Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 5-part 2 The Sermon on the Mount Continues: Fulfilling the Law, Anger, Divorce, Oaths, Retaliation, and Love Your Enemies

มัทธิว บทที่5 ตอนที่2 คำเทศนาบนภูเขา(ต่อ) การทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ เรื่องความโกรธ  เรื่องการหย่าร้าง เรื่องการสาบาน เรื่องการตอบแทน และจงรักศัตรูของท่าน

 

Let’s begin by reviewing the beatitudes in Matthew 5:3-11 (ESV)

ให้เราเริ่มต้นโดยการทบทวนเรื่องผู้เป็นสุขในมัทธิว 5:3-11(ไทย2011)

 

3 “Blessed are the poor in spirit, for theirs is the kingdom of heaven.

3 คนที่ยากจนด้านจิตวิญญาณก็เป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา  ทั้งหลาย

4 “Blessed are those who mourn, for they shall be comforted.

4 “คนที่โศกเศร้า ก็เป็นสุขเพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้รับการหนุนใจ

5 “Blessed are the meek, for they shall inherit the earth.

5 “คนที่สุภาพอ่อนโยน ก็เป็นสุข เพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้รับแผ่นดินโลก     เป็นมรดก

6 “Blessed are those who hunger and thirst for righteousness, for they shall be satisfied.

6 “คนที่หิวและกระหาย ความชอบธรรมก็เป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้   อิ่ม

7 “Blessed are the merciful, for they shall receive mercy.

7 “คนที่มีใจเมตตา ก็เป็นสุข เพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้รับพระเมตตาตอบ

8 “Blessed are the pure in heart, for they shall see God.

8 คนที่มีใจบริสุทธิ์ ก็เป็นสุข เพราะว่าเขาทั้งหลายจะได้เห็นพระเจ้า

9 “Blessed are the peacemakers, for they shall be called sons of God

9  “คนที่สร้างสันติก็เป็นสุข  เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาทั้งหลายว่าเป็นลูก

10 “Blessed are those who are persecuted for righteousness' sake, for theirs is the kingdom of heaven.

10คนที่ถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ก็เป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์ เป็นของเขาทั้งหลาย

11 “Blessed are you when others revile you and persecute you and utter all kinds of evil against you falsely on my account

11 “เมื่อพวกเขาจะติเตียนข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายต่างๆเป็นความ           เท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข

           

Jesus went on to say in His sermon, that we are the salt of the earth and the light of the world.

พระเยซูทรงเทศนาต่อว่า  เราเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลกและเป็นความสว่างของโลก

We are that by what we say, but also how we live.

เราเป็นอย่างที่เราพูด แต่ก็เป็นอย่างที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วย

The Holy Spirit filled life is different from others, showing forth the fruit of the Spirit: love, joy, peace, patience, kindness, goodness, faithfulness, gentleness, and self-control (Galatians 5:22-23). 

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเต็มชีวิตให้แตกต่างจากคนอื่นๆ  แสดงผลของพระวิญญาณให้ปรากฏคือ: ความรัก  ความสุข  ความสงบ  ความอดทน ความเมตตา  ความดี ความสัตย์ซื่อ  ความอ่อนสุภาพ และการควบคุมตนเอง (กาลาเทีย 5:22-23)

 

Roy Rogers said, “so live that you wouldn’t be ashamed to sell the family parrot to the town gossip.”[1]

รอย โรเจอร์กล่าวว่า " จงใช้ชีวิตอยู่เพื่อว่าคุณจะไม่ละอายใจที่ไม่ได้ประพฤติตัว       แย่จนคนในเมืองซุบซิบนินทาครอบครัวได้"

 

Jesus continues now speaking about fulfilling the Law.

ตอนนี้พระเยซูกำลังตรัสเรื่องการทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์

Christ came to fulfill the Law

พระคริสต์เสด็จมาเพื่อทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์

 

Matthew 5:17-20 (ESV)

17 “Do not think that I have come to abolish the Law or the Prophets; I have not come to abolish them but to fulfill them.

มัทธิว 5:17-20

17 “อย่าคิดว่าเรามาล้มเลิกธรรมบัญญัติและคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะ   เราไม่ได้มาล้มเลิก แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ

18 For truly, I say to you, until heaven and earth pass away, not an iota, not a dot, will pass from the Law until all is accomplished.

18 เพราะเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   จนกว่าฟ้าและดินจะล่วงไป แม้อักษรที่เล็กที่สุด หรือขีด ขีดหนึ่ง ก็จะไม่มีวันสูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าทุกสิ่งจะเกิดขึ้น

19 Therefore whoever relaxes one of the least of these commandments and teaches others to do the same will be called least in the kingdom of heaven, but whoever does them and teaches them will be called great in the kingdom of heaven.

19 เพราะฉะนั้น ใครทำให้ข้อเล็กน้อยเพียงข้อหนึ่งในพระบัญญัตินี้ มีความสำคัญน้อยลง และสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย คนนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เล็กน้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ แต่ใครที่ประพฤติและสอนตามธรรมบัญญัติ คนนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์

20 For I tell you, unless your righteousness exceeds that of the scribes and Pharisees, you will never enter the kingdom of heaven.

20 เพราะเราบอกพวกท่านว่า ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่มากกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี พวกท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์

 

[J.C. Ryle says, This is] a testimony that the religion of the Old and New Testament is one harmonious whole.

            เจ ซี ไรล์ กล่าวว่า นี่คือคำพยานว่าคำสอนในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่สอดคล้องกันทั้งหมด

The Lord Jesus came to fulfill the predictions of the prophets, who had long foretold that a Savior would one day appear.

พระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อทำให้คำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะสำเร็จ  ผู้ที่พยากรณ์ล่าวงหน้านานแล้วว่าพระผู้ช่วยให้รอดจะเสด็จมาวันหนึ่ง

He came to fulfill the ceremonial law, by becoming the great sacrifice for sin, to which all the Mosaic offerings had ever pointed.

