Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 7 Don’t Judge but be Discerning, and Pray According to God’s Will

มัทธิวบทที่ 7 อย่าตัดสินแต่จะฉลาดและอธิษฐานตามพระเจ้าจะ

 

We learned last week about not practicing our righteousness before other people in order to be seen by them.   

เราได้เรียนรู้สัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าอย่าประพฤติความชอบธรรมของเราต่อหน้าคนอื่น ๆ เพื่อจะให้พวกเขาเห็น

We learned about the Lord’s Prayer, the model prayer.  

เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับคำอธิษฐานตามแบบของพระเยซู ที่ถือเป็นแบบอย่าง

We learned about laying up treasures in Heaven.  

เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการส่ำสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์

So, our priority is not wealth but the kingdom of God.   

ดังนั้นความสำคัญอันดับแรกของเราไม่ใช่ความมั่งคั่ง  แต่เป็นแผ่นดินของพระเจ้า

This seems to me where worry can really come in, when you start thinking way out into the future. 

สำหรับฉัน นี่ดูเหมือนได้นำความหนักใจเข้ามาจริงๆ  เมื่อคุณเริ่มคิดหาทางออกในอนาคต

We need to take one day at a time and focus on God, on righteousness, on holy living.    Jesus taught us not worry but to seek first His kingdom. 

เราจำเป็นต้องใช้เวลาหนึ่งต่อวันและมุ่งเน้นที่พระเจ้า   ความชอบธรรม   ชีวิตที่บริสุทธิ์ พระเยซูทรงสอนเราไม่ให้กังวลใจ แต่สิ่งแรกคือให้แสวงหาแผ่นดินของพระองค์

He will supply our needs.

พระองค์จะทรงเป็นผู้จัดหาให้ตามความต้องการของเรา

 

Jesus is the Master Teacher and it is interesting to study his teaching methods. 

พระเยซูทรงเป็นบรมครูอาจารย์  และน่าสนใจที่จะศึกษาวิธีการสอนของพระองค์

 

He used the method of declaring a principle, amplifying it and then illustrating it.

ทรงใช้วิธีการประกาศหลักข้อเชื่อ  ขยายความ แล้วก็แสดงให้เห็นภาพ

He declares a truth.

ทรงประกาศความจริง

It's important that we have certain principles established within our life by which we live.

เป็นสิ่งสำคัญคือเราจะมีหลักข้อเชื่อที่แน่นอน  ที่ก่อรากขึ้นภายในชีวิตของเราซึ่งเรามีชีวิตอยู่

We need to know why we live by these principles and that's understood by having them illustrated for us.

เราจำเป็นต้องรู้ว่าทำไมเรามีชีวิตอยู่ตามหลักข้อเชื่อเหล่านี้   และนั่นก็เป็นที่เข้าใจโดยภาพที่แสดงให้เห็น

And so He follows this method consistently in the Sermon on the Mount, declaring the principle and then amplifying the principle by illustration. 

และดังนั้น  ทรงทำตามวิธีนี้้เสมอในคำเทศนาบนภูเขา   ประกาศหลักความเชื่อและจากนั้นขยายความโดยแสดงให้เห็นภาพ

So as we begin chapter seven we begin with a new principle, regarding judging others.

ดังนั้น  เมื่อเราจะเริ่มต้นศึกษาบทที่เจ็ด   เราเริ่มด้วยหลักความเชื่อใหม่ เรื่องการกล่าวโทษผู้อื่น

               

Matthew 7:1-2

1 “Judge not, that you be not judged.

มัทธิว7:1-2

1 “อย่ากล่าวโทษเขา   เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน

2 For with the judgment you pronounce you will be judged, and with the measure you use it will be measured to you.

2 เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร   พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น   และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด   พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น

 

That's the principle just judge not that you be not judged. And then He goes on to amplify it. [1]

นั่นคือหลักข้อเชื่อว่า   จงอย่ากล่าวโทษใครเพื่อว่าคุณจะไม่ถูกกล่าวโทษ และจากนั้นพระองค์ทรงขยายความข้อนี้

 

Matthew 7:3-5 (ESV)

3 Why do you see the speck that is in your brother's eye, but do not notice the log that is in your own eye?

มัทธิว7:3-5

3 เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน   แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน   ท่านก็ไม่รู้สึก

4 Or how can you say to your brother, ‘Let me take the speck out of your eye,’ when there is the log in your own eye?

4 เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า   'ให้ข้าพเจ้าเขี่ยผงออกจากตาของเธอ'   แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง

5 You hypocrite, first take the log out of your own eye, and then you will see clearly to take the speck out of your brother's eye.  

5 ท่านคนหน้าซื่อใจคด   จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน   แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด   จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้  

 

Often it is quite easy to see the sin in other people while overlooking the sin in your own life. 

บ่อยครั้งที่มันง่ายมากที่จะมองเห็นความบาปของคนอื่น ๆ ในขณะที่เรามองข้ามความบาปในชีวิตของตนเอง

Sometimes we are very critical of sin’s that we don’t have a problem with. 

บางครั้งเราวิจารณ์เรื่องของบาปโดยที่เราไม่ได้มีปัญหากับมัน

For example, many Christians are extremely critical of homosexuality and yet overlook the sins of gluttony and gossip or worse in their own life. 

