Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Matthew 8-part 2 The Cost of Discipleship and Jesus has Authority Over Storms and Over Demons

มัทธิวบทที่ 8-ตอนที่2  คุณค่าของการเป็นสาวกและพระเยซูทรงมีสิทธิอำนาจเหนือพายุและมารร้าย

 

Have you ever found yourself trying to follow two people at one time?

            คุณเคยพบว่าตัวเองพยายามที่จะปฏิบัติตามสองคนในเวลาเดียวกันไหม?

This works only when they’re going in the same direction. But what happens if their paths diverge?

งานนี้ทำได้ถ้าพวกเขากำลังไปในทิศทางเดียวกัน. แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาเจอเส้นทางที่แยกกัน?

For instance, imagine you’re on a hiking trail with friends, and you reach a fork in the road.

ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคุณเดินป่ากับเพื่อนๆอยู่บนเส้นทางหนึ่งและคุณมาถึงทางแยกบนท้องถนน

If one person wants to go right and someone else thinks you should turn left, you must choose which one to follow.

ถ้าคนหนึ่งต้องการที่จะไปทางขวาและอีกคนคิดว่าคุณควรเลี้ยวซ้าย คุณก็ต้องเลือกว่าจะตามไปทางไหนดี

This principle is also true for Christians, but now our choice is whether to follow Jesus or ourselves.

หลักการนี้ยังเป็นจริงสำหรับพวกคริสเตียน แต่ตอนนี้ทางเลือกของเราคือเราจะติดตามพระเยซูหรือตัวเอง.

Most of us will happily follow Jesus as long as He’s going where we want.

ส่วนใหญ่พวกเราจะมีความสุขติดตามพระเยซูตราบเท่าที่พระองค์เสด็จไปที่ซึ่งเราต้องการ

But what happens if He leads us down a road of sacrifice, self-denial, suffering, or even death?

แต่อะไรจะเกิดขึ้นถ้าทรงนำเราไปตามเส้นทางของการเสียสละ  การปฏิเสธตนเอง การทนทุกข์ทรมานหรือแม้กระทั่งความตาย?

Will we still trust Him and keep going?

เราจะยังคงเชื่อวางใจและติดตามพระองค์ต่อไปไหม?

This was the dilemma Jesus’ disciples faced.

            นี่คือภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่สาวกของพระเยซูเผชิญ

When they started following Him, they expected that He’d establish His Messianic kingdom, deliver them from Roman domination, and give them places of honor and authority.

เมื่อพวกเขาเริ่มต้นติดตามพระองค์ พวกเขาคาดว่าจะทรงสถาปนาอาณาจักรพระเมสสิยาห์ของพระองค์ ปลดปล่อยพวกเขาจากการปกครองโรมัน และให้พวกเขามีตำแหน่งที่ทรงเกียรติและมีสิทธิอำนาจ

Thinking they’d soon be exalted in the kingdom, they were willing to suffer the temporary deprivations of home, security, and comfort.

คิดว่าอีกไม่นานพวกเขาจะเป็นที่ยกย่องนับถือในราชอาณาจักร พวกเขายินดีที่จะทนทุกข์  การปราศจากบ้านอยู่ชั่วคราว  ความมั่นคงปลอดภัยและความสะดวก

สบาย.

But then Jesus told them His path was leading to suffering and death, and if they wanted to follow Him, they too must deny themselves and take up their cross.

แต่แล้วพระเยซูทรงบอกพวกเขาว่าเส้นทางของพระองค์จะนำไปสู่ความทุกข์ทรมานและความตาย   และถ้าพวกเขาต้องการที่จะติดตามพระองค์ พวกเขาจะต้องปฏิเสธตัวเองและแบกกางเขนของตนไปด้วย

Many Christians today have the same expectation the disciples had—maybe not for a kingdom, but for a happy and prosperous life.

            คริสเตียนมากมายทุกวันนี้มีความคาดหวังเดียวกับพวกสาวก—อาจจะไม่ได้เพื่อราชอาณาจักร  แต่เพื่อมีชีวิตสุขสบายและเจริญรุ่งเรือง

However, this is essentially like inviting Jesus to follow us.

อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญที่สุดนี่เป็นเหมือนการเชิญพระเยซูให้ติดตามเรา

Self-denial means giving up our right to lead and surrendering to Christ’s lordship over our life.

