกว่าพระเยซูกำลังเสด็จมา   ผู้ซึ่งจะทรงตั้งแผ่นดินสวรรค์และของพระเจ้าฝ่ายจิตวิญญาณในโลก  เหมือนดังที่พระเยซูทรงสอนเราให้อธิษฐานตามแบบของพระเยซู

 

Matthew 6:10 Your kingdom come, Your will be done, on earth as it is in heaven.

มัทธิว 6:10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ขอให้เป็นไ ตามพระทัยของพระองค์ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก

 

Matthew 3:3 -8

3 For this is He who was spoken of by the prophet Isaiah when he said, “The voice of one crying in the wilderness: ‘Prepare the way of the Lord; make His paths straight.’”

มัทธิว3:3-8

3 ยอห์นผู้นี้แหละที่อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะกล่าวถึงว่า   “มีเสียงของผู้หนึ่งป่าวร้องในถิ่นทุรกันดารว่า

จงเตรียมมรรคา แห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า    จงทำหนทาง ของพระองค์ให้ตรงไป” 

4 Now John wore a garment of camel's hair and a leather belt around his waist, and his food was locusts and wild honey.

4 เสื้อผ้าของยอห์นผู้นี้ ทำด้วยขนอูฐและท่านใช้หนังสัตว์คาดเอว อาหารของท่านคือตั๊กแตนและน้ำผึ้งป่า

5 Then Jerusalem and all Judea and all the region about the Jordan were going out to him,

5 ขณะนั้นชาวเมืองเยรูซาเล็ม และคนทั่วแคว้นยูเดีย และคนทั่วลุ่มแม่น้ำจอร์แดนก็ออกไปหายอห์น 6 and they were baptized by him in the river Jordan, confessing their sins.

6 สารภาพบาปของพวกเขา และรับบัพติศมาจากท่านในแม่น้ำจอร์แดน

7 But when he saw many of the Pharisees and Sadducees coming for baptism, he said to them, “You brood of vipers! Who warned you to flee from the wrath to come?

7 เมื่อยอห์นเห็นพวกฟาริสี และพวกสะดูสีมากันเป็นจำนวนมาก เพื่อจะรับบัพติศมา ท่านจึงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า “พวกชาติงูร้าย ใครเตือนพวกท่านให้หนีจากพระพิโรธที่จะมานั้น

8 Bear fruit in keeping with repentance.

8 เพราะฉะนั้นจงเกิดผลให้สมกับการกลับใจ

 

Bring forth fruit in your life that really shows repentance. There are a lot of people who claim, oh I repent, but there is no fruit of repentance in their life.

จงก่อให้เกิดผลในชีวิตที่แสดงว่าคุณกลับใจใหม่อย่างแท้จริง  มีคนมากมายที่อ้างสิทธิ์ว่า โอ ฉันกลับใจใหม่แล้ว  แต่ไม่เกิดผลของการกลับใจใหม่ในชีวิตพวกเขาเลย

You don't see any really signs of repentance.

คุณไม่เห็นสัญญาณใดๆ ของการกลับใจใหม่จริงๆ

But repentance means really to change, and if a person doesn't really make real changes in his life, then there is reason to doubt the sincerity of that person's repentance.

แต่ที่จริงการกลับใจใหม่หมายถึงการเปลี่ยนแปลง  และถ้าบุคคลใดไม่เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาจริงๆ แล้วละก็มีเหตุผลที่สงสัยความสัตย์จริงของการกลับใจใหม่ของบุคคลนั้น

John was calling the Pharisees and Sadducees snakes.

ยอห์นกำลังเรียกพวกฟาริสีและสะดูสีว่าเจ้าพวกงูร้าย

And he said, let's see you bring forth some fruit to show that you've really repented.

และเขากล่าวว่า  ให้เรามองดูว่าพวกท่านได้เกิดผลบางอย่าง   ที่แสดงว่าพวกท่านได้กลับใหม่แล้วจริงๆ

You see the other people were repenting and being baptized, turning away from their sin.

ท่านเห็นคนอื่นๆ กำลังกลับใจใหม่และกำลังรับบัพติสมา  ละทิ้งความบาป

These men came along too and he said, oh no, I'm not going to baptize you.

