Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 6 The Sermon on the Mount Continues with Don’t do Righteous Acts to be Noticed and the Lord’s Prayer

มัทธิวบทที่ 6 คำเทศนาบนภูเขา ต่อ ด้วยจงอย่าทำความชอบธรรมเพื่อให้คนสังเกตเห็นและคำอธิษฐานตามแบบของพระเจ้า

 

We learned last time about the first part of the Sermon on the Mount Jesus gave to His disciples.    

เราได้เรียนรู้ครั้งที่แล้วเรื่องคำเทศนาบนภูเขาตอนแรกที่พระเยซูทรงสั่งสอนศิษย์ของพระองค์

Today we are talking about more of that sermon which will include the model prayer often called the Lord’s Prayer.

วันนี้เราจะมาพูดมากขึ้นเรื่องคำเทศนา  ซึ่งจะรวมถึงรูปแบบการอธิษฐานที่มักจะเรียกว่าคำอธิษฐานตามแบบพระเยซู

Let’s start by praying the Lord’s prayer together.

ขอให้เราเริ่มต้นด้วยการอธิษฐานตามแบบคำอธิษฐานของพระเจ้าด้วยกัน

 

Matthew 6:9-13 (NASB)

9 ...“Our Father in heaven, hallowed be your name.

มัทธิว6:9-13

9 ...‘ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่คารพสักการะ

10 Your kingdom come, your will be done, on earth as it is in heaven.                                                                   

10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่  ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก

11 Give us this day our daily bread,

11 ขอประทานอาหารประจำวันแก่พวกข้าพระองค์ในวันนี้

12and forgive us our debts, as we also have forgiven our debtors.                                                               

12 และขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์   เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์

13 And lead us not into temptation, but deliver us from evil. [For Thine is the Kingdom, and the power, and the glory forever.   Amen.]

13 และขออย่าทรงนำพวกข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง   แต่ขอให้พวกข้าพระองค์พ้นจากความชั่วร้าย  [เหตุว่าราชอำนาจ  และฤทธิ์เดช  และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์   อาเมน]

 

Don’t do righteous acts to be noticed

จงอย่าทำความชอบธรรมเพื่อให้คนสังเกตเห็น

 

Matthew 6:1-4 (NASB)

1 “Beware of practicing your righteousness before men to be noticed by them; otherwise you have no reward with your Father who is in heaven.

มัทธิว 6:1-4

1 “จงระวัง   อย่ากระทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น   ถ้าทำอย่างนั้นท่านทั้งหลายจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์

2 “So when you give to the poor, do not sound a trumpet before you, as the hypocrites do in the synagogues and in the streets, so that they may be honored by men.  Truly I say to you, they have their reward in full.

2 “เพราะฉะนั้น เมื่อท่านทำทาน อย่าเป่าแตรข้างหน้าเหมือนพวกคนหน้าซื่อใจคด ที่ทำในธรรมศาลาและตามถนน เพื่อให้คนสรรเสริญ เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า พวกเขาได้รับบำเหน็จของพวกเขาแล้ว

3 “But when you give to the poor, do not let your left hand know what your right hand is doing,

3 ฝ่ายท่านทั้งหลายเมื่อทำทาน   อย่าให้มือซ้ายรู้การซึ่งมือขวากระทำนั้น แต่ท่านเมื่อทำทาน อย่าให้มือซ้ายรู้การกระทำของมือขวา 

4 so that your giving will be in secret; and your Father who sees what is done in secret will reward you.

4 เพื่อว่าทานของท่านจะเป็นทานลับ และพระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่ลี้ลับ จะประทานบำเหน็จแก่ท่าน

 

Jesus begins in this section of His message by giving us a principle and then explaining and applying that principle.  

ตอนนี้พระเยซูทรงเริ่มพระธรรมของพระองค์  โดยให้หลักข้อเชื่อแก่เราแล้วทรงอธิบายและนำหลักข้อเชื่อมาประยุกต์ใช้

Don’t do righteous things just to be noticed by others. 

อย่าทำความชอบธรรมเพียงเพื่อจะให้คนอื่นสังเกตเห็น

Then He goes on to apply this to giving, praying, and then fasting. 