การปฏิเสธตัวเองหมายถึงสละสิทธิของเราที่จะนำเอง  และยอมให้พระคริสต์ทรงนำชีวิตของเรา

Though His path isn’t easy, He alone knows the way to the Father’s house.[1]

แม้ว่าเส้นทางของพระองค์ไม่ใช่ง่าย   พระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงรู้วิธีที่จะไปยังปราสาทของพระบิดา

 

The cost of following Jesus

คุณค่าของการติดตามพระเยซู

 

Matthew 8:18-19 (NASB)

18 Now when Jesus saw a crowd around Him, He gave orders to depart to the other side of the sea.

18 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นฝูงชนมาล้อมพระองค์ไว้ พระองค์จึงตรัสสั่งให้ข้าม  ฟากไป 

19 Then a scribe came and said to Him, “Teacher, I will follow You wherever You go.”

19 ขณะนั้นมีธรรมาจารย์คนหนึ่งมาหาพระองค์ทูลว่า “ท่านอาจารย์ ท่านไปทางไหน ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น”

 

Jesus is getting ready to leave and go over to the other side of the sea.

พระเยซูทรงเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางข้ามทะเลไปยังอีกฝั่งหนึ่ง

This man who was a scribe, which is like a secretary, he was one who wrote copies of the Law, the part of the Bible they had then.  He said, “I'll follow you wherever You go.”

 ชายคนหนึ่งเป็นอาลักษณ์ ซึ่งเป็นเหมือนเลขานุการ  เขาเป็นหนึ่งในผู้คัดสำเนาบทบัญญัติ   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ที่พวกเขามี  เขากล่าวว่า " ข้าพเจ้าจะติดตามพระองค์ไปทุกที่ไม่ว่าที่ไหน"

 

Matthew 8:20 (NASB) Jesus said to him, “The foxes have holes and the birds of the air have [nests, but the Son of Man has nowhere to lay His head.”

มัทธิว8:20  20 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “หมาจิ้งจอกยังมีโพรง และนกในอากาศก็ยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ

 

In other words, he is saying to this man that's coming up to Him probably without really thinking it through, to say he wants to go with Jesus. 

ในอีกนัยหนึ่ง พระองค์ตรัสกับชายคนนี้ที่ตามพระองค์มา โดยเขาอาจจะไม่ได้คิดให้รอบคอบ ที่บอกว่าเขาต้องการจะไปกับพระเยซู

The Lord says count the cost. Follow Me wherever I go, just count the cost.

"The foxes have their holes, the birds of the air have their nest but I don't have any place to lay my head", count the cost of discipleship.

พระเจ้าตรัสว่าจงคิดถึงผลกระทบให้ดีก่อน  จงตามเรามาทุกที่ที่เราไป  เพียงแต่คิดถึงผล

กระทบให้ดีก่อนนะ "สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง   และนกในอากาศก็ยังมีรัง   แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ”  จงคิดถึงผลกระทบให้ดีถ้าจะมาเป็นสาวก

 

Matthew 8:21-22 (NASB)

21 Another of the disciples said to Him, “Lord, permit me first to go and bury my father.”

มัทธิว8:21-22 21 คนหนึ่งในพวกสาวกของพระองค์มาทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้       เป็นเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพพ่อของข้าพระองค์ก่อน” 

22 But Jesus said to him, “Follow Me, and allow the dead to bury their own dead.”

22 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของพวกเขา           เองเถิด”

 

Following Jesus means putting him first before all other relationships. 

การติดตามพระเยซูหมายถึงการยกพระองค์เป็นลำดับแรกก่อนความสัมพันธ์อื่นใด ทั้งหมด

He comes before your family, before your friends.  

ทรงมาเป็นลำดับแรกก่อนครอบครัวของคุณ  ก่อนเพื่อนของคุณ

Back in verse 18 Jesus gave orders for His followers to join Him in going to the other side.  The book of Mark tells the same story. 

ย้อนกลับไปดูข้อพระคัมภีร์ที่ 18 ทรงรับสั่งให้พวกสาวกร่วมกับพระองค์ข้ามทะเลไปยังอีกฟากฝั่ง   พระธรรมมาระโกบอกเล่าเรื่องราวเดียวกัน

 

Mark 4:35 On that day, when evening had come, he said to them, “Let us go across to the other side.”

มาระโก 4:35 เย็นวันนั้น   พระองค์ตรัสกับพวกสาวกว่า   “ให้พวกเราข้ามไปฝั่งโน้น เถิด”  

 

It is easy read the verse in Matthew or Mark and miss the part about going to the other side. 

มันง่ายที่จะอ่านพระคัมภีร์ข้อนี้ในมัทธิวหรือมาระโก  และพลาดตอนเกี่ยวกับการ      =ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง

What is the other side?  Well, for Jesus and His disciples it was going to the other side of the Sea of Galilee to a region they usually didn’t go to.

อีกด้านหนึ่งคืออะไร?  เออ  สำหรับพระเยซูและสาวกของพระองค์  เป็นชายฝั่งทะเลกาลิลีอีกฟากฝั่งหนึ่ง  ไปยังภูมิภาคที่พวกเขามักจะไม่ได้ไป

What is the other side for you and for me? 