ยกตัวอย่างเช่น  คริสเตียนจำนวนมากที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องรักร่วมเพศ    แต่กลับมองข้ามความบาปของนิสัยตะกละและการนินทาหรือที่แย่กว่านั้นในชีวิตของตัวเอง

 

2 Samuel 11 tells the story of King David’s adultery with Bathsheba.   

2 ซามูเอลบทที่ 11 บอกเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ดาวิดที่ทรงเป็นชู้กับนางบัทเชบา

David had seen her bathing from his roof top, he invited her to his home and had sex with her. 

ดาวิดทรงเห็นเธออาบน้ำจากด้านบนหลังคาสถานที่ประทับ   พระองค์ได้ทรงเชิญเธอไปที่ประทับของพระองค์และมีเพศสัมพันธ์กับเธอ

Then to cover his sin, he had her husband come from the war so it would be thought that he was the father. 

จากนั้นเพื่อทรงปกปิดความผิดบาปของพระองค์เสีย    พระองค์ทรงรับสั่งให้สามีของเธอกลับมาจากสงครามเพื่อให้ใครคิดว่าเขาเป็นพ่อของเด็ก

Uriah refused to sleep with his wife while his comrades were still on the battle field.  David then arranged that Uriah would be killed in battle. 

อุรีอาห์ปฏิเสธที่จะหลับนอนกับภรรยาของเขาในขณะที่สหายพรรคพวกของเขายังคงอยู่ในสนามรบ ดาวิดจึงทรงวางแผนให้อุรีอาห์ถูกฆ่าตายในสงครามเลย

So David was guilty of both adultery and pre-meditated murder.  Nathan the prophet rebuked David for his sin using a story. 

ดังนั้นดาวิดจึงทรงมีความผิดที่เป็นชู้และวางแผนการสังหารไว้ก่อน  นาธาน ผู้เผยพระวจนะก็ใช้เรื่องนี้ประณามดาวิดเรื่องบาปของพระองค์

 

2 Samuel 12:1-10

1 And the LORD sent Nathan to David. He came to him and said to him, “There were two men in a certain city, the one rich and the other poor.

2 ซามูเอล12:1-10

1 พระเจ้าทรงใช้ให้นาธันไปหาดาวิด   นาธันก็ไปเข้าเฝ้าและกราบทูลพระองค์ว่า   “ในเมืองหนึ่งมีชายสองคน   คนหนึ่งมั่งมี  อีกคนหนึ่งยากจน

2 The rich man had very many flocks and herds,

2 คนมั่งมีนั้นมีแพะแกะและโคเป็นอันมาก

3 but the poor man had nothing but one little ewe lamb, which he had bought. And he brought it up, and it grew up with him and with his children. It used to eat of his morsel and drink from his cup and lie in his arms, and it was like a daughter to him.

3 แต่คนจนนั้นไม่มีอะไรเลย   เว้นแต่แกะตัวเมียตัวเดียวที่ซื้อเขามา  ซึ่งเขาเลี้ยงไว้   และอยู่กับเขา   มันได้เติบโตขึ้นพร้อมกับบุตรของเขา   กินอาหารร่วมและดื่มน้ำถ้วยเดียวกับเขา   นอนในอกของเขา   และเป็นเหมือนบุตรสาวของเขา

4 Now there came a traveler to the rich man, and he was unwilling to take one of his own flock or herd to prepare for the guest who had come to him, but he took the poor man's lamb and prepared it for the man who had come to him.”

4 ฝ่ายคนมั่งมีคนนั้นมีแขกคนหนึ่งมาเยี่ยม   เขาเสียดายที่จะเอาแพะแกะหรือโคของตน มาทำอาหารเลี้ยงคนที่มาเยี่ยมนั้น   จึงเอาแกะตัวเมียของชายคนจนนั้นเตรียมเป็น อาหารให้แก่ชายที่มาเยี่ยมตน”

5 Then David's anger was greatly kindled against the man, and he said to Nathan, “As the LORD lives, the man who has done this deserves to die,

5 ดาวิดกริ้วชายคนนั้นมาก  และรับสั่งแก่นาธันว่า   “พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด   ผู้ชายที่กระทำเช่นนั้นจะต้องตาย

6 and he shall restore the lamb fourfold, because he did this thing, and because he had no pity.”

6 และจะต้องคืนแกะให้สี่เท่าเพราะเขาได้กระทำอย่างนี้   และเพราะว่าเขาไม่มีเมตตาจิต”  

7 Nathan said to David, “You are the man! Thus says the LORD, the God of Israel, ‘I anointed you king over Israel, and I delivered you out of the hand of Saul.

7 นาธันจึงทูลดาวิดว่า   “ฝ่าพระบาทนั่นแหละคือชายคนนั้น   พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า   'ข้าพเจ้าได้เจิมตั้งเจ้าไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล   และข้าพเจ้าช่วยกู้เจ้าออกมาจากมือของซาอูล

8 And I gave you your master's house and your master's wives into your arms and gave you the house of Israel and of Judah. And if this were too little, I would add to you as much more.