พระองค์เสด็จมาเพื่อทำให้บัญญัติพิธีการสำเร็จ โดยทรงเสียสละครั้งใหญ่เพื่อชำระบาปแทนการถวายบูชาทั้งหมดแบบที่โมเสสเคยสั่งไว้

He came to fulfill the moral law, by yielding to it a perfect obedience, which we could never have yielded--and by paying the penalty for our breach of it with His atoning blood, which we could never have paid.

พระองค์เสด็จมาเพื่อทำให้บัญญัติศีลธรรมสำเร็จโดยการยอมเชื่อฟังครบบริบูรณ์ซึ่งเราไม่เคยยอมได้เลย –และทรงชำระโทษสำหรับการล่วงละเมิดของเราโดยพระโลหิตที่พระองค์ทรงชำระ ซึ่งเราไม่เคยได้รับเช่นนี้

In all these ways He exalted the law of God, and made its importance more evident even than it had been before.

โดยวิธีทั้งหมดเหล่านี้ พระองค์ทรงยกย่องพระบัญญัติของพระเจ้าและทำให้มันมีความสำคัญมากอย่างเห็นได้ชัดกว่าที่เคยเป็นมาก่อน

In a word, "He magnified the law and made it honorable." (Isa 42:21.)

ในคำว่า "ทรงทำให้บัญญัตินั้นยิ่งใหญ่และมีเกียรติ" (อิสยาห์ 42:21)

Let us beware of despising the Old Testament under any pretense whatever.

ขอให้เราระวังเรื่องการดูหมิ่นพันธสัญญาเดิมภายใต้ข้ออ้างใดๆ ก็ตาม

Let us never listen to those who bid us throw it aside as an obsolete, antiquated, useless book.

ขออย่าให้เราฟังบรรดาคนที่สั่งให้เราโยนมันไปเสีย  ว่ามันเป็นหนังสือล้าสมัย  โบราณและไร้ประโยชน์

The religion of the Old Testament is the embryo of Christianity.

คำสอนของพันธสัญญาเดิมคือพัฒนาการระยะแรกของศาสนาคริสต์

The Old Testament is the Gospel in the bud

พันธสัญญาเดิมเป็นพระกิตติคุณที่งอกเติบโต

The New Testament is the Gospel in full flower.

พันธสัญญาใหม่เป็นพระกิตติคุณแบบดอกไม้ที่บานเต็มที่

The Old Testament is the Gospel in the blade.

พันธสัญญาเดิมเป็นพระกิตติคุณที่เป็นใบมีดคม

The New Testament is the Gospel in full ear.

พันธสัญญาใหม่เป็นพระกิตติคุณที่ฟังเต็มหู

The saints in the Old Testament saw many things through a glass darkly.

ผู้ชอบธรรมในพันธสัญญาเดิมเห็นหลายสิ่งผ่านกระจกอย่างมัวๆ

But they all looked by faith to the same Savior, and were led by the same Spirit as ourselves.

แต่พวกเขาทุกคนมองโดยความเชื่อที่พระผู้ช่วยให้รอดองค์เดียวกัน และได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณองค์เดียวกับพวกเราเอง

These are no light matters. Much infidelity begins with an ignorant contempt of the Old Testament.

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาระเบาๆ  เรื่องนอกศาสนามากมายเริ่มต้นด้วยการละเมิดที่ไม่แยแสต่อพันธสัญญาเดิม.

 

Let us, for another thing, beware of despising the law of the Ten Commandments.

            อีกสิ่งหนึ่ง ขอให้เราระวังการดูหมิ่นพระบัญญัติสิบประการ

Let us not suppose for a moment that it is set aside by the Gospel, or that Christians have nothing to do with it.

ขออย่าให้เราคิดแม้แต่นิดว่ามันถูกแยกออกไปโดยพระกิตติคุณ หรือว่าพวกคริสเตียนไม่ต้องทำอะไรกับมัน

The coming of Christ did not alter the position of the Ten Commandments one [bit].

การเสด็จมาของพระคริสต์ไม่ได้เปลี่ยนสถานะของพระบัญญัติสิบประการ [สักนิด]

If anything, it exalted and raised their authority.

ถ้าจะมีอะไร  มันยกย่องและยกชูสิทธิอำนาจของพระบัญญัติ

 

Romans 3:31 (ESV) Do we then overthrow the law by this faith? By no means! On the contrary, we uphold the law.

โรม 3:31 ถ้าเช่นนั้นเราลบล้างธรรมบัญญัติด้วยความเชื่อหรือ  เปล่าเลย เรายังชูธรรมบัญญัติขึ้นอีก

 

The law of the Ten Commandments is God's eternal measure of right and wrong.

กฎหมายของพระบัญญัติสิบประการคือมาตราตวงวัดถาวรนิรันดร์ของพระเจ้าเรื่องและความถูกต้องและความผิด

By it, is the knowledge of sin.

โดยพระบัญญัตินั้นให้ความรู้เรื่องความบาป

By it, the Spirit shows men their need of Christ, and drives them to Him.

โดยพระบัญญัตินั้นพระวิญญาณสำแดงว่ามนุษย์ต้องการพระคริสต์ และพระวิญญาณทรงผลักดันพวกเขาไปสู่พระองค์

To it, Christ refers His people as their rule and guide for holy living. [2]

พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวถึงพระบัญญัติแก่ประชากรของพระองค์ว่ามันเป็นกฎข้อบังคับและแนวทางในการดำรงชีวิตที่บริสุทธิ์ของพวกเขา

 

Anger

ความโกรธ

 

Matthew 5:21-22

21 “You have heard that it was said to those of old, ‘You shall not murder; and whoever murders will be liable to judgment.’

มัทธิว5:21-22

21  “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้กับคนในสมัยก่อนว่า ‘ห้ามฆ่าคน  ถ้าใครฆ่าคน คนนั้นจะต้องถูกพิพากษา’

22 But I say to you that everyone who is angry with His brother will be liable to judgment; whoever insults His brother will be liable to the council; and whoever says, ‘You fool!’ will be liable to the hell of fire.

22 แต่เราบอกพวกท่านว่า ใครโกรธพี่น้องของตน คนนั้นจะต้องถูกพิพากษา ถ้าใครพูดกับพี่น้องอย่างเหยียดหยาม คนนั้นจะต้องถูกนำไปยังศาลสูงให้พิพากษา และถ้าใครพูดว่า ‘อ้ายโฉด’ คนนั้นจะมีโทษถึงไฟนรก

 

There are times when I feel like calling a person a fool or stupid, because they have done something stupid, but I am careful about that because of this verse. 

มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกเหมือนกำลังว่าคนโง่หรือคนเขลา   เพราะพวกเขาได้ทำอะไรโง่ๆ  แต่ผมระมัดระวังเรื่องนั้นเป็นเพราะพระคำข้อนี้

I think it is better to speak only of their action as being stupid, or even that they do many stupid things but not call the person stupid. 

ผมคิดว่ามันเป็นการดีกว่าที่จะพูดถึงเฉพาะการกระทำของพวกเขาเท่านั้นที่ว่าทำโง่ๆ  หรือแม้กระทั่งว่าพวกเขาทำสิ่งที่โง่ ๆ มากมาย แต่อย่าเรียกคนนั้นว่าคนโง่

I used to have a real problem with anger, thankfully the Lord has brought more of His peace upon my heart. 

ผมเคยมีปัญหาจริงเรื่องความโกรธ ขอบพระคุณที่พระเจ้าทรงทำให้ใจของผมมีความสงบสุขมากขึ้น

Often, we are angry because people don’t meet our expectations, or we feel our rights have been violated.

บ่อยครั้งเราโกรธเพราะคนไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังหรือเรารู้สึกว่าสิทธิของเราถูกละเมิด

When someone takes or breaks what is ours.

เมื่อบางคนทำหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวของเรา

If someone takes your parking space, or cuts you off driving, you are angry. 

ถ้าบางคนใช้พื้นที่จอดรถของคุณ  หรือขับรถตัดหน้าคุณ คุณจะโกรธ

If your wife, or your husband. doesn’t do something you expect them to do, you may become angry. 

ถ้าภรรยาของคุณหรือสามีของคุณ ไม่ทำสิ่งที่คุณคาดหวังว่าพวกเขาจะทำ คุณก็อาจจะโกรธ

So, a part of a solution to an anger problem is to lower our expectations. 

ดังนั้นคำตอบส่วนหนึ่งที่แก้ปัญหาความโกรธคือการลดความคาดหวังของเรา.

Often selfishness and anger go hand in hand.

บ่อยครั้งที่ความเห็นแก่ตัวและความโกรธไปด้วยกันได้

The more I want my own way, the more I become angry at others who don’t give me my way. 

ยิ่งผมอยากทำตามแบบวิธีการของตัวเองมากเท่าไหร่ ผมก็จะโกรธคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำตามวิธีการของผม

We may be more patient with a stranger, than we are with our family members.

เราอาจจะอดทนต่อคนแปลกหน้าได้มากกว่าที่เราอดทนต่อคนในครอบครัวของเรา

In our marriage relationships we become sensitive, not to just what is said, but how it is said. 

ในความสัมพันธ์ของชีวิตสมรสของเรา  เรามีความรู้สึกไวมาก ไม่เพียงแต่สิ่งที่เราพูด แต่เราพูดอย่างไร

Sometimes there are some major issues that make us angry, but then we must deal with it quickly.

บางครั้งมีบางประเด็นสำคัญที่ทำให้เราโกรธ แต่แล้วเราต้องจัดการกับมันอย่างรวดเร็ว.

 

Ephesians 4:26 Be angry and do not sin; do not let the sun go down on your anger,

เอเฟซัส 4:26  จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป” อย่าให้ถึงตะวันตกแล้วยังโกรธอยู่

 

Anger can lead us to sin. 

ความโกรธสามารถนำเราไปสู่การทำบาป

We might be abusive towards our children, rather than disciplining them in love. 

เราอาจจะทำร้ายต่อลูกๆ ของเรา  แต่ควรฝึกระเบียบวินัยพวกเขาด้วยความรักแทน

We might hurt or even kill someone who offends us. 

เราอาจจะทำร้ายจิตใจหรือแม้แต่ฆ่าบางคนที่ทำให้เราไม่พอใจ

So, we must ask God for His help to deal with anger.

ดังนั้นเราต้องทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยเหลือจัดการกับความโกรธ.

There is such a thing as righteous indignation.  That’s what Jesus had. 

มีสิ่งหนึ่งที่เป็นความขัดเคืองใจอย่างชอบธรรม นั่นคือสิ่งที่พระเยซูทรงมี

Jesus was angry at the money changers in the Temple. 

พระเยซูทรงกริ้วที่เห็นมีคนรับแลกเงินในพระวิหาร

God’s house was being violated.  

พระนิเวศของพระเจ้ากำลังถูกล่วงละเมิด

We should strive to be angry over what makes God angry and not be angry for selfish reasons.

เราควรมุ่งมั่นที่จะโกรธในสิ่งที่ทำให้พระเจ้าทรงกริ้ว และไม่โกรธเพราะเหตุผลที่เห็นแก่ตัวของเรา

Be angry about abortion, drug and alcohol abuse, rape, murder, false religion, lying, greed, and lust.

จงโกรธเรื่องการทำแท้ง  ยาเสพติดและการดื่มสุราจนติดไม่เลิก  การข่มขืนกระทำชำเรา การฆาตกรรม  ศาสนาเทียมเท็จ  การมุสา ความโลภ และราคะตัณหา

 

Romans 1:18 For the wrath of God is revealed from heaven against all ungodliness and unrighteousness of men, who by their unrighteousness suppress the truth.

โรม 1:18 เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์ ต่อ  ความหมิ่นประมาทพระองค์ และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ ที่เอาความชั่ว       ร้ายนั้นบีบคั้นความจริง 

 

Matthew 5:23-24

23 So if you are offering your gift at the altar and there remember that your brother has something against you,

มัทธิว 5:23-24

23 เพราะฉะนั้น ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน 

24 leave your gift there before the altar and go. First be reconciled to your brother, and then come and offer your gift.

24 จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา   และลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน   แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน

 

Sometimes you might be doing something good, like going to church, praying, reading the Bible, giving an offering or tithe, but then you realize that things are not right between you and another Christian. 