พวกคนเหล่านี้พากันมาด้วย  และเขากล่าวว่า โอไม่ ฉันจะไม่ให้บัพติสมาแก่พวกท่าน

Let's see some fruit of your repentance, some real changes in your lives.

ให้เราดูผลบางอย่างที่ท่านได้กลับใจใหม่    การเปลี่ยนแปลงบางอย่างจริงๆ ในชีวิตท่าน

I've had people tell me that they were sorry for what they have done, but they didn't change.        

มีหลายคนบอกผมว่า พวกเขาเสียใจในสิ่งที่ได้กระทำลงไป  แต่พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลง

 

Matthew 3:9 And do not presume to say to yourselves, ‘We have Abraham as our father,’ for I tell you, God is able from these stones to raise up children for Abraham.

มัทธิว 3:9 อย่าทึกทักว่าตัวเองมีอับราฮัมเป็นบรรพบุรุษ เพราะข้าพเจ้าบอกพวกท่านว่า พระเจ้าทรงสามารถให้บุตรแก่อับราฮัมจากก้อนหินเหล่านี้ได้

 

Don’t make a claim that you are in right standing with God, just because you are related to Abraham, John says. 

ยอห์นกล่าวว่า  อย่าอ้างสิทธิ์ว่าท่านถูกแล้วที่ยืนอยู่ฝ่ายพระเจ้า  เพียงเพราะว่าท่านสืบสายจากอับราฮัม

 

Matthew 3:10 Even now the axe is laid to the root of the trees. Every tree therefore that does not bear good fruit is cut down and thrown into the fire.

มัทธิว 3:10 บัดนี้ขวานวางไว้ที่โคนต้นไม้แล้ว และทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะต้องถูกตัดแล้วโยนทิ้งในกองไฟ

 

Jesus, in John chapter 15, talks about the vine and the branches.

ในพระธรรมยอห์นบทที่ 15 พระเยซูตรัสเรื่องเถาองุ่นและกิ่ง

 

John 15:1-8

1 “I am the true vine, and my Father is the vinedresser.

1“เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา

2 Every branch in me that does not bring forth fruit shall be cut off and men gather them and throw them into the fire and they are burned. "

2แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น

3 Already you are clean because of the word that I have spoken to you.

3พวกท่านได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เรากล่าวกับท่าน

4 Abide in me, and I in you. As the branch cannot bear fruit by itself, unless it abides in the vine, neither can you, unless you abide in me.

4 จงติดสนิทอยู่กับเราและเราติดสนิทอยู่กับพวกท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้นอกจากจะติดสนิทอยู่กับเถา พวกท่านก็เช่นเดียวกันจะเกิดผลไม่ได้นอกจากจะติดสนิทอยู่กับเรา

5 I am the vine; you are the branches. Whoever abides in me and I in him, he it is that bears much fruit, for apart from me you can do nothing.

5 เราเป็นเถาองุ่น พวกท่านเป็นแขนง คนที่ติดสนิทอยู่กับเราและเราติดสนิทอยู่กับเขา คนนั้นจะเกิดผลมาก เพราะว่าถ้าแยกจากเราแล้วพวกท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย

6 If anyone does not abide in me he is thrown away like a branch and withers; and the branches are gathered, thrown into the fire, and burned.

6 ถ้าใครไม่ได้ติดสนิทอยู่กับเรา คนนั้นก็ต้องถูกตัดทิ้งเสียเหมือนแขนง แล้วก็เหี่ยวแห้งไป และถูกเก็บเอาไปเผาไฟ

7 If you abide in me, and my words abide in you, ask whatever you wish, and it will be done for you.

7 ถ้าพวกท่านติดสนิทอยู่กับเราและถ้อยคำของเราติดสนิทอยู่กับท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใดที่ท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น

8 By this my Father is glorified, that you bear much fruit and so prove to be my disciples.

8 พระบิดาของเราทรงได้รับพระเกียรติเพราะเหตุนี้ คือเมื่อพวกท่านเกิดผลมากและเป็นสาวกของเรา

 

Matthew 7:16, 20  

16 You will recognize them by their fruits. Are grapes gathered from thornbushes, or figs from thistles?

มัทธิว 7:16, 20

16 พวกท่านจะรู้จักพวกเขาได้ด้วยผลของพวกเขา ผลองุ่นนั้นเก็บได้จากต้นไม้มีหนามหรือ? และผลมะเดื่อนั้นเก็บได้จากพืชหนามหรือ?