จากนั้นทรงตรัสต่อไปให้ทำสิ่งนี้ การให้ การอธิษฐาน แล้วก็การถืออดอาหาร

So, He is talking about the motives for which you do these things, it should not be a desire to be recognized and noted by men.

ดังนั้นพระองค์กำลังตรัสเกี่ยวกับแรงจูงใจที่คุณทำสิ่งเหล่านี้    มันไม่ควรเป็นความปรารถนาให้ผู้คนยอมรับและมองเห็น

Take heed that you do not do your righteous acts to be seen of men.

จงระวังว่าคุณไม่ได้ทำความชอบธรรมเพื่อที่จะให้ผู้คนเห็น

 

The Bible tells us that we are all going to stand before the judgment seat of Christ and our works are going to be judged of what sort they are.

พระคัมภีร์สอนเราว่า    เราทุกคนจะไปยืนอยู่ต่อพระบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระคริสต์ และผลการประพฤติของเราจะได้รับการพิพากษาตามที่เราทำลงไป

Our works will be judged by the motives behind the work; what motivated you to do it.  And if your motivations in doing righteous deeds was wrong, then those deeds are worthless, and they will be burned and consumed as wood, hay, and stubble.

ความประพฤติของเราจะถูกพิพากษาโดยแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำ; อะไรเป็นแรงจูงใจให้คุณทำมัน และถ้าแรงจูงใจให้คุณกระทำความดีทั้งหลายนั้นผิด   แล้วการกระทำเหล่านี้จะไร้ค่า   และสิ่งเหล่านั้นจะถูกเผาไหม้ไปเหมือนใบไม้ หญ้าแห้งและตอซัง

For all of our works will be tried by fire.

เพราะการประพฤติทุกอย่างของเราจะถูกหลอมด้วยไฟเพื่อทดสอบ

Many of our works that we have done for the Lord will just be consumed. They'll go up in smoke.

ความประพฤติหลายอย่างที่เราได้ทำเพื่อพระเจ้าจะถูกเผาผลาญ มันจะเป็นเปลวไฟลอยขึ้น

Now, those things which you've done out of a pure heart and pure motive before God, those that remain the testing of fire, you'll receive a reward for them.

ตอนนี้ สิ่งที่คุณได้ทำลงไปจากใจบริสุทธิ์และแรงจูงใจที่บริสุทธิ์ต่อพระพักตร์พระเจ้า   บรรดาสิ่งที่ยังเหลืออยู่เพื่อการทดสอบด้วยไฟ    คุณจะได้รับบำเหน็จรางวัลเพราะสิ่งเหล่านั้น

But all of our works are to be judged of what sort or what motivation is behind the works. [1]

แต่ความประพฤติทั้งหมดของเราจะต้องถูกพิพากษาตามชนิดหรือแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนั้น

 

Paul spoke of building on the foundation of our faith in Christ and that love of Christ which motivated him.

เปาโลพูดถึงการวางรากฐานความเชื่อของเราในพระคริสต์และความรักของพระคริสต์ที่ส่งแรงบันดาลใจเขา

 

1 Corinthians 3:12-15 (ESV)

12 Now if anyone builds on the foundation with gold, silver, precious stones, wood, hay, straw-

1โครินธ์3:12-15

12 บนรากนั้นถ้าใครจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง

13 each one's work will become manifest, for the Day will disclose it, because it will be revealed by fire, and the fire will test what sort of work each one has done.