8 และข้าพเจ้าได้มอบวงศ์เจ้านายของเจ้าไว้ในมือของเจ้า   และได้มอบภรรยาเจ้านายของเจ้าไว้ในอกของเจ้า   และมอบวงศ์วานอิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์ให้แก่เจ้า   ถ้าเท่านี้ยังน้อยไป   ข้าพเจ้าจะเพิ่มให้อีกเท่านี้

9 Why have you despised the word of the LORD, to do what is evil in his sight? You have struck down Uriah the Hittite with the sword and have taken his wife to be your wife and have killed him with the sword of the Ammonites.

9 ทำไมเจ้าดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า   กระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระองค์   เจ้าได้ฆ่าอุรีอาห์คนฮิตไทต์เสียด้วยดาบ   เอาภรรยาของเขามาเป็นภรรยาของตน   และได้ฆ่าเขาเสียด้วยดาบของคนอัมโมน

10 Now therefore the sword shall never depart from your house, because you have despised me and have taken the wife of Uriah the Hittite to be your wife.’

10 เพราะฉะนั้นดาบนั้นจะไม่คลาดไปจากราชวงศ์ของ เจ้าเพราะเจ้าได้ดูหมิ่นข้าพเจ้า   เอาภรรยาของอุรีอาห์คนฮิตไทต์มาเป็นภรรยาของเจ้า'

 

Romans 2:1 Therefore you have no excuse, O man, every one of you who judges. For in passing judgment on another you condemn yourself, because you, the judge, practice the very same things.

โรม2:1  เหตุฉะนั้นมนุษย์เอ๋ย   ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร   เมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่นนั้น   ท่านไม่มีข้อแก้ตัวเลย   เพราะเมื่อท่านกล่าวโทษผู้อื่น   ท่านก็ได้กล่าวโทษตัวเองด้วย   เพราะว่าท่านที่กล่าวโทษเขา   ก็ยังประพฤติอยู่อย่างเดียวกับเขา

 

If you look at something that someone is doing and you say, "Oh that's terrible, that's evil."

ถ้าคุณดูบางสิ่งบางอย่างที่ใครบางคนกำลังทำ    และคุณพูดว่า "โอ ช่างร้ายนัก  นั่นเป็นความชั่วร้าย."

You are acknowledging the fact that you know that it is wrong and that it is evil.

คุณกำลังยอมรับความจริงที่ว่าคุณรู้ดีว่ามันเป็นความผิดและว่ามันเป็นสิ่งที่ชั่ว

But if you are going ahead and are doing the same thing, only in a little different way, you are really condemning yourself in that you are acknowledging that you know what is right but you are doing what is wrong.

แต่ถ้าคุณกำลังทำต่อไปอีก  และกำลังทำแบบเดียวกันนั้น    แม้เพียงวิธีที่แตกต่างกันเล็กน้อย  จริงๆ คุณก็กล่าวโทษตัวเอง  โดยการที่คุณยอมรับว่า  คุณรู้ว่าสิ่งใดถูกต้อง แต่คุณกำลังทำสิ่งที่ผิด

You could really be in worse shape than the other person. 

จริงๆ คุณก็อยู่ในรูปแบบที่แย่มากกว่าคนอื่น

Your judging of another shows that you know better and yet you are doing the same thing or something similar. [2]

การที่คุณกล่าวโทษต่อผู้อื่นแสดงให้เห็นอีกว่าคุณรู้ดีกว่า   และคุณยังกำลังทำสิ่งเดียวกันหรือสิ่งที่คล้ายกันอีก

 

Matthew 7:6 “Do not give dogs what is holy, and do not throw your pearls before pigs, lest they trample them underfoot and turn to attack you.  

มัทธิว 7:6 “อย่าให้ของประเสริฐแก่สุนัข   อย่าโยนไข่มุกให้แก่สุกร   เกลือกว่ามันจะเหยียบย่ำเสีย   และจะหันกลับมากัดตัวท่านด้วย

 

So, when we consider this verse with what Jesus said previously about not judging. 

ดังนั้นเมื่อเราพิจารณาข้อนี้ด้วยสิ่งที่พระเยซูได้ทรงตรัสก่อนหน้านี้  เกี่ยวกับการไม่ตัดสิน

We find that we should not condemn others, nor should we be overcritical without first looking at the sin in our own lives. 

เราพบว่าเราไม่ควรตัดสินคนอื่นว่าผิด   หรือเราไม่ควรจะวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ได้ดูบาปในชีวิตของเราเอง

God is the one who judges, but that we are to be discerning.   

พระเจ้าทรงเป็นผู้เดียวที่ตัดสิน แต่เราจะต้องมองให้เข้าใจ

We can further see that sometimes we may be wasting our time and our breath by spending vast amounts of time on someone who is not receptive to the gospel but instead should move on to someone who is receptive.    

เรายังมองเห็นอีกว่า   บางครั้งเราอาจจะเสียเวลาและลมหายใจของเรา   โดยการใช้เวลามากมายกับบางคน  ผู้ที่ไม่ได้เปิดใจกว้างรับพระกิตติคุณ   แต่ควรหันไปใช้เวลากับคนที่เปิดใจยอมรับได้

And in this we need to be discerning.

และในเรื่องนี้เราจะต้องฉลาดมองทะลุ

 

The reason for judgment, then, is not that we might condemn others, but that we might be able to minister to them.