20 Thus you will recognize them by their fruits.

20 เพราะฉะนั้น พวกท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของพวกเขา

 

Paul tells us in Romans chapter 11, that God cut off the natural branches, that He might graft in the branches contrary to nature; the Gentile believers that they might be part of the tree.

เปาโลกล่าวในพระธรรมโรม บทที่11 ว่าพระเจ้าทรงริดกิ่งตามธรรมชาติ  ว่าพระองค์ทรงทาบกิ่งเข้ากับกิ่งทั้งหลายที่ผิดธรรมชาติ   ผู้เชื่อต่างชาติว่าพวกเขาอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้

 

Romans 11:17-20

17 But if some of the branches were broken off, and you, although a wild olive shoot, were grafted in among the others and now share in the nourishing root of the olive tree,

โรม11:17-20

17 แต่ถ้าบางกิ่งถูกหักออกเสียแล้ว และพระเจ้าทรงนำท่านผู้เป็นกิ่งมะกอกป่ามาต่อกิ่งไว้แทนกิ่งเหล่านั้น เพื่อให้เข้าเป็นส่วนได้รับน้ำเลี้ยงจากรากต้นมะกอก

18 do not be arrogant toward the branches. If you are, remember it is not you who support the root, but the root that supports you.

18 ก็อย่าอวดดีต่อกิ่งเหล่านั้น ถ้าท่านอวดดี ก็อย่าลืมว่าท่านไม่ได้เลี้ยงรากนั้น แต่รากต่างหากเลี้ยงท่าน

19 Then you will say, “Branches were broken off so that I might be grafted in.”

19 ท่านอาจจะแย้งว่า “กิ่งเหล่านั้นถูกหักออกเสียแล้วก็เพื่อข้าจะถูกต่อเข้าแทนที่”

20 That is true. They were broken off because of their unbelief, but you stand fast through faith.

20 ถูกแล้ว พวกเขาถูกหักออก ก็เพราะเขาไม่เชื่อ แต่ที่ท่านอยู่ได้ก็เพราะความเชื่อเท่านั้น อย่าเย่อหยิ่งไปเลยแต่จงเกรงกลัว

 

God gave Israel their Messiah. He gave them their opportunity; they rejected it.

พระเจ้าทรงประทานพระเมสสิยาห์แก่ชนชาติอิสราเอล  พระองค์ทรงให้โอกาสแก่พวกเขา  แต่พวกเขาได้ปฏิเสธโอกาสนั้นไป

And so the gospel brought to the Gentiles and the Jew alike, so that no matter who you are Gentile or Jew, there is only one way and that's through Jesus Christ.

และดังนั้น พระกิตติคุณจึงถูกนำไปถึงคนต่างชาติและคนยิวเช่นเดียวกัน  เพื่อว่าไม่ว่าใครเป็นคนต่างชาติหรือเป็นคนยิว  ก็มีทางเดียวเท่านั้นและนั่นคือโดยทางพระเยซูคริสต์

John the Baptist goes on to tell of Jesus coming and says that He will then baptize believers with the Holy Spirit. 

ยอห์นผู้ให้บัพติสมายังกล่าวต่อว่า  พระเยซูกำลังจะเสด็จมา   และกล่าวว่า   พระองค์เองจะเป็นผู้ให้บัพติสมาแก่ผู้เชื่อทั้งหลาย   โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

 

Matthew 3:11-12

11 “I baptize you with water for repentance, but He who is coming after me is mightier than I, whose sandals I am not worthy to carry. He will baptize you with the Holy Spirit and with fire.

มัทธิว3:11-12

11ข้าพเจ้าให้ท่านรับบัพติศมาด้วยน้ำ แสดงว่ากลับใจใหม่ก็จริง แต่พระองค์ผู้จะมาภายหลังข้าพเจ้า ทรงยิ่งใหญ่กว่าข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่คู่ควรแม้แต่จะถือฉลองพระบาทของพระองค์ พระองค์จะทรงให้พวกท่านรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ

12 His winnowing fork is in His hand, and He will clear His threshing floor and gather His wheat into the barn, but the chaff He will burn with unquenchable fire.”