อีกฟากหนึ่งสำหรับคุณและสำหรับฉันคืออะไร

For Cindy and me going to the other side, was the other side of the world, from the USA to Thailand. 

สำหรับซินดี้และผม  การไปอีกฟากหนึ่ง   เป็นอีกฟากหนึ่งของโลก  จากอเมริกามายังประเทศไทย

Perhaps for you, it is going to the other side of the street, the other side of the village, the other side of the island, the other side of the country.   

บางทีสำหรับคุณ  ก็จะข้ามถนนไปอีกฟากหนึ่ง  อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้าน อีกด้านหนึ่ง ของเกาะ  อีกด้านหนึ่งของประเทศ

We go to the other side, to meet a need there. 

เราไปอีกฟากหนึ่ง เพื่อตอบสนองความต้องการที่นั่น

There are people on the other side who need the Gospel.   It is challenging to go to the other side.  Jesus and His disciples went through a storm to get to the other side.

มีผู้คนอีกฟากหนึ่งที่จำเป็นต้องการพระกิตติคุณ  มันเป็นความท้าทายที่จะไปยังฟากหนึ่ง พระเยซูและเหล่าสาวกของพระองค์ต้องฝ่าลมพายุเพื่อจะไปยังอีกฟากหนึ่ง

Jesus calmed the storm, even the wind and the waves obey Him.

พระเยซูทรงทำให้พายุสงบ   แม้แต่ลมและคลื่นก็เชื่อฟังพระองค์ 

Let’s look at Matthew’s account of the story.

ให้เราดูเรื่องราวในพระธรรมมัทธิว

 

Matthew 8:23-27 (NASB)

23 When He got into the boat, His disciples followed Him.

มัทธิว8:23-27 23  เมื่อพระองค์เสด็จลงเรือ พวกสาวกของพระองค์ก็ตามพระองค์ไป 

24 And behold, there arose a great storm on the sea, so that the boat was being covered with the waves; but Jesus Himself was asleep.

24นี่แน่ะ เกิดพายุใหญ่ในทะเลสาบจนคลื่นซัดท่วมเรือ แต่พระองค์บรรทมอยู่ 

25 And they came to Him and woke Him, saying, “Save us, Lord; we are perishing!”

25 และพวกสาวกมาปลุกพระองค์ ทูลว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอพระองค์โปรดช่วย      เถิด เรากำลังจะจมอยู่แล้ว” 

26 He said to them, “Why are you afraid, you men of little faith?” Then He got up and rebuked the winds and the sea, and it became perfectly calm.

26 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “ทำไมจึงกลัวนัก? คนศรัทธาน้อย” แล้วพระองค์      ทรงลุกขึ้นห้ามลมและทะเล คลื่นลมก็สงบเงียบทั่วไป”

27 The men were amazed, and said, “What kind of a man is this, that even the winds and the sea obey Him?”

27 คนเหล่านั้นก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครกันแน่ แม้แต่ลมและทะเลก็เชื่อ ฟังท่าน”

 

They had been terrified by the terrible storm, thinking they were going to drown. 

พวกเขาพากันตกใจกลัวพายุที่รุนแรงนั้น  พวกเขาคิดว่ากำลังจะจมน้ำตาย

But now they were in awe of Jesus. 

แต่ตอนนี้พวกเขาทั้งกลัวทั้งนับถือความน่าเกรงขามของพระเยซู

Who is this with us, that even the winds and the sea obey Him? 

คนนี้ที่อยู่กับเราคือผู้ใดกัน  แม้แต่ลมและทะเลก็ยังเชื่อฟังท่าน

Now this isn't the first time and the only experience of a tremendous storm that arose on the Sea of Galilee when Jesus got in this little boat. 

ตอนนี้ไม่ได้เป็นประสบการณ์ครั้งแรกและเพียงครั้งเดียวที่เผชิญพายุอันน่ากลัวที่เกิดขึ้นในทะเลกาลิลี   เมื่อพระเยซูประทับอยู่ในเรือลำเล็ก ๆ นี้

It is a common thing to have these storms. 

มันเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดพายุเหล่านี้

But this was a really bad storm, Jesus was sleeping and His disciples were very scared thinking they would drown.

แต่นี่เป็นพายุที่เลวร้ายจริงๆ  พระเยซูทรงกำลังบรรทมหลับ  และพวกสาวกของพระองค์ตกใจกลัวมากคิดว่าพวกเขาจะจมน้ำตาย

So, Jesus showed his mastery over the elements Jesus said to his disciples, "Let us go over to the other side".