บางครั้งคุณอาจกำลังทำบางสิ่งที่ดี   เช่นการไปโบสถ์  การอธิษฐาน  การอ่านพระคัมภีร์  การถวายเงินหรือสิบลด  แต่แล้วคุณนึกขึ้นได้ว่ามีหลายสิ่งไม่ถูกต้องระหว่างคุณและคริสเตียนอีกคน

Jesus makes it clear how important it is to make things right with our brothers and sisters in the Lord.

พระเยซูทรงสอนชัดเจนว่ามันสำคัญเพียงไรที่ต้องจัดการหลายสิ่งให้ถูกต้องต่อพี่น้องชายหญิงในพระเจ้า

 

Matthew 5:25-26 (ESV)

25 Come to terms quickly with your accuser while you are going with Him to court, lest your accuser hand you over to the judge, and the judge to the guard, and you be put in prison.

มัทธิว 5:25-26

25 จงปรองดองกับคู่ความโดยเร็วในขณะที่พากันไปศาล มิฉะนั้นคู่ความนั้นจะมอบตัวท่านไว้กับผู้พิพากษา แล้วผู้พิพากษาจะมอบตัวท่านไว้กับผู้คุม และท่านจะต้องถูกขังไว้ในคุก 

26 Truly, I say to you, you will never get out until you have paid the last penny.

26 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ท่านจะออกจากที่นั่นไม่ได้จนกว่าจะใช้หนี้หมด

 

Hold your temper and avoid inflaming a situation, particularly if you may be in the wrong.

ระงับอารมณ์ของคุณและหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เร่งเร้าให้ลุกเป็นไฟ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณอาจจะผิดพลาดหรือไม่ก็ได้

This is equally true whether your opponent is taking you to court or simply in a dispute with you. 

นี้เป็นจริงอย่างเท่าเทียมกัน  ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามของคุณจะพาคุณไปขึ้นศาลหรือเพียงแต่มีข้อขัดแย้งกับคุณ

A long time ago I heard an illustration of each person having two buckets.  One has kerosene in it and the other has water. 

นานมาแล้วผมได้ยินการให้ตัวอย่างประกอบเรื่องคนแต่ละคนที่มีถังสองใบ  ใบหนึ่งมีน้ำมันก๊าดและอีกใบหนึ่งมีน้ำ

When facing a situation which bucket do you use?  Many situations need water, to put out the fire. 

เมื่อเผชิญกับสถานการณ์  คุณใช้ถังใบไหน  หลายสถานการณ์ต้องการน้ำเพื่อที่จะดับไฟไหม้

The situation doesn’t need kerosene to make the flames bigger. 

สถานการณ์ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันก๊าดเพื่อส่งให้มีเปลวไฟลุกใหญ่ขึ้น

But to take the analogy further kerosene is needed in the way of encouraging others. 

แต่ในความคล้ายคลึงกันนี้ต่อไป   น้ำมันก๊าดเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้เพื่อส่งเสริมกำลังใจคนอื่นๆ

If there is a small flicker of hope, we can come along and encourage and fan into flame with our kerosene.

หากมีความหวังเล็กน้อยที่จวนจะหมด   พวกเราสามารถมาเข้าร่วมกันและหนุนกำลังใจและพัดเป่าเปลวไฟริบหรี่ด้วยน้ำมันก๊าดของเรา

Be discerning as to when to use which bucket.

จงฉลาดมองทะลุว่าเมื่อไหร่เราต้องใช้ถังใบไหน

 

Lust

ตัณหาราคะ

 

Matthew 5:27-30 (ESV)

27 “You have heard that it was said, ‘You shall not commit adultery.’

มัทธิว5:27-30

27 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ‘ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา’

28 But I say to you that everyone who looks at a woman with lustful intent has already committed adultery with her in His heart.

28 ส่วนเราบอกพวกท่านว่า ใครมองผู้หญิงด้วยใจกำหนัดในหญิงนั้น คนนั้นได้ล่วงประเวณีในใจของเขากับหญิงนั้นแล้ว

29 If your right eye causes you to sin, tear it out and throw it away. For it is better that you lose one of your members than that your whole body be thrown into hell.

29 ถ้าตาข้างขวาของท่านทำให้ตัวท่านหลงผิด จงควักออกทิ้งเสีย เพราะว่าถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวท่านจะต้องลงนรก

30 And if your right hand causes you to sin, cut it off and throw it away. For it is better that you lose one of your members than that your whole body go into hell.

30 ถ้ามือข้างขวาของท่านทำให้ตัวท่านหลงผิด จงตัดทิ้งเสีย เพราะถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวท่านจะต้องลงนรก

 

Pastor Chuck Smith explains,

บาทหลวงชัค สมิธ อธิบายว่า

 

“But Jesus, by this, deliberately speaking of things that are so repugnant to us, is just seeking to show the importance of entering the kingdom of heaven.

"แต่โดยข้อนี้ พระเยซูทรงจงใจตรัสถึงหลายสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเรา  ทรงประสงค์จะแสดงให้เห็นความสำคัญของการเข้าในแผ่นดินสวรรค์

And in reality, the most important thing for any of us, more important than a whole body, more important than having all the members of my body intact is that I enter into the kingdom of heaven.

และอันที่จริง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราคนใดคนหนึ่ง  ที่สำคัญกว่ากายทั้งหมด   ที่สำคัญกว่าการมีสมาชิกทั้งหมดของกายที่ครบบริบูรณ์ของผม  คือการที่ผมเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์

And I need to have that kind of primary emphasis in my life, the kingdom of heaven is the greatest goal, the greatest desire, and thus should bring into my life the greatest sacrifices.

และผมต้องการเน้นย้ำเบื้องต้นแบบนั้นในชีวิตผม   แผ่นดินสวรรค์เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด   ความปรารถนาที่สำคัญที่สุด   และดังนั้นจึงควรนำการเสียสละที่ใหญ่ยิ่งที่สุดเข้าสู่ชีวิตของผม

And I should not be concerned with what sacrifice I may make in a temporal way because I am seeking the eternal kingdom of heaven.”