12 พระองค์ทรงถือพลั่วอยู่ในพระหัตถ์แล้ว และจะทรงชำระลานข้าวของพระองค์ให้ทั่ว พระองค์จะทรงรวบรวมเมล็ดข้าวของพระองค์ไว้ในยุ้งฉาง แต่พระองค์จะทรงเผาแกลบด้วยไฟที่ไม่มีวันดับ”

 

Baptism means to be immersed and you are immersed into the Body of Christ at salvation. This is the baptism of the Holy Spirit. 

บัพติสมาหมายความว่าได้ดำลงมิดในน้ำ  และคุณได้ถูกดำลงในพระกายของพระคริสต์เป็นความรอด  นี่คือการรับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

 

1 Corinthians 12:13 For in one Spirit we were all baptized into one body—Jews or Greeks, slaves or free—and all were made to drink of one Spirit.

1โครินธ์12:13 เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นยิวหรือกรีก ทาสหรือเสรีชน เราได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน และพระวิญญาณองค์เดียวกันเป็นเหมือนน้ำที่ประทานให้เราทุกคนได้ดื่ม

 

Here John also mentions baptizing with fire, and when the Holy Spirit came for the first time on the early church there were like tongues of fire on the heads. 

ตรงนี้ยอห์นยังหมายถึงการรับบัพติสมาด้วยไฟ  และเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาในโลก ครั้งแรกในยุคคริสตจักรแรก   มีสัณฐานเหมือนลิ้นเหนือศีรษะของคน

 

Acts 1:5 for John baptized with water, but you will be baptized with the Holy Spirit not many days from now.”

กิจการ1:5 นั่นก็คือยอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่อีกไม่นานพวกท่านจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

 

Acts 2:2-3

2 And suddenly there came from heaven a sound like a mighty rushing wind, and it filled the entire house where they were sitting.

กิจการ2:2-3

2ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุแรงกล้าดังก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น

3 And divided tongues as of fire appeared to them and rested on each one of them.

3และพวกเขาเห็นบางสิ่งที่คล้ายเปลวไฟลักษณะเหมือนลิ้นแผ่กระจายอยู่บนตัวพวกเขาทุกคน

 

But the baptism of fire John speaks about here refers to judgment and the wrath of God.

แต่บัพติสมาด้วยไฟที่ยอห์นกล่าวถึงตรงนี้ หมายถึงการพิพากษาและพระพิโรธของพระเจ้า

 

The Baptism of Jesus

พระเยซูทรงรับบัพติสมา

 

Matthew 3:13-15

 13 Then Jesus came from Galilee to the Jordan to John, to be baptized by him.

มัทธิว3:13-15

13  แล้วพระเยซูเสด็จจากแคว้นกาลิลี มาหายอห์นที่แม่น้ำจอร์แดนเพื่อทรงรับบัพติศมาจากท่าน

14 John would have prevented Him, saying, “I need to be baptized by You, and do You come to me?”

14 แต่ยอห์นทูลห้ามพระองค์ว่า “ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์ ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์

15 But Jesus answered him, “Let it be so now, for thus it is fitting for us to fulfill all righteousness.” Then he consented.

15แต่พระเยซูตรัสตอบยอห์นว่า “บัดนี้ จงยอมเถิด เพราะสมควรที่พวกเราจะทำความชอบธรรมให้ครบถ้วนทุกประการ” แล้วยอห์นก็ยอม

 

1 Peter 2:21 For to this you have been called, because Christ also suffered for you, leaving you an example, so that you might follow in His steps.

1 เปโตร 2:21 เพราะพระเจ้าทรงเรียกพวกท่านเพื่อจุดประสงค์นี้ เพราะว่าพระคริสต์ทรงทนทุกข์เพื่อพวกท่าน พระองค์ทรงวางแบบอย่างแก่พวกท่าน เพื่อท่านจะได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์

 

Because Jesus had nothing to repent of, John hesitated, but Jesus was doing it actually as an example to set before us that example. 