13การงานของแต่ละคนก็จะปรากฏให้เห็น เพราะวันพิพากษานั้นภาษากรีกแปลตรงตัวว่า วันนั้นจะสำแดงให้เห็น คือจะถูกเผยให้เห็นด้วยไฟ และไฟนั้นจะพิสูจน์ว่าการงานของแต่ละคนเป็นอย่างไร

14 If the work that anyone has built on the foundation survives, he will receive a reward.

14ถ้าการงานของใครที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ คนนั้นก็จะได้บำเหน็จ

15 If anyone's work is burned up, he will suffer loss, though he himself will be saved, but only as through fire.

15ถ้าการงานของใครถูกเผาไหม้ไป คนนั้นก็จะได้รับความสูญเสีย ส่วนตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ

 

2 Corinthians 5:14 (ESV) For the love of Christ controls us, because we have concluded this: that one has died for all, therefore all have died;

2โครินธ์ 5:14 เพราะว่าความรักของพระคริสต์ได้ครอบครองเราอยู่   เพราะเราคิดเห็นอย่างนี้ว่ามีผู้หนึ่งได้ตายเพื่อคนทั้งปวง   เหตุฉะนั้นคนทั้งปวงจึงตายแล้ว

 

Love is the greatest motivator for Christian service.

รักเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการรับใช้ของคริสเตียน  

Paul spoke about this in 1 Corinthians 13, I can be doing a lot of wonderful things but if I don't do it in love, they become worthless.

เปาโลพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ใน 1 โครินธ์บทที่ 13   ข้าพเจ้าสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากมาย แต่ถ้าข้าพเจ้าไม่ทำมันด้วยความรัก    การกระทำของข้าพเจ้ากลายเป็นสิ่งไร้ค่า

I can even sell everything that I have, distribute all to the poor but if it is not done in love it is worthless. 

ผมยังสามารถขายทุกอย่างที่ผมมีแจกจ่ายให้แก่คนยากจน แต่ถ้ามันไม่ได้ทำด้วยความรักมันก็เป็นสิ่งไร้ค่า

What you do is going to be seen; it's going to be noticed.

สิ่งที่คุณทำไปก็จะมีคนเห็น; มันจะเป็นที่สังเกตเห็นได้

You can't hide the light.  You're the light of the world. 

คุณไม่สามารถซ่อนความสว่าง คุณเป็นความสว่างของโลก

 

Matthew  5:16 (ESV) In the same way, let your light shine before others, so that they may see your good works and give glory to your Father who is in heaven.

มัทธิว 5:16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง   จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวงเพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ   เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์

 

That's not always easy to do, but we are to seek to do those good works in such a way that when people see what we are doing, they won't be glorifying us, but they'll be glorifying God.

นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะทำ  แต่เราต้องพยายามประพฤติดีในแบบที่ว่าเมื่อมีคนเห็นสิ่งที่เรากำลังทำ    พวกเขาจะไม่สรรเสริญเรา แต่พวกเขาจะพากันสรรเสริญพระเจ้า

And that has to be of course, the motive behind it all to bring glory to God because I love God.  I want to serve God.

และแน่นอนจะต้องเป็นเช่นนั้น   แรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังมันทั้งหมดเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า    เพราะผมรักพระเจ้าผมต้องการที่จะรับใช้พระเจ้า

I'm doing it for Him, that is the motive that God will honor.

ผมกำลังทำงานเพื่อพระองค์ นั่นเป็นแรงจูงใจที่พระเจ้าจะทรงยกย่อง

But if my motive is to receive glory and praise and credit from men, then the glory, praise, and credit that I receive is my reward.[2]

แต่ถ้าแรงจูงใจของผมเพื่อได้รับคำยกย่องให้เกียรติ คำสรรเสริญ และความเชื่อถือจากมนุษย์   แล้วคำยกย่องให้เกียรติ คำสรรเสริญและความเชื่อถือที่ผมได้รับก็เป็นบำเหน็จรางวัลของผมเอง

 

Don’t brag about your giving and don’t try to draw attention to yourself, seeking praise from others.  This was the sin of Ananias and Saphira.

อย่าเที่ยวโอ้อวดเรื่องการให้ของคุณและอย่าพยายามที่จะดึงดูดความสนใจไปที่ตัวเอง, พยายามหาคำสรรเสริญจากคนอื่นๆ  นี่คือความบาปของอานาเนียกับสัปฟีรา  

 

Acts 5:1-11 (ESV) 

1But a man named Ananias, with his wife Sapphira, sold a piece of property,

1แต่มีชายคนหนึ่ง   ชื่ออานาเนียกับภรรยาชื่อสัปฟีรา   ได้ขายที่ดินของตน

2and with his wife's knowledge he kept back for himself some of the proceeds and brought only a part of it and laid it at the apostles' feet.