และผมก็ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับการถวายบูชาใดๆในทางทางโลกที่ผมอาจจะทำเพราะผมกำลังแสวงหาแผ่นดินสวรรค์นิรันดร์ "

Some men have tried to see how far they can go without crossing the line in having fantasies about relations with women other than their wife. 

บางคนได้พยายามที่จะดูว่าพวกเขาสามารถทนได้นานแค่ไหนที่ไม่ต้องล้ำเส้นเวลามีจินตนาการเรื่องความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยาของเขา

Not having a physical relation but perhaps flirting and looking and imagining.  Jesus says if you are doing it in your mind it is like you are doing it physically so with His help stop it if you are doing that. 

ไม่มีความสัมพันธ์ทางกาย   แต่บางทีอาจมีใจเจ้าชู้และจ้องมองและคิดฟุ้งซ่าน พระเยซูตรัสว่าถ้าคุณกำลังทำอย่างนั้นในใจ มันก็เหมือนคุณกำลังทำทางฝ่ายกาย   ดังนั้นขอความช่วยเหลือจากพระองค์เพื่อหยุดเสียถ้าคุณกำลังทำเช่นนั้น

 Also, obviously what happens in the mind often happens physically as well.  If you think about something long enough, if you then have the opportunity you will probably do it. [3]            

นอกจากนี้ยังเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในใจมักจะเกิดขึ้นทางกายด้วย   ถ้าคุณคิดถึงบางสิ่งนานพอควร  แล้วถ้าคุณมีโอกาสคุณก็อาจจะลงมือทำ

 

Divorce

การหย่าร้าง

 

Matthew 5:31-32 (ESV)

31 “It was also said, ‘Whoever divorces His wife, let Him give her a certificate of divorce.’

มัทธิว 5:31-32

31  “ยังมีคำกล่าวไว้ว่า ‘ถ้าใครจะหย่าภรรยาก็ให้ทำหนังสือหย่าให้กับภรรยานั้น’  

32 But I say to you that everyone who divorces His wife, except on the ground of sexual immorality, makes her commit adultery. And whoever marries a divorced woman commits adultery.

32 เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าใครจะหย่าภรรยา เพราะเหตุอื่นนอกจากการมีชู้ คนนั้นก็จะเป็นเหตุให้หญิงนั้นผิดศีลล่วงประเวณี และถ้าใครแต่งงานกับหญิงที่หย่าแล้วนั้น คนนั้นก็ผิดศีลล่วงประเวณีด้วย

 

A good Christian marriage and family is one which lines up with biblical principles and one in which each member understands and fulfills his or her God-given role.  The family is not an institution designed by man. It was created by God, and man has been given the responsibility of stewardship over it.

ครอบครัวและชีวิตสมรสแบบคริสเตียนที่ดีคือสิ่งที่สอดคล้องกับหลักการในพระคัมภีร์  และเป็นสิ่งที่แต่ละคนในครอบครัวเข้าใจและทำให้บทบาทที่พระเจ้าทรงมอบให้เขาและเธอเสร็จสมบูรณ์  ครอบครัวไม่ใช่สถาบันที่ออกแบบโดยคน มันถูกออกแบบมาโดยพระเจ้า  และคนเราได้รับหน้าที่ให้ดูแลอารักขาไว้

The basic biblical family unit is comprised of one man, one woman—his spouse—and their offspring or adopted children. The extended family can include relatives by blood or marriage such as grandparents, nieces, nephews, cousins, aunts and uncles. One of the primary principles of the family unit is that it involves a commitment ordained by God for the lifetime of the members.

องค์กรครอบครัวตามหลักพระคัมภีร์ประกอบด้วยชายหนึ่งหญิงหนึ่งคือภรรยา  และลูกหลานหรือบุตรบุญธรรม  ครอบครัวขยายออกโดยรวบรวมเครือญาติทางสายเลือดหรือการสมรส เช่น ปู่ย่าตายาย หลานสาว  หลานชาย ลูกพี่ลูกน้อง ป้าน้าอาและลุง  หลักพระคัมภีร์เบื้องต้นสำหรับองค์กรครอบครัวคือว่ามันรวมถึงการถวายตัวที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ตลอดชีวิตของสมาชิกในครอบครัว

 

The husband and wife are responsible for holding it together, the current attitude of our culture notwithstanding. Although divorce is sought and granted much too easily in our society, the Bible tells us that God hates divorce. [4]

            สามีและภรรยารับผิดชอบต่อการผูกพันร่วมกัน  แม้แต่เป็นท่าทีที่ใช้กัน          อยู่ในวัฒนธรรมของเรา  แม้ว่าการหย่าร้างพบง่ายและยอมรับในสังคมของเรา      พระคัมภีร์สอนว่าพระเจ้าทรงเกลียดชังการหย่าร้าง

 

Malachi 2:16 (ESV) “For the man who does not love his wife but divorces her, says the Lord, the God of Israel, covers his garment with violence, says the Lord of hosts. So guard yourselves in your spirit, and do not be faithless.”

มาลาคี 2:16 พระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสว่า “เพราะว่าเราเกลียดชัง           การหย่าร้างและความทารุณ” พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้แหละ เพราะฉะนั้น            จงระวังตัวให้ดี อย่าเป็นคนทรยศ

 

Oaths

เรื่องการสาบาน

 

Matthew 5:33-37 (ESV)

33 “Again you have heard that it was said to those of old, ‘You shall not swear falsely, but shall perform to the Lord what you have sworn.’

33 “อีกประการหนึ่งท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนในสมัยก่อนว่า‘ห้ามเสียคำสัตย์สาบาน คำสัตย์สาบานที่ได้ถวายต่อองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ต้องรักษาไว้ให้มั่น

34 But I say to you, Do not take an oath at all, either by heaven, for it is the throne of God,

34 ส่วนเราบอกพวกท่านว่า อย่าสาบานเลยไม่ว่าจะทำโดยอ้างถึงสวรรค์ เพราะสวรรค์เป็นที่ประทับของพระเจ้า

35 or by the earth, for it is His footstool, or by Jerusalem, for it is the city of the great King.