แล้วเหตุผลในการกล่าวโทษ  ไม่ใช่สิ่งเราอาจจะตำหนิคนอื่นว่าผิด  แต่ว่าเราอาจจะสามารถช่วยสั่งสอนพวกเขาได้

Notice that Jesus always dealt with individuals according to their needs and their spiritual condition. [3]  

ขอให้สังเกตว่าพระเยซูมักจัดการกับแต่ละบุคคลตามความต้องการและสภาพทางจิตวิญญาณของพวกเขา

 

So, a wise Christian first assesses the condition of a person’s heart before sharing the precious pearls at length. 

ดังนั้นคริสเตียนที่ฉลาด   ตอนแรกประเมินสภาพของหัวใจของคน    ก่อนที่จะร่วมแบ่งปันไข่มุกอันมีค่าในที่สุด

So, for example we may offer Jesus videos, tracts, and Bibles to any and all who will receive them, but then spend time and talk more with those who are receptive.

ดังนั้น ตัวอย่างเช่น  เราอาจเสนอเรื่องพระเยซู ในรูปวิดีโอ  ใบปลิวและพระคัมภีร์ใด ๆ แก่ใครๆ และทุกคนจะได้รับสิ่งเหล่านั้น   แต่แล้วไปใช้เวลาและพูดคุยกับผู้ที่มีใจอยากต้อนรับหรืออยากฟังมากกว่า

 

Jesus speaks about prayer

ถัดไปพระเยซูทรงตรัสเกี่ยวกับการอธิษฐาน

 

Matthew 7:7 (ESV) “Ask, and it will be given to you; seek, and you will find; knock, and it will be opened to you.

 มัทธิว7:7 “จงขอแล้วจะได้   จงหาแล้วจะพบ  จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน

 

These Greek words "ask, seek and knock" are in the present perfect tense, which to be properly translated in English would be; keep on asking, keep on seeking, keep on knocking, not just a once complete action but a continuing action.  [4]

คำภาษากรีกเหล่านี้ "จงขอ จงแสวงหาและจงเคาะ" อยู่ในรูปประโยคปัจจุบัน   ซึ่งได้รับการแปลอย่างถูกต้องเป็นภาษาอังกฤษ  จงขอต่อไป   จงแสวงหาต่อไป   จงเคาะต่อไป   ไม่ใช่เป็นเพียงการกระทำที่เสร็จครบถ้วนในครั้งเดียว  แต่ให้ทำการขอต่อไปอีกเรื่อยๆ

 

I have learned not just to pray once for a matter, but to keep on praying.  A big example of that for me and for many others is praying for someone’s salvation. 

ฉันได้เรียนรู้ไม่เพียงแต่อธิษฐานสำหรับเรื่องนั้นครั้งเดียว   แต่ให้อธิษฐานขอต่อไปเรื่อย ตัว   อย่างสำคัญของสิ่งนั้นสำหรับฉันและสำหรับคนอื่น ๆ อีกมากมาย   คือการอธิษฐานเพื่อความรอดของบางคน

I and my family prayed for a number of years for my Mom’s salvation until finally she has accepted Christ.   

ฉันและครอบครัวของฉันได้อธิษฐานเป็นเวลาหลายปีขอให้คุณแม่ของฉันได้รับความรอด   จนในที่สุดท่านได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์

So, we don’t just pray once and then give up.  

ดังนั้นเราจึงไม่เพียงแค่อธิษฐานครั้งเดียวแล้วล้มเลิกไป

We also see a progression of intensity in the three verbs, from simple asking to the more aggressive seeking to the still more aggressive knocking.  

เราต้องดำเนินการต่อเนื่องอย่างแข็งขันในกริยาสามแบบ   จากง่ายๆ  คือขออย่างหนักในเชิงรุกมากขึ้น และยังคงรุกแสวงหาต่อไป  จนถึงต้องเคาะต่อไปอย่างแข็งขัน

This suggests that our sincere requests to the Lord are not to be passive. Whatever of His will we know to do we should be doing.

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าคำขอจริงใจของเราต่อพระเจ้าไม่เป็นแบบเรื่อยเฉื่อย  สิ่งใดที่เรารู้ว่าเป็นพระประสงค์ของพระองค์ เราควรทำตามนั้น

If we are asking the Lord to help us find a job, we should be looking for a job ourselves while we await His guidance and provision.

ถ้าเรากำลังทูลขอให้พระเจ้าทรงช่วยให้เราได้งานทำ   เราควรจะมองหางานด้วยตัวเองในขณะที่เรารอคอยให้พระเจ้าทรงนำและจัดเตรียมการให้

If we are out of food, we should be trying to earn money to buy it if we can. [5]

ถ้าเราขัดสนไม่มีอาหารพอ เราควรพยายามที่จะหาเงินที่จะซื้อมัน ถ้าเราสามารถทำได้

 

We should be trying to find out all we can about what God's Word says on the subject involved.  If we are to have spiritual discernment, we must keep on asking God, keep on seeking His will, keep on knocking at the door that leads to greater ministry. [6]

เราควรจะพยายามที่จะค้นหาเท่าที่เราทำในพระวจนะของพระเจ้าที่กล่าวในเรื่องนี้ ถ้าเราต้องมีสายตามองฝ่ายจิตวิญญาณเพื่อมองเห็น   เราจะต้องทูลขอพระเจ้าต่อไป  แสวงหาพระประสงค์ของพระองค์ต่อไป   ช่วยเคาะที่ประตูต่อไป ที่จะนำไปสู่​​พันธกิจที่สำคัญกว่า

Matthew 7:8-11

8 For everyone who asks receives, and the one who seeks finds, and to the one who knocks it will be opened.

มัทธิว7:8-11

8 เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้   ทุกคนที่แสวงหาก็พบ   ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา

9 Or which one of you, if his son asks him for bread, will give him a stone?

9 ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร   เมื่อเขาขอขนมปัง

10 Or if he asks for a fish, will give him a serpent?

10 หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา

11 If you then, who are evil, know how to give good gifts to your children, how much more will your Father who is in heaven give good things to those who ask him!