2แล้วเก็บเงินค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้ ภรรยาของเขาก็รู้ด้วย อีกส่วนหนึ่งนั้นเขานำมาวางไว้ที่เท้าของพวกอัครทูต

3But Peter said, “Ananias, why has Satan filled your heart to lie to the Holy Spirit and to keep back for yourself part of the proceeds of the land?

3เปโตรจึงถามว่า “อานาเนีย ทำไมซาตานชื่อหนึ่งของมาร มีความหมายว่า ผู้ขัดขวาง (ปฏิปักษ์)จึงควบคุมใจของเจ้าให้โกหกต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทำให้เจ้าเก็บค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้?

4While it remained unsold, did it not remain your own? And after it was sold, was it not at your disposal? Why is it that you have contrived this deed in your heart?  You have not lied to men but to God.”

4เมื่อที่ดินยังอยู่ก็เป็นของเจ้าไม่ใช่หรือ? เมื่อขายแล้วเงินก็ยังอยู่ในสิทธิอำนาจของเจ้าไม่ใช่หรือ? มีอะไรทำให้ใจของเจ้าคิดทำอย่างนี้? เจ้าไม่ได้โกหกมนุษย์แต่โกหกพระเจ้า”

5When Ananias heard these words, he fell down and breathed his last. And great fear came upon all who heard of it.

5เมื่ออานาเนียได้ยินคำเหล่านั้นก็ล้มลงและสิ้นใจ ทุกคนที่รู้เรื่องก็เกิดความเกรงกลัวอย่างยิ่ง

6The young men rose and wrapped him up and carried him out and buried him.

6พวกคนหนุ่มก็มาห่อศพเขาแล้วหามไปฝัง

7After an interval of about three hours his wife came in, not knowing what had happened.

7หลังจากนั้นประมาณสามชั่วโมง ภรรยาของเขาซึ่งยังไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เข้าไป

8And Peter said to her, “Tell me whether you sold the land for so much.” And she said, “Yes, for so much.”

8เปโตรถามนางว่า “เจ้าขายที่ดินได้ราคาเท่านั้นหรือ จงบอกข้าเถิดนางจึงตอบว่า “ได้เท่านั้นค่ะ”

9But Peter said to her, “How is it that you have agreed together to test the Spirit of the Lord? Behold, the feet of those who have buried your husband are at the door, and they will carry you out.”

9เปโตรจึงถามนางว่า “ทำไมเจ้าสองคนถึงพร้อมใจกันทดลองพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า? นี่แน่ะ เท้าของพวกคนที่ฝังศพสามีเจ้าอยู่ที่ประตู และพวกเขาจะหามศพของเจ้าออกไปด้วย”

10Immediately she fell down at his feet and breathed her last. When the young men came in they found her dead, and they carried her out and buried her beside her husband.

10ทันใดนั้นนางก็ล้มลงสิ้นใจแทบเท้าของเปโตร เมื่อพวกคนหนุ่มเข้ามาพบว่านางตายแล้ว ก็หามศพออกไปฝังไว้ข้างสามีของนาง

11And great fear came upon the whole church and upon all who heard of these things.

            11ทั่วคริสตจักรและทุกคนที่ได้ยินเหตุการณ์นั้นก็เกิดความเกรงกลัวอย่างยิ่ง

 

Matthew 6:5-8 (NASB)

5 “When you pray, you are not to be like the hypocrites; for they love to stand and pray in the synagogues and on the street corners so that they may be seen by men.  Truly I say to you, they have their reward in full.

5 “เมื่อท่านทั้งหลายอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนพวกหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลาและตามมุมถนนต่างๆ เพื่อจะให้คนทั้งปวงเห็น เราบอกความจริงกับพวกท่านว่าพวกเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว

6 “But you, when you pray, go into your inner room, close your door and pray to your Father who is in secret, and your Father who sees what is done in secret will reward you.