35 หรืออ้างถึงแผ่นดินโลก เพราะแผ่นดินโลกเป็นที่รองพระบาทของพระเจ้า หรืออ้างถึงกรุงเยรูซาเล็ม เพราะกรุงเยรูซาเล็มเป็นราชธานีของพระมหากษัตริย์

36 And do not take an oath by your head, for you cannot make one hair white or black.

36 อย่าสาบานโดยอ้างถึงศีรษะของตน เพราะท่านจะทำให้ผมขาว หรือดำไปสักเส้นหนึ่งก็ไม่ได้

37 Let what you say be simply ‘Yes’ or ‘No’; anything more than tHis comes from evil.

37 จริงก็จงว่าจริง   ไม่ก็ว่าไม่   คำพูดที่เกินกว่านี้มาจากความชั่ว

 

Many times, I have noticed a person will say what I want to hear, rather than the truth. 

หลายครั้งที่ผมได้สังเกตว่าคนจะพูดสิ่งที่ตนต้องการฟังมากกว่าพูดความ       จริง

Sometimes if I invite someone to church they will say, “oh yes, I will be there         on Sunday” but then on Sunday he or she is not here.  

บางครั้งถ้าผมเชิญชวนคนมาโบสถ์ พวกเขาจะพูดว่า "โอ ใช่ ฉันจะไปที่นั่นวัน           อาทิตย์" แต่แล้วเมื่อถึงวันอาทิตย์ เขาหรือเธอไม่มาที่นี่

“I will fix your car by next Saturday,” but two weeks later it is still not fixed.  “I will pay you back next week the money I borrowed,” but the following month I have still not been repaid.  

"ผมจะซ่อมรถของคุณราววันเสาร์หน้า" แต่สองสัปดาห์ต่อมาเขาก็ยังไม่ซ่อมรถ         ให้เลย  "ฉันจะจ่ายเงินที่ยืมคืนกลับให้คุณสัปดาห์หน้านะ" แต่เดือนถัดไปผมก็     ยังไม่ได้รับเงินชำระคืน

“I will call you right back,” but the phone call doesn’t come.  

" ฉันค่อยโทรกลับหาคุณทันที" แต่ไม่มีใครโทรมาเลย

Or even when asking directions, “where is Patong, how do I get there?”  A person might give me an answer, but it is not correct.  

หรือแม้กระทั่งเมื่อถามเส้นทาง "ไปป่าตองทางไหน ฉันจะไปได้ยังไง" คนอาจให้คำตอบแก่ผม  แต่มันก็ไม่ถูกต้อง

It would be better to say, I don’t know, rather than to give an incorrect answer.  Perhaps they think I am happy because I have an answer but if the answer is incorrect or a lie, then later I am not happy and this is not correct according to Jesus teaching here.  Someone might say, “well that is Thai culture.” 

มันจะดีกว่าที่จะพูดว่า  ผมไม่ทราบ  แทนที่จะให้คำตอบที่ไม่ถูกต้อง  บางทีพวกเขาคิดว่าผมมีความสุขเพราะผมได้คำตอบ แต่ถ้าคำตอบไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จแล้ว  ผมก็ไม่มีความสุขในภายหลัง  และสิ่งนี้ไม่ถูกต้องตามคำสอนของพระเยซู  บางคนอาจจะพูดว่า "เออ นี่เป็นวัฒนธรรมไทย"

We must align with Bible culture not Thai culture, not American culture, not British culture, Bible culture. 

เราต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมตามพระคัมภีร์ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย ไม่ใช่วัฒนธรรมอเมริกัน ไม่ใช่วัฒนธรรมอังกฤษ  แต่เป็นวัฒนธรรมตามพระคัมภีร์

Let your yes be yes, and your no be no.  

ขอให้คุณพูดว่าใช่เมื่อมันใช่    และจงพูดว่าไม่ใช่เมื่อมันไม่ใช่

You shouldn’t have to swear an oath for someone to believe you, just your word is your bond.  

คุณไม่จำเป็นต้องกล่าวคำสาบานเพื่อให้ใครเชื่อถือคุณ  คำพูดของคุณก็เป็นพันธะผูกพันคุณ

Your promises and commitments must be true and kept as best as you can.  So that when you say I will do something, you do it. 

คำสัญญาและการกระทำของคุณต้องเป็นจริงและรักษาให้ดีที่สุดเท่าที่คุณทำได้ เพื่อว่าเมื่อคุณบอกว่าผมจะทำบางอย่าง คุณก็ทำตามนั้น

 

Don’t seek retaliation

อย่าหาทางตอบโต้คืน

 

Matthew 5:38-41 (ESV)

38 “You have heard that it was said, ‘An eye for an eye and a tooth for a tooth.’

มัทธิว 5:38-41

38 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า   ตาแทนตา   และฟันแทนฟัน

39 But I say to you, Do not resist the one who is evil. But if anyone slaps you on the right cheek, turn to Him the other also.

39 ส่วนเราบอกพวกท่านว่า อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าใครตบแก้มขวาของท่านก็จงหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย

40 And if anyone would sue you and take your tunic, let Him have your cloak as well.

40 ถ้าใครต้องการจะฟ้องศาล เพื่อจะปรับเอาเสื้อของท่านไป ก็จงสละเสื้อคลุมให้เขาด้วย

41 And if anyone forces you to go one mile, go with Him two miles.

41 ถ้าใครจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่งกิโลเมตร ก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร 

 

Our natural tendency is to want to get even.  To pay back the evil done to us.  If someone hits us, we naturally want to hit them back.  Jesus says to “turn the other cheek.” 

แนวโน้มตามธรรมชาติคือความอยากแก้แค้นเอาคืน ตอบแทนที่ทำชั่วต่อเรา ถ้าบางคนตีเรา ตามปกติเราก็ตีกลับ พระเยซูตรัสว่า “จงหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขาตบ”

This really takes the power of God working in our lives.  The emphasis is on not seeking revenge.  I believe we can still practice self-defense and defend one’s family.

ที่จริงเราต้องการพลังจากพระเจ้าให้ทรงทำในเรา ไม่ใช่เน้นย้ำหาทางแก้แค้นกลับ  ผมเชื่อว่าเรายังสามารถหัดป้องกันตนเองและปกป้องครอบครัวของตนได้

I understand that it was Roman law, if a soldier was walking on the road carrying a load and you were coming in the opposite direction, you had to change course and walk with him for a kilometer carrying his load for him. 