11 เหตุฉะนั้น   ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป   ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน   ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด   พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์   จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์

 

The often-overlooked solution to our problems is prayer. 

เรามักจะมองข้ามการแก้ไขปัญหาของเราคือการอธิษฐาน

When all else has failed then we pray. 

เมื่อทุกสิ่งหมดหนทางแล้วเราก็อธิษฐาน

But we should be in prayer much before that.   

แต่เราควรจะอธิษฐานมากก่อนหน้านั้นด้วย

Also, this does not mean that we can ask for anything we want and Jesus will give it to us. 

นอกจากนี้  ก็ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถขออะไรที่เราต้องการ   และพระเยซูจะทรงประทานให้แก่เรา

Jesus’ phrase “Ask and you shall receive” occurs several times in the Gospel accounts in various forms.

วลีของพระเยซู "จงขอและจะได้รับ" ปรากฏหลายครั้งในเรื่องราวในพระกิตติคุณในรูปแบบต่างๆ

It is a saying that has often been misinterpreted by those who do not understand the verse in its context, but rather assume that Jesus’ meaning was “Ask for anything you want, and I’ll give it to you,” this is what is falsely taught in the prosperity gospel and word of faith teaching.

มันเป็นคำตรัสที่มักจะตีความผิดๆ โดยผู้ที่ไม่เข้าใจข้อพระคัมภีร์ในบริบทนั้น  แต่สันนิษฐานความหมายของพระเยซูเป็นดังนี้  " จงขออะไรที่เจ้าต้องการและเราจะให้มันแก่เจ้า" นี่คือสิ่งที่สอนเท็จในพระกิตติคุณที่อุดมสมบูรณ์ด้วยหลักคำสอนข้อเชื่อ

Sadly, the faith of many has been shipwrecked on the rocks of unanswered prayers that were prayed because of a belief in the faulty assumption that “ask and you shall receive” is an all-encompassing promise with no conditions.

น่าเศร้าที่ความเชื่อของผู้คนมากมายที่เรืออัปปางไปชนโขดหินในทะเล  ที่คำอธิษฐานยังไม่ได้รับคำตอบ   เพราะความเชื่อในสมมติฐานที่ผิดว่า " จงขอและจะได้รับ" คือคำสัญญาครอบคลุมทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข

Perhaps the most famous instance of “ask and you shall receive” is found here in Matthew 7:7-8 where Jesus tells His disciples during the Sermon on the Mount that whoever asks receives, whoever seeks finds, and to whomever knocks, the door will be opened.

บางทีตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดของ "จงขอและจะได้รับ" พบได้ในพระธรรมมัทธิว 7: 7-8 ที่พระเยซูตรัสบอกสาวกของพระองค์ในระหว่างทรงเทศนาบนภูเขาว่า    ใครก็ตามที่ขอก็ได้รับ  ใคร ก็ตามที่พยายามหาก็จะได้พบ    และประตูก็จะถูกเปิดแก่ใครก็ตามที่เคาะอยู่

We cannot gain a full understanding of Jesus’ meaning without reading the entire passage. Jesus goes on to say that God will not fail to give His children good things.

เราไม่สามารถเข้าใจความหมายของพระเยซูครบบริบูรณ์ โดยไม่ต้องอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมด พระเยซูตรัสต่อไปว่า   พระเจ้าไม่ทรงละเลยที่จะทรงประทานสิ่งดีๆ แก่บุตรของพระองค์
Luke 11:13 repeats this message, but replaces the words “good things” with “the Holy Spirit.”   

ลูกา 11: 13 กล่าวซ้ำข้อความนี้ แต่แทนที่คำว่า "สิ่งที่ดี" ด้วยคำว่า "พระวิญญาณบริสุทธิ์"

 

Luke 11:13 If you then, who are evil, know how to give good gifts to your children, how much more will the heavenly Father give the Holy Spirit to those who ask Him!”

ลูกา11:13 เพราะฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน   ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด   พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์   จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์”  

 

This means that God will give good things to His children, and the best example of a good thing is the Holy Spirit.

นี่หมายความว่าพระเจ้าจะทรงประทานสิ่งที่ดีให้แก่บุตรของพระองค์   และตัวอย่างที่ดีที่สุดของสิ่งดีคือพระวิญญาณบริสุทธิ์

We see this also in John 14:14-17, where Jesus tells His disciples that whatever they ask for “in His name” will be done for them. 

เราเห็นสิ่งนี้ในยอห์น 14:14-17 ด้วย  ที่พระเยซูตรัสแก่สาวกของพระองค์ว่า  สิ่งใดที่พวกเขาขอ "ในนามของพระองค์" สิ่งนั้นพวกเขาจะได้รับ

14 If you ask Me anything in my name, I will do it.

14 สิ่งใดที่ท่านขอในนามของข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าจะกระทำสิ่งนั้น

15 “If you love Me, you will keep My commandments.