6 ส่วนท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน และเมื่อปิดประตูแล้ว จงอธิษฐานต่อพระบิดาของท่านผู้สถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่ลี้ลับจะประทานบำเหน็จแก่ท่าน

“And when you are praying, do not use meaningless repetition as the Gentiles do, for they suppose that they will be heard for their many words.

7 “แต่เมื่อพวกท่านอธิษฐาน อย่าพูดพล่อยๆ ซ้ำซาก เหมือนบรรดาคนต่างชาติเพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำ พระจึงจะโปรดฟัง

8 “So do not be like them; for your Father knows what you need before you ask Him.

8 อย่าทำเหมือนพวกเขาเลย เพราะว่าสิ่งไรซึ่งพวกท่านจำเป็น พระบิดาของท่านทรงทราบก่อนที่ท่านจะทูลขอต่อพระองค์ 

 

Jesus' warning against vain repetitions means we should avoid vain or meaningless words and repetition in our prayers.  Repeating things fills up time, but it does not prove our devotion or better our chances of God hearing us.

คำเตือนของพระเยซูเรื่องการทำซ้ำๆไร้สาระ  หมายความว่าเราควรหลีกเลี่ยงการพูดซ้ำๆ ใช้คำที่ไร้สาระและอธิษฐานซ้ำซาก  การกล่าวซ้ำๆ เพื่อให้หมดเวลา แต่ไม่ได้           พิสูจน์การอุทิศตัวของเราหรือว่าเป็นโอกาสดีกว่าของเราที่พระเจ้าจะทรงฟังเรา

 

The Lord's Prayer

คำอธิษฐานตามแบบพระเยซูเจ้า

 

Matthew 6:9-13 (NASB)

9 “Pray, then, in this way: ‘Our Father in heaven, hallowed be your name.

มัทธิว 6:9-13

9 เพราะฉะนั้นพวกท่านจงอธิษฐานเช่นนี้ว่า‘ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่คารพสักการะ

10 Your kingdom come, your will be done, on earth as it is in heaven.                                                                   

10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่  ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก

11 Give us this day our daily bread,

11 ขอประทานอาหารประจำวันแก่พวกข้าพระองค์ในวันนี้

12 and forgive us our debts, as we also have forgiven our debtors.                                                              

12 และขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์   เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์

13 And lead us not into temptation, but deliver us from evil. [For Thine is the Kingdom, and the power, and the glory forever.   Amen.]

13 และขออย่าทรงนำพวกข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง   แต่ขอให้พวกข้าพระองค์พ้นจากความชั่วร้าย  [เหตุว่าราชอำนาจ  และฤทธิ์เดช  และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์   อาเมน]

 

The Lord’s prayer is given in Luke chapter 11 also. 

คำอธิษฐานตามแบบพระเยซูเจ้าปรากฏในพระธรรมลูกาบทที่ 11 ด้วย

The reason why the last part of this verse is in brackets is because that part is  not in the early manuscripts and it is not in Luke, it has been added.   

เหตุผลที่ตอนสุดท้ายของข้อพระคัมภีร์นี้อยู่ในวงเล็บ    เป็นเพราะตอนนั้นไม่อยู่ใน    ต้นฉบับสมัยแรกเริ่ม   และมันไม่ได้อยู่ในพระธรรมลูกา   มันถูกเพิ่มเติมเข้ามา

Notice in verse 12 it said, forgive us our debts or sins in the same way that we forgive others. 

สังเกตในข้อ 12  ที่กล่าวว่า  จงยกหนี้หรือความบาปของเราเช่นเดียวกับที่เราให้อภัยผู้อื่น

Are you forgiving others? 

คุณกำลังให้อภัยคนอื่นๆ หรือไม่

Some people have the tendency to refuse to forgive others, to instead have bitterness and hold a grudge. 

บางคนมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธไม่ให้อภัยคนอื่น ๆ  เขาจึงมีความขมขื่นและยึดติดความคับแค้นใจแทนที่

Then in prayer here they are saying God would you forgive me that same way.   I don’t think they want that same kind of forgiveness. 