ผมเข้าใจว่ามันเป็นกฎหมายโรมัน   ถ้าทหารกำลังเดินอยู่บนถนนแบกสัมภาระ  และคุณกำลังมาในทิศทางตรงกันข้าม    คุณต้องเปลี่ยนเส้นทางและเดินไปกับเขาสักกิโลเมตรช่วยแบกสัมภาระแทนเขา

But Jesus goes beyond that, saying do more that what is required, carry his load for two kilometers not just one.   

แต่พระเยซูทรงกระทำเหนือกว่านั้น    ทรงตรัสว่าจงทำมากกว่าที่ได้รับการร้องขอมา   จงแบกภาระหนักสองกิโลเมตรไม่เพียงแค่หนึ่งเท่านั้น

This has such good application to our work.  Many employees do only what is required by their employer.

นี้เป็นการนำมาประยุกต์ใช้ได้ดีต่อการงานของเรา  พนักงานหลายคนทำเฉพาะงานที่นายจ้างของพวกเขากำหนดเท่านั้น

They do exactly what they are told but nothing more, they don’t seem to want to truly help and serve their employer or his customers. 

แท้จริงพวกเขาทำสิ่งที่พวกเขาถูกสั่งมาแต่ไม่ทำมากกว่านั้น   พวกเขาดูเหมือนไม่ต้องการช่วยและรับใช้นายจ้างหรือลูกค้าของตนจริงๆ

In the airport there is a company that has people who take care of the trolleys for luggage.  It is their job to bring them back into the airport baggage claim areas from the parking lot.  In international baggage apparently, they have told by their supervisor to line up the trolleys in one area by the furthest belt away from immigration. 

ที่สนามบินมีบริษัทหนึ่งที่จ้างคนคอยดูแลรถเข็นกระเป๋าเดินทาง งานที่พวกเขาทำคือนำรถเข็นจากลานจอดรถสนามบินเพื่อกลับเข้ามาวางในพื้นที่เคลมประเป๋า ที่แผนกเคลมกระเป๋าระหว่างประเทศเห็นได้ชัดว่าหัวหน้าฝ่ายได้สั่งพวกเขาให้จัดเรียงแถวรถเข็นข้างสายพานลำเลียงที่พื้นที่ห่างไกลที่สุดจากจุดตรวจคนเข้าเมือง

Now if they were to think about the benefit of the passengers arriving there, they would line up some of those trolleys near to immigration by the other belts.  But they won’t because they will only do what is required nothing more.

ตอนนี้ถ้าพวกเขาต้องคิดถึงประโยชน์ของผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงที่นั่น พวกเขาจะเรียงรถเข็นจำนวนหนึ่งที่ใกล้กับจุดตรวจคนเข้าเมืองข้างสายพานลำเลียงอื่น แต่พวกเขาจะไม่ทำเพราะพวกเขาจะทำตามที่ถูกกำหนดมา  ไม่ทำมากกว่านี้

 

Matthew 5:42 Give to the one who begs from you, and do not refuse the one who would borrow from you.

มัทธิว 5:42  ถ้าเขาจะขอสิ่งใดจากท่าน ก็จงให้ อย่าเมินหน้าจากผู้ที่ต้องการขอยืมจากท่าน

 

Love Your Enemies

จงรักศัตรูของท่าน

 

Matthew 5:43-46 (ESV)

43 “You have heard that it was said, ‘You shall love your neighbor and hate your enemy.’

มัทธิว 5:43-46

43  “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า   จงรักเพื่อนบ้านของท่านและเกลียดชังศัตรูของท่าน

44 But I say to you, Love your enemies and pray for those who persecute you,

44 แต่เราบอกพวกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อบรรดาคนที่ข่มเหงพวกท่าน

45 so that you may be sons of your Father who is in heaven. For He makes His sun rise on the evil and on the good, and sends rain on the just and on the unjust.

45 เพื่อว่าพวกท่านจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม 

46 For if you love those who love you, what reward do you have? Do not even the tax collectors do the same?

46 เพราะว่าถ้าพวกท่านรักคนที่รักท่าน พวกท่านจะได้บำเหน็จอะไร? พวกคนเก็บภาษีก็ทำอย่างนั้นไม่ใช่หรือ?

 

Christians are called by God to do more than what is normal for people to do.  Normally people are mean back to their enemies, they hate their enemies, they avoid their enemies, or they try to get even. 

พระเจ้าทรงเรียกคริสเตียนให้ทำมากกว่าปกติที่คนเราทำกัน โดยปกติคนจะใจร้ายต่อพวกศัตรูของเขา    เกลียดชังพวกศัตรูของเขา พากันหลีกหนีพวกศัตรู มิฉะนั้นพวกเขาพยายามที่จะแก้แค้นกลับ

But Jesus says to love our enemies and to pray for them.

แต่พระเยซูตรัสว่าจงรักศัตรูของเราและอธิษฐานเผื่อพวกเขา

Paul makes the same point.

เปาโลสอนแบบเดียวกัน

 

Romans 12:17-21

17 Repay no one evil for evil, but give thought to do what is honorable in the sight of all.

โรม 12:17-21

17อย่าทำชั่วตอบแทนชั่วแก่ใครเลย แต่จงมุ่งทำสิ่งที่ใครๆ ก็เห็นว่าดี 
18 If possible, so far as it depends on you, live peaceably with all.

18 ถ้าเป็นได้ เท่าที่เรื่องขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน 

19 Beloved, never avenge yourselves, but leave it to the wrath of God, for it is written, “Vengeance is mine, I will repay, says the Lord.”

19 นี่แน่ะ ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าแก้แค้น แต่จงมอบการนั้นไว้ แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงโทษ เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “การแก้แค้นเป็นของเรา เราเองจะตอบแทน”

20 To the contrary, “if your enemy is hungry, feed him; if he is thirsty, give him something to drink; for by so doing you will heap burning coals on his head.”  