15 “ถ้าท่านทั้งหลายรักข้าพเจ้า   ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของข้าพเจ้า

16 And I will ask the Father, and He will give you another Helper, to be with you forever,

16 ข้าพเจ้าจะทูลขอพระบิดา   และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน   เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป

17 even the Spirit of truth, whom the world cannot receive, because it neither sees Him nor knows Him. You know Him, for He dwells with you and will be in you.

17 คือพระวิญญาณแห่งความจริง   ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้   เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์   ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์   เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน   และจะประทับอยู่ในท่าน  

 

So, we see God wants to give us a deeper understanding of what He calls good and give us a desire for that, rather than prayer being a means to get all the things we want. 

ดังนั้นเราจึงเห็นว่า  พระเจ้าทรงต้องการที่จะประทานความเข้าใจที่ล้ำลึกแก่เรา สิ่งดีที่ทรงเรียกและประทานให้   และยิ่งกว่านั้นคำอธิษฐานเป็นทางที่เราจะได้รับทุกสิ่งที่เราต้องการ

Our prayers to God are based in a relationship with God as our Father.

คำอธิษฐานของเราที่ทูลต่อพระเจ้าเป็นความสัมพันธ์กับพระเจ้าในฐานะทรงเป็นพระบิดาของเรา

 

When we ask our earthly fathers for something they know will hurt us, those things are denied. A child may be frustrated and unhappy when his father denies his request for something bad, but he still trusts his father.

            เมื่อเราขอบิดาฝ่ายโลกของเราเพื่อให้ได้บางสิ่งที่พวกเขารู้ว่าจะทำร้ายเรา   สิ่งเหล่านั้นก็ถูกปฏิเสธ   บุตรอาจจะผิดหวังและไม่มีความสุขเมื่อพ่อของเขาปฏิเสธคำขอของเขา   สำหรับสิ่งที่ไม่ดี  แต่เขาก็ยังไว้ใจพ่อของเขา

And when a request is for something that the father knows is good for his child, he will provide it willingly and eagerly because he loves his child. [7]

และเมื่อมีการร้องขอบางสิ่งที่พ่อรู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับบุตรของเขา    เขาจะให้มันด้วยความเต็มใจและกระตือรือร้นเพราะเขารักลูกของเขา

Some things we might pray for, God knows aren’t good for us and He is faithful and loving to say “no” to that prayer.

บางสิ่งบางอย่างที่เราอาจจะอธิษฐานขอ     พระเจ้าทรงรู้ว่ามันจะไม่ดีสำหรับเรา  และทรงเป็นผู้ที่สัตย์ซื่อและมีความรักที่จะทรงบอกว่า "ไม่" ต่อคำอธิษฐานนั้น 

God will always give us good things.

พระเจ้าจะทรงประทานสิ่งต่างๆ ที่ดีแก่เราเสมอ

Our job is to understand what is good, so that we know what to ask for.

หน้าที่ของเราคือการทำความเข้าใจสิ่งไหนดี  เพื่อว่าเราจะรู้สิ่งที่เราสมควรขอ

The natural mind does not understand this, but according to Romans โรม 12:2, renewing our minds, which can only be done through His Word, will help us understand what God’s will is. [8]   

ใจปกติไม่เข้าใจในเรื่องนี้ แต่ตามพระธรรมโรม 12: 2, ให้เราฟื้นจิตใจใหม่  ซึ่งสามารถทำได้ผ่านทางพระวจนะของพระองค์    จะช่วยให้เราเข้าใจในสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

 

Romans 12:2 Do not be conformed to this world, but be transformed by the renewal of your mind, that by testing you may discern what is the will of God, what is good and acceptable and perfect.

โรม12:2  อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้   แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ   แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่   เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า   จะได้รู้ว่าอะไรดี   อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม  

 

Then, asking in faith, we will have all we need for life and godliness and fullness of joy, asking for what Jesus Himself would ask for, asking according to His will.

จากนั้น การขอโดยมีความเชื่อ   เราก็จะได้ทุกสิ่งที่เราต้องการสำหรับชีวิต   และพระลักษณะพระเจ้า  และความสุขสมบูรณ์  และขอสิ่งที่พระเยซูเองก็ทรงขอ    ขอให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์

 

John 16:24 Until now you have asked nothing in my name.   Ask, and you will receive, that your joy may be full.

ยอห์น16:24 แม้จนบัดนี้ท่านยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของข้าพเจ้า   จงขอเถิดแล้วจะได้   เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม

 

This involves humility, dependence upon God and it draws us near to God, who is the Source of our joy. 

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความอ่อนน้อมถ่อมตน   การพึ่งพาพระเจ้า   และที่นำพาเราใกล้พระเจ้าซึ่งเป็นแหล่งที่มาของความสุขของเรา

Other verses about prayer also must be interpreted through this perspective. 

ข้อพระคัมภีร์อื่น ๆ เกี่ยวกับการอธิษฐานยังต้องตีความหมายผ่านทางมุมมองนี้

 

Matthew 21:22 And whatever you ask in prayer, you will receive, if you have faith.”