แล้วในคำอธิษฐานที่นี่พวกเขากำลังบอกว่า   พระเจ้าข้า ขอทรงยกโทษให้ข้าพเจ้าแบบเดียวกันนั้น   ข้าพเจ้าไม่คิดว่าพวกเขาต้องการการให้อภัยแบบเดียวกันนั้น

 

Matthew 6:14-15 (NASB)

14 For if you forgive others for their transgressions, your heavenly Father will also forgive you.

มัทธิว6:14-15

14 เพราะว่าถ้าพวกท่านให้อภัยการล่วงละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์จะทรงให้อภัยการล่วงละเมิดของพวกท่านด้วย 

15 But if you do not forgive others, then your Father will not forgive your transgressions.

15 แต่ถ้าพวกท่านไม่ให้อภัยการล่วงละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านจะไม่ทรงให้อภัยการล่วงละเมิดของพวกท่านเหมือนกัน

 

Some things to notice in the Lord’s Prayer – The prayer begins by saying who you are speaking to, “Our Father who is in Heaven”   

หลายอย่างที่น่าสังเกตในคำอธิษฐานตามแบบพระเยซู – คำอธิษฐานที่เริ่มต้นโดยกล่าวถึงผู้ที่ คุณกำลังกราบทูล "ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์"

His Name is Holy.  The first and most important thing is to praise God-acknowledging who God is and thanking Him for what He has done.

พระนามของพระองค์เป็นที่บริสุทธิ์  สิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือการสรรเสริญพระเจ้า   ยอมรับว่าพระเจ้าคือผู้ใด  และขอบคุณพระองค์สำหรับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำ

Next is praying for the purpose of God to come in your life, family, church, country, and world-by asking God for His will to be done.

ต่อไปคือการอธิษฐานเผื่อพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของคุณ   ครอบครัว  คริสตจักรประเทศชาติและโลก โดยขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จครบถ้วน

Thirdly, you can ask for provision, for God to meet your daily needs. Jesus also taught us to pray for purity that God would forgive us our sins just as we forgive others who sin against us.

ประการที่สาม   คุณสามารถทูลขอสิ่งที่จะทรงประทานให้  ข้าแต่พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์พระเยซูยังทรงสอนให้เราอธิษฐานเพื่อความบริสุทธิ์   ขอให้พระเจ้าจะทรงโปรดยกบาปของเรา   เหมือนกับที่เรายกโทษให้คนอื่น ๆ ที่กระทำบาปต่อเรา

We are to also pray for protection and deliverance from the Devil.

เราต้องอธิษฐานเผื่อการปกป้องคุ้มครองและการปลดปล่อยให้พ้นจากมารร้าย

And finally, we set our priorities when we acknowledge to God that "Yours in the kingdom, the power, and the glory."

และสุดท้าย  เรายกให้พระองค์เป็นที่หนึ่งโดยยอมรับพระเจ้าว่า "ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่  ฤทธิ์อำนาจและพระสิริของพระองค์"

 

In its simplest form, prayer is just talking to God.  But sometimes we just don't know what to say. 

มันเป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุด  การอธิษฐานเป็นเพียงการสนทนากับพระเจ้า แต่บางครั้งเราก็       ไม่รู้ว่าจะกราบทูลอะไร

Don't feel awkward if you don't know how to pray-even Jesus' own disciples asked for help, “Lord, teach us how to pray” (Luke 11:1). 

อย่ารู้สึกอึดอัดใจถ้าคุณไม่ทราบว่าจะอธิษฐานอย่างไร   แม้แต่สาวกของพระเยซูก็ทูลขอความช่วยเหลือ " ข้าแต่พระเจ้า ขอโปรดสอนเราว่าจะอธิษฐานอย่างไร" (ลูกา 11:1)

Many Christians do not devote consistent time to prayer because they don't know how or because they do not realize the power of their prayer.

คริสเตียนหลายคนไม่อุทิศเวลาสม่ำเสมอในการอธิษฐานเพราะพวกเขาไม่ทราบจะอธิษฐานอย่างไร หรือเพราะพวกเขาไม่ได้ตระหนักถึงพลังแห่งคำอธิษฐานของพวกเขา

Just like a child must learn to walk, so a Christian must learn to pray-and just as a person will not do much in his life without first walking, so the Christian will not accomplish much without praying.