20 แต่ว่า “ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหายน้ำก็จงให้น้ำเขาดื่ม เพราะว่าการทำเช่นนั้น จะทำให้เขารู้สึกตัวและกลับมาคืนดี”

21 Do not be overcome by evil, but overcome evil with good.

21 อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี

 

Paul quoted from Proverbs 25:21-22 urging us to return good for evil in the name of the Lord.

เปาโลยกคำจากพระธรรมสุภาษิต25:21-22 เร้าใจให้เราตอบแทนความดีสำหรับความชั่วในพระนามของพระเจ้า

The "coals of fire" refer perhaps to the feeling of shame our enemies will feel when we return good for evil. 

"ถ่านไฟ" บางทีหมายถึงความรู้สึกละอายที่ศัตรูรู้สึกเมื่อเรากลับทำดีตอบแทนความชั่ว

Or others have suggested that people in ancient times carried hot coals safely on the head in a pottery urn.

หรือคนอื่นๆได้เสนอแนะประชาชนในสมัยโบราณแบกถ่านร้อนในภาชนะปั้นดินเผา บนศีรษะอย่างปลอดภัย

So, a good person gives coals to their neighbor, and even to their enemy, who is lacking to carry home.

ดังนั้นคนดีก็ให้ถ่านแก่เพื่อนบ้านของพวกเขาและแม้กระทั่งศัตรูของพวกเขาผู้ที่ขาดแคลนถ่านที่แบกไปบ้าน

 

Matthew 5:47-48 (ESV)

47 And if you greet only your brothers, what more are you doing than others? Do not even the Gentiles do the same?

มัทธิว 5:47-48

47 ถ้าพวกท่านทักทายแต่พี่น้องของตนเท่านั้น ท่านได้ทำอะไรพิเศษยิ่งกว่าคนอื่นๆ? พวกต่างชาติก็ทำอย่างนั้นไม่ใช่หรือ

48 You therefore must be perfect, as your heavenly Father is perfect.

48 เพราะฉะนั้นพวกท่านจงเป็นคนดีพร้อม เหมือนอย่างที่พระบิดาของท่าน ผู้สถิตในสวรรค์ทรงดีพร้อม

 

Are you satisfied with mediocre?  

คุณพอใจกับคนธรรมดาสามัญหรือไม่

Jesus sets the standard high, He says to be holy as God is holy, be perfect as He is perfect. 

พระเยซูทรงกำหนดมาตรฐานสูง  ทรงตรัสว่าจงเป็นคนบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์  และจงเป็นคนดีพร้อมเหมือนที่พระองค์ทรงดีพร้อม

Wow, I’ve got some work to do, and I shouldn’t just be satisfied with so-so, or okay, but striving for excellent with His help. 

ว้าว   ผมมีบางอย่างที่ต้องทำและผมจะไม่เพียงแต่พอใจกับพอไปได้แหละ หรือโอเค แต่มุ่งมั่นพยายามทำให้ดีที่สุดโดยความช่วยเหลือจากพระองค์

Jesus has much more to say to us in Sermon on the Mount as we continue in chapter six next week. 

พระเยซูทรงมีเรื่องที่จะสอนเรามากมายในคำเทศนาบนภูเขา   ดังที่เราจะศึกษาบทที่หกในสัปดาห์หน้า

Happy are those who are poor in spirit, those who mourn, those who are meek, those who hunger and thirst for righteousness, those who are merciful, those who have a pure heart, those who are peacemakers, and those who are persecuted.  

ความสุขจงมีแด่ผู้ที่รู้สึกยากจนฝ่ายจิตวิญญาณ     ผู้ที่โศกเศร้า  ผู้ที่มีใจอ่อนโยน  ผู้ที่หิวและกระหายความชอบธรรม   ผู้ที่มีใจเมตตา   ผู้ที่มีใจบริสุทธิ์   ผู้ที่สร้างสันติ   และผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหง

Are you being salt and light here in Phuket? 

คุณกำลังเป็นเกลือและความสว่างที่นี่ในจังหวัดภูเก็ตหรือไม่

Are you making a difference in people’s lives?  

คุณกำลังทำตัวแตกต่างกับชีวิตของผู้คนหรือไม่

Are you going the extra mile or kilometer doing more than what is required?   Are you loving and praying for your enemies? 

คุณกำลังจะเพิ่มสักกิโลเมตรให้มากกว่าที่กำหนดไหม  คุณรักและอธิษฐานเผื่อศัตรูของคุณหรือไม่

 

The Gospel or Good News is God loves you.

ข่าวประเสริฐหรือข่าวดีก็คือพระเจ้าทรงรักคุณ

 

John 3:16 For God so loved the world that he gave his only Son that whoever believes in him should not perish but have eternal life.

ยอห์น 3:16 พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

 

Romans 3:23 For all have sinned and fallen short of the glory of God

โรม 3:23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

 

Romans 6:23 For the wages of sin is death, but the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.

โรม 6:23  เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย   แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

 

That gift must be received.

ของขวัญที่เราต้องได้รับ

 

John 1:12 But as many as received him to them gave he power to become the children of God, even to them that believe on his name.

ยอห์น 1:12 แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์ คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์นั้น พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า 

 

Jesus, the perfect Son of God, died for us on the cross and came alive again.

พระเยซูคริสต์พระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราบน  กางเขนและทรงฟื้นพระชนม์อีกครั้ง

 

1 Corinthians 15:3-4

3For I delivered to you as of first importance what I also received: that Christ died for our sins in accordance with the Scriptures, _

1โครินธ์ 15:3-4

 3เพราะว่าข้าพเจ้าได้มอบเรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมานั้นแก่พวกท่านคือพระคริสต์วายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

4that he was buried, that he was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4และทรงถูกฝังไว้   แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมา   ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษเท่านั้น)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพรคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] Roy Rogers, quoted in Swindoll’s Ultimate Book of Illustrations and Quotes, by Charles R. Swindoll (Nashville, TN: Thomas Nelson, 1998), 615.

[2] John C. Ryle, The Gospel of Matthew, 1857, The Word Bible software.

[3] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), Matthew, The Word Bible software.

[4]  “How does the Bible describe a good Christian Family?” Gotquestions.org https://www.gotquestions.org/Christian-family.html (accessed May 15, 2012).

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top