มัทธิว21:22  สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ   ท่านจะได้”

 

So that verse tells us that we will receive whatever we ask for in prayer, if we have faith. The question is faith in what?

ดังนั้นข้อพระคัมภีร์นั้นที่บอกเราว่า   เราจะได้รับสิ่งใดที่เราอธิษฐานขอ    ถ้าเรามีความเชื่อ คำถามคือความเชื่อในเรื่องใด

Again, it is faith in His Word to tell us what is best and faith that He will give us what is best, and of course the faith we need is faith in Him. 

อีกครั้ง ก็เป็นความเชื่อในพระวจนะของพระองค์   ที่จะบอกเราสิ่งที่ดีที่สุด   และความเชื่อที่ว่าพระองค์จะทรงประทานสิ่งที่ดีที่สุดแก่เรา   และแน่นอนความเชื่อที่เราต้องการคือความเชื่อในพระองค์

 

The biblical instruction concerning prayer is that we pray for the good things that we truly need, according to the will of God, in the authority of Jesus Christ, persistently (see Luke 18:1 “And he told them a parable to the effect that they ought always to pray and not lose heart.”), unselfishly (see James 4:3 “You ask and do not receive, because you ask wrongly, to spend it on your passions.”), and in faith (see James 1:6 “But let him ask in faith, with no doubting, for the one who doubts is like a wave of the sea that is driven and tossed by the wind.”).

            การเรียนการสอนพระคัมภีร์เกี่ยวกับการอธิษฐานคือการที่เราสวดอ้อนวอนสำหรับสิ่งดีที่เราต้องการอย่างแท้จริงตามที่จะเป็นของพระเจ้าในอำนาจของพระเยซูคริสต์ (เห็นลูกา 18:1 "และเขาบอกพวกเขาอุปมาเพื่อผลกระทบที่พวกเขาควรจะต้องอธิษฐานและไม่ได้ลอส อีฮาร์ท "), unselfishly (ดู James 4:3" คุณถามและไม่ได้รับ, เพราะคุณถามผิดที่จะใช้มันในความสนใจของคุณ "), และในความเชื่อ (ดู James 1:6" แต่ให้เขาถามในความเชื่อ, กับไม่มีสงสัย, สำหรับคนที่สงสัยว่าเป็นเหมือนคลื่นของทะเลที่มีการขับเคลื่อนและโยน b ลม")

Those who truly believe God will witness the amazing, infinite power of God.

ผู้ที่เชื่อมั่นอย่างแท้จริงพระเจ้าจะเป็นพยานถึงอำนาจที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า

However, comparing Scripture with Scripture, we know that the asking must be done within the will of God.

อย่างไรก็ตามการเปรียบเทียบพระคัมภีร์กับพระคัมภีร์เรารู้ว่าการขอจะต้องทำภายในพระเจ้า

If we ask for healing, and that is the best thing for us, we should not doubt that He will do it. 

ถ้าเราขอการรักษา และที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา เราไม่ควรสงสัยว่าเขาจะทำมัน.

But if He does not heal, we must assume that not being healed is a necessary part of a larger plan that is ultimately for our good. [9]

แต่ถ้าเขาไม่ได้รักษา, เราต้องสมมติว่าไม่ได้รับการหายเป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็นของแผนที่ขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับดีของเรา

 

Psalm 37:4 Delight yourself in the LORD, and he will give you the desires of your heart.

เพลงสดุดี37:4จงปีติยินดีในพระยาห์เวห์  และพระองค์จะประทานตามใจปรารถนาของท่าน

 

We know that this verse doesn’t mean “if you pursue God you will get what you want” because of what we already know about asking according to His will.

            เรารู้ว่าข้อพระคัมภีร์นี้ไม่ได้หมายความว่า "ถ้าคุณแสวงหาพระเจ้าที่คุณจะได้รับสิ่งที่คุณต้องการ" เพราะสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วเกี่ยวกับการถามตามที่เขาจะ.

This verse does not give us a way to manipulate God, nor does it mean that if we obey, He will see it and be pleased and then give us whatever we are crave. 

พระคัมภีร์นี้ไม่ได้ให้วิธีการที่จะจัดการกับพระเจ้า และไม่ได้หมายความว่าถ้าเราเชื่อฟัง เขาจะเห็นมันและมีความยินดีแล้วให้เราสิ่งที่เรากำลังกระหาย

Rather, it means that when we delight ourselves in God, truly loving Him and pursuing Him for His sake, then everything we want, and need will be in Him. 

แต่ก็หมายความว่าเมื่อเราพอใจตัวเองในพระเจ้าที่รักอย่างแท้จริงเขาและแสวงหาเขาสำหรับสาเกของเขาแล้วทุกอย่างที่เราต้องการและจะต้องอยู่ในเขา

The main thing we will want is more of Him. 

สิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องการมากขึ้นของเขา

The issue here is a change of heart, when the heart seeks the Lord, the heart is satisfied with what it finds there, and its true desires are realized in Him. 

ปัญหาที่นี่คือการเปลี่ยนแปลงของหัวใจ, เมื่อหัวใจแสวงหาพระเจ้า, หัวใจที่มีความพึงพอใจกับสิ่งที่จะพบว่ามี และความปรารถนาที่แท้จริงจะได้รับการตระหนักในเขา.

But loving and desiring God is not natural for us. 