เช่นเดียวกับเด็กที่ต้องเรียนรู้หัดเดิน  คริสเตียนก็ต้องเรียนรู้ที่จะอธิษฐานด้วย  และเช่นเดียวกับบุคคลหนึ่งยังไม่ทำอะไรมากนักโดยไม่เริ่มต้นเดินเสียก่อน  ดังนั้นคริสเตียนจะไม่ประสบความสำเร็จใดๆ มากโดยปราศจากการอธิษฐาน

Just like a good parent will give his child what he needs, God loves to give good gifts to His children.  As you set out to pray faithfully, you begin on a lifelong adventure of answered prayer from your heavenly Father!

เช่นเดียวกับผู้ปกครองที่ดีก็จะให้สิ่งที่ลูกของเขาต้องการ  พระเจ้าทรงรักที่จะให้ของขวัญที่ดีแก่บุตรของพระองค์  ในขณะที่คุณเริ่มต้นอธิษฐานอย่างสัตย์ซื่อ  คุณเริ่มต้นในการผจญภัยตลอดชีวิตในการอธิษฐานที่ได้รับคำตอบจากพระบิดาของคุณในสวรรค์!

 

1 John 5:14-15 (ESV)

14 Now this is the confidence that we have in him, that if we ask anything according to his will, he hears us.

1ยอห์น5:14-15

14และนี่เป็นความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟัง

15 And if we know that he hears us, whatever we ask, we know that we have the petitions that we have asked of him.

15และถ้าเรารู้ว่าพระองค์ทรงฟังเมื่อเราทูลขอสิ่งใด เราก็รู้ว่าเราได้รับสิ่งที่ทูลขอนั้นจากพระองค์

 

Psalm 34:17 (ESV) The righteous cry out, and the LORD hears, and delivers them out of all their troubles.

เพลงสดุดี34:17 17เมื่อคนชอบธรรมร้องทูล พระยาห์เวห์ทรงสดับ

และทรงช่วยกู้เขาให้พ้นจากความยากลำบากทั้งสิ้น

 

Philippians 4:6-7 (ESV)

6 do not be anxious about anything, but in everything by prayer and supplication with thanksgiving let your requests be made known to God.

ฟีลิปปี4:6-7

6อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ

 7 And the peace of God, which surpasses all understanding, will guard your hearts and your minds in Christ Jesus.

7แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์

 

            Don't worry about anything; instead, pray about everything.  Tell God what you need and thank Him for all He has done.  If you do this, you will experience God's peace, which is far more wonderful than the human mind can understand.  His peace will guard your hearts and minds as you live in Christ Jesus.[3]

อย่ากังวลเกี่ยวกับสิ่งใดๆ แต่จงอธิษฐานทุกอย่าง ทูลต่อพระเจ้าสิ่งที่คุณต้องการและขอบพระคุณพระองค์สำหรับทุกสิ่งที่ทรงกระทำ ถ้าคุณทำเช่นนี้, คุณจะได้สัมผัสกับความสันติสุขในพระเจ้า ซึ่งยอดเยี่ยมมากขึ้นกว่าจิตใจของมนุษย์สามารถเข้าใจได้ สันติสุขของพระองค์จะคุ้มครองจิตใจและความนึกคิดของคุณในขณะที่คุณอยู่ในพระเยซูคริสต์

God always answers prayer, but we must realize that God sometimes answers no, sometimes answers wait, and sometimes He answers yes.  So, don't think that He is not answering your prayers.

พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานเสมอ  แต่เราต้องตระหนักว่าบางครั้งพระเจ้าทรงตอบว่าไม่บางครั้งทรงตอบว่ารอไปก่อน  และบางครั้งทรงตอบว่าใช่  ดังนั้นอย่าคิดว่าพระองค์ไม่ทรงตอบคำอธิษฐานของคุณ

You must pray according to His will.