เพราะพระเยซูทรงไม่มีอะไรที่ต้องกลับใจใหม่  ยอห์นลังเลใจ  แต่พระเยซูกำลังทรงทำอย่างจริงจังเพื่อเป็นตัวอย่างที่ตั้งไว้ให้พวกเราปฏิบัติตาม

 

Pastor Chuck Smith asks, “What does baptism declare?”  

บาทหลวงชัค สมิธ ถามว่า  “บัพติสมาประกาศให้ทราบเรื่องอะไร”

 

Baptism declares the superiority of the spiritual over the material:

บัพติสมาประกาศให้ทราบว่าจิตวิญญาณมีความยอดเยี่ยมเหนือกว่าวัตถุ

The life of the Spirit over the life of the flesh.

ชีวิตฝ่ายวิญญาณเหนือกว่าชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง

That's the proclamation that Jesus had to make and that's why the world got angry with Him, because they were living after the flesh and after the desires of the flesh, but Jesus was declaring that the spiritual life is superior to the fleshly life. [1]

นั่นเป็นการประกาศที่พระเยซูต้องทรงทำ   และนั่นคือเหตุผลที่โลกนี้เกลียดชังพระองค์  เพราะว่าพวกเขากำลังใช้ชีวิตฝ่ายเนื้อหนังและตามราคะตัณหาของเนื้อหนัง  แต่พระเยซูทรงประกาศว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณสำคัญเหนือกว่าชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง

 

Have you followed Jesus yet in believer’s baptism?  

คุณได้ทำตามพระเยซูเป็นผู้เชื่อที่ได้รับบัพติสมาไหม

This represents us dying to our old way of life, identifying with Jesus death, burial and resurrection. 

สิ่งนี้แทนความหมายว่าเราตายต่อชีวิตแบบเก่า  เข้าส่วนในการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์  ถูกฝังไว้แล้วเป็นขึ้นมาใหม่

We have died to our sins and are now raised up to new life in Christ.                                           เราได้ตายต่อความบาปเก่า  และตอนนี้ได้ฟื้นขึ้นมามีชีวิตใหม่ในพระคริสต์

 

Matthew 3:16-17

 16 And when Jesus was baptized, immediately He went up from the water, and behold, the heavens were opened to Him, and He saw the Spirit of God descending like a dove and coming to rest on Him;

16 เมื่อพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้วก็เสด็จขึ้นจากน้ำ และในทันใดนั้นฟ้าก็แหวกออก และพระองค์ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จลงมาดุจนกพิราบสถิตบนพระองค์

17 and behold, a voice from heaven said, “This is My beloved Son, with whom I am well pleased.”

17 และนี่แน่ะ มีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก”

 

Here is a clear place to see the trinity – the Holy Spirit descending like a dove, the voice of God the Father speaking about the Son of God who was being baptized by John. 

ตรงนี้คือภาพชัดเจนที่เห็นตรีเอานุภาพ   พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาเหมือนนกพิราบ พระสุรเสียงของพระเจ้าพระบิดาทรงตรัสกับพระบุตรของพระเจ้า   ผู้ทรงกำลังรับบัพติสมาจากยอห์น

I wonder today if you want to make a decision to be baptized so that you can show others that you are now living a new spiritual life as a Christian. 

วันนี้ฉันสงสัยว่าคุณอยากจะตัดสินใจรับบัพติสมาหรือไม่  เพื่อว่าคุณสามารถแสดงให้คนอื่นๆ เห็นว่า ตอนนี้คุณกำลังมีชีวิตใหม่ฝ่ายวิญญาณ เป็นคริสเตียน

 

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

การตัดสินใจติดตามพระเยซูเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator. God loves you. He loves all people.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระเจ้าทรงรักคุณ พระองค์ทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

ตั้งแต่มนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวน  ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งหมดได้ทำผิด คิดผิด และพูดผิด

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with him in this condition.

บาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า  เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่อจะอยู่กับพระองค์ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross. He came alive again three days later.

แต่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าทรงมารับแบกโทษบาปของเราโดยการสิ้นพระชนม์บนกางเขน พระองค์ทรงฟื้นชีวิตอีกครั้งสามวันต่อมา

 

Romans 10:9 If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม10:9  คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด 

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพรคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



[1] Chuck Smith,  Through the Bible C2000 Series, Matthew 3.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top