แต่รักและปรารถนาพระเจ้าไม่ได้เป็นธรรมชาติสำหรับเรา

Therefore, the first and most important prayers in the life of a Christian are: “Make me love You above all else” and “Make me want what You want” because when we truly desire God and long to see the Kingdom of God realized in our lives and in the lives of others, when we are passionate to see His will and His work in this world, and we ask for the things that bring Him glory and increase our closeness to Him, He is eager and willing to give us anything we ask for. 

ดังนั้นการสวดอ้อนวอนครั้งแรกและสำคัญที่สุดในชีวิตของคริสเตียนคือ: "ทำให้ฉันรักคุณเหนือสิ่งอื่นใด" และ "ทำให้ฉันต้องการสิ่งที่คุณต้องการ" เพราะเมื่อเราปรารถนาอย่างแท้จริงพระเจ้าและยาวที่จะเห็นอาณาจักรของพระเจ้าตระหนักในชีวิตของเรา เมื่อเรามีความหลงใหลในการเห็นของเขาและการทำงานของเขาในโลกนี้และเราขอให้สิ่งที่นำเขารุ่งโรจน์และเพิ่มความใกล้ชิดของเรากับเขาเขากระตือรือร้นและเต็มใจที่จะให้เราสิ่งที่เราขอ

Sometimes the things that glorify God are pleasant things, like a marriage or a child.  Sometimes they are difficult things, like a failure that humbles us or a physical weakness that makes us dependent upon God. [10]

บางครั้งสิ่งที่สรรเสริญพระเจ้าเป็นสิ่งที่น่าพอใจเช่นการแต่งงานหรือเด็ก บางครั้งพวกเขาเป็นสิ่งที่ยากเช่นความล้มเหลวที่ humbles เราหรือจุดอ่อนทางกายภาพที่ทำให้เราขึ้นอยู่กับพระเจ้า แต่เราจะต้องไม่สงสัยว่าเมื่อเราอธิษฐานสำหรับสิ่งที่อยู่ในของเขาเราจะได้รับมันและสิ่งที่เราได้รับจากเขาก็จะเป็นที่ที่ดีที่สุด

 

But we must never doubt that when we pray for what is in His will, we will receive it, and that what we receive from Him will always be that which is best.

แต่เราจะต้องไม่สงสัยว่าเมื่อเราอธิษฐานสำหรับสิ่งที่อยู่ในของเขาเราจะได้รับมันและสิ่งที่เราได้รับจากเขาก็จะเป็นที่ที่ดีที่สุด

 

How can I pray for you today?  Let me share Paul’s prayer with you first, then come forward with your requests.

ฉันจะอธิษฐานให้คุณในวันนี้ได้อย่างไร? ขอให้ฉันแบ่งปันคำอธิษฐานของ Paul กับคุณก่อนแล้วมาข้างหน้ากับการร้องขอของคุณ

 

Ephesians 3:14-20

14 For this reason I bow my knees before the Father,

เอเฟซัส3:14-20

14เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าต่อพระบิดา

15 from whom every family in heaven and on earth is named,

15 (คำว่า บิดา ของทุกตระกูลในสวรรค์ก็ดี บนแผ่นดินโลกก็ดี มาจากคำว่าพระบิดานี้)

16 that according to the riches of his glory he may grant you to be strengthened with power through his Spirit in your inner being,

16ข้าพเจ้าทูลขอให้ประทานความเข้มแข็งภายในจิตใจด้วยฤทธานุภาพที่มาทางพระวิญญาณของพระองค์แก่พวกท่าน ตามพระสิริอันอุดมของพระองค์

17 so that Christ may dwell in your hearts through faith-that you, being rooted and grounded in love,

17ให้พระคริสต์ประทับในใจของท่านโดยทางความเชื่อ ให้ท่านได้หยั่งรากและตั้งมั่นอยู่ในความรัก

18 may have strength to comprehend with all the saints what is the breadth and length and height and depth,

18ข้าพเจ้าทูลขอให้ท่านสามารถเข้าใจร่วมกับธรรมิกชนทั้งหมดถึงความกว้าง ความยาว ความสูง และความลึก

19 and to know the love of Christ that surpasses knowledge, that you may be filled with all the fullness of God.

19คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อพวกท่านจะได้รับความบริบูรณ์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม

20 Now to him who is able to do far more abundantly than all that we ask or think, according to the power at work within us,

20ขอให้พระเกียรติมีแด่พระองค์ผู้ทรงสามารถทำทุกสิ่งได้มากยิ่งกว่าที่เราทูลขอหรือคิด โดยฤทธานุภาพที่ทำกิจอยู่ภายในเรา

21 to him be glory in the church and in Christ Jesus throughout all generations, forever and ever.   Amen.

21ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ในคริสตจักรและในพระเยซูคริสต์ตลอดทุกชั่วอายุคนเป็นนิตย์ อาเมน

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers.   Used by permission.   All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพรคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), Matthew 7.

[2] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 7.

[3] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Loyal (Matthew), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e- book, 30.

[4] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Matthew 7.

[5] John MacArthur, MacArthur New Testament Commentary – Matthew 1-7, (Chicago: Moody Press, 1985), WORDsearch CROSS e-book, 444.

[6] Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Loyal (Matthew), 30.

[9] ibid.

[10] ibid.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian Links Daily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash Cards Thai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top