คุณต้องอธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระองค์

 

Fasting

การถืออดอาหาร

 

Matthew 6:16-18 (NASB)

16 “Whenever you fast, do not put on a gloomy face as the hypocrites do, for they neglect their appearance so that they will be noticed by men when they are fasting.  Truly I say to you, they have their reward in full.

16 “เมื่อท่านทั้งหลายถืออดอาหาร อย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนพวกคนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเขาทำหน้าให้มอมแมม เพื่อจะให้คนเห็นว่าเขาถืออดอาหาร เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า พวกเขาได้บำเหน็จของเขาแล้ว 

17 But you, when you fast, anoint your head and wash your face

17 แต่ท่านเมื่อถืออดอาหาร จงล้างหน้าและเอาน้ำมันชโลมศีรษะ

18 so that your fasting will not be noticed by men, but by your Father who is in secret; and your Father who sees what is done in secret will reward you.

18 เพื่อคนทั้งหลายจะไม่รู้ว่าท่านถืออดอาหาร แต่ให้ปรากฏแก่พระบิดาของท่าน ผู้สถิตในที่ลี้ลับ และพระบิดาของท่าน ผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่ลี้ลับจะประทานบำเหน็จแก่ท่าน

 

There can be great benefit to fasting to just really focus on the Lord and prayer, but don’t brag about it. 

มีผลดีมากในการอดอาหารที่เพียงมุ่งเน้นจริงๆไปที่พระเจ้าและการอธิษฐาน แต่อย่าคุยอวดเรื่องนี้

Just quietly skip a few meals and spend that time in prayer and meditating on the Word of God. 

เพียงแค่ยกเลิกกินอาหารบางมื้ออย่างเงียบ ๆ และใช้เวลาในการอธิษฐานและใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า

 

So, Jesus taught us don’t do righteous things just to be noticed by others.  Then He went on to apply that to giving, praying, and then fasting. 

ดังนั้น พระเยซูทรงสอนเราว่าอย่าทำสิ่งที่ชอบธรรมเพียงเพื่อให้ผู้อื่นสังเกตเห็น จากนั้นพระองค์ก็ทรงสอนให้นำไปใช้ในเรื่องการให้  การอธิษฐานและการถืออดอาหาร

He gave us a model of prayer where we give Him praise, we ask that His will would be done, we ask for forgiveness of sin, just like we forgive others, we ask that He meet our daily needs. 

พระองค์ทรงให้แบบอย่างของคำอธิษฐานที่เราสรรเสริญพระองค์ เราทูลขอให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ  เราทูลขอให้ทรงให้อภัยบาปผิด  เช่นเดียวกับที่เราให้อภัยผู้อื่น  เราขอให้พระองค์ประทานให้ตามความต้องการของเราในชีวิตประจำวัน

I hope your heart has been stirred today to prayer more and let God have the glory. 

ฉันหวังว่าคุณได้รับการเร้าจิตใจในวันนี้เพื่ออธิษฐานมากขึ้นและขอให้พระสิริมีแด่พระเจ้า

 

Lord, I thank You for the privilege and the power of prayer. 

Help us Lord to pray more, to trust You more, and to be careful to give you all the thanks, praise, and glory You so richly deserve. 

ข้าแต่พระเจ้า ขอขอบพระคุณสำหรับสิทธิพิเศษและพลังแห่งการอธิษฐาน  ขอพระเจ้าโปรดช่วยให้เราอธิษฐานมากขึ้น  ไว้วางใจพระองค์มากขึ้น  และต้องระมัดระวังที่จะขอบพระคุณพระองค์ทั้งสิ้น   ทั้งคำสรรเสริญและถวายพระเกียรติแด่พระองค์อย่างมากที่ทรงสมควรได้รับ

Lord, we love You and we are so thankful for Your great love for us. 

ข้าแต่พระเจ้า  เรารักพระองค์และเราขอบพระคุณสำหรับความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อเรา

In Jesus name, amen.

ในพระนามพระเยซูเจ้า อาเมน


          This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษเท่านั้น)

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพรคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Matthew 6.

[2] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 6.

[3] “Prayer for Peace,” All About Prayer https://www.allaboutprayer.org/prayer-for-peace.htm  (accessed June 6, 2012.)

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top