ดังนั้นพระเยซูทรงสำแดงอำนาจเหนือสิ่งเหล่านั้น   พระเยซูตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า ให้เราข้าม"ทะเลไปยังอีกฟากหนึ่ง "

When Jesus said let's go over, there's no way you can go under.

เมื่อพระเยซูตรัส  ขอให้เราข้ามไปนั้น ไม่มีทางที่คุณสามารถลอดไปข้างใต้ได้

So, when they woke him up and said Lord, don't you care if we perish?

ดังนั้นเมื่อพวกเขาได้ปลุกพระองค์แล้วทูลว่า  พระเจ้าข้า  พระองค์ไม่ทรงสนใจว่าเรากำลังจะพินาศอยู่หรือ

He rebuked them, said, "Where's your faith?"

ทรงตำหนิพวกเขา  ตรัสว่า ความเชื่อของ"พวกเจ้าหายไปไหน"

Did you hear Me say, let's go over to the other side? "Why are you fearful, O you of little faith?" 

พวกเจ้าได้ยินที่เราสั่งว่าให้เราข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งไหมล่ะ  “ทำไมพวกเจ้าตกใจกลัว โอ เจ้าผู้มีความเชื่อน้อย"

The disciples were I am sure glad, that Jesus was with them on that boat. 

ผมมั่นใจว่าพวกสาวกดีใจแน่ ที่ว่าพระเยซูสถิตกับพวกเขาบนเรือนั้น

As the sea roared around them but suddenly with just a word from Jesus the sea was completely calm. 

ในขณะที่ทะเลคำรามรอบๆ ตัวพวกเขา แต่จู่ ๆ มีเพียงคำตรัสจากพระเยซู ทะเลก็สงบราบเรียบ

Troubles in our lives can be severe like a terrible storm on the sea and yet Jesus is with us and calms us in the storms of our lives. 

ปัญหาในชีวิตของเราอาจจะรุนแรงเหมือนพายุร้ายในทะเล   และพระเยซูยังประทับอยู่กับเรา  และทรงทำให้ใจเราสงบในท่ามกลางพายุแห่งชีวิตของเรา

Jesus brought peace to the troubled sea. 

พระเยซูทรงนำสันติสุขมาสู่ทะเลแห่งปัญหา

This reminds of me of a Psalm, in fact the Psalm may even be a prophecy of this very miracle. 

สิ่งนี้เตือนใจให้ผมนึกถึงเพลงสดุดี   แท้จริงเพลงสดุดีอาจจะเป็นคำทำนายของการอัศจรรย์นี้

 

Psalm 107:23-30

23 Some went down to the sea in ships, doing business on the great waters;

เพลงสดุดี 107:23-30

 23 บ้างก็ลงเรือไปในทะเล   ทำอาชีพอยู่บนน้ำกว้างใหญ่ 

 24 they saw the deeds of the LORD, His wondrous works in the deep.

 24  เขาทั้งหลายได้เห็นพระราชกิจของพระยาห์เวห์ คือการอัศจรรย์ต่างๆ ในที่น้ำลึก

 25 For he commanded and raised the stormy wind, which lifted up the waves of the sea.

25 เพราะพระองค์ทรงบัญชาให้เกิดลมพายุ ซึ่งโหมให้คลื่นทะเลกำเริบ

26 They mounted up to heaven; they went down to the depths;  their courage melted away in their evil plight;

26 คนเหล่านั้นถูกซัดขึ้นไปสู่ท้องฟ้า และลงไปสู่ที่ลึก จิตใจของเขาฝ่อไปในเหตุร้าย  ของเขา

27 they reeled and staggered like drunken men and were at their wits' end.

27  เขาทั้งหลายถลาและโซเซไปอย่างคนเมา และหมดปัญญา

28 Then they cried to the LORD in their trouble, and He delivered them from their distress.

28  เมื่อมีความทุกข์ลำบาก เขาทั้งหลายได้ร้องทูลพระยาห์เวห์ แล้วพระองค์ทรงนำเขาออกจากความทุกข์ใจ

29 He made the storm be still, and the waves of the sea were hushed.

29  พระองค์ทรงทำให้พายุสงบลง และคลื่นทะเลก็นิ่ง

30 Then they were glad that the waters were quiet,  and He brought them to their desired haven.

30  แล้วเขาทั้งหลายก็ยินดีเพราะมีความสงบ    และพระองค์ทรงนำเขามาถึงเมืองท่าที่            เขาปรารถนา  

 

The Bible uses the word “peace” in several different ways.

พระคัมภีร์ใช้คำว่า "สันติสุข" ในรูปแบบที่แตกต่างกันหลายด้าน

Peace sometimes refers to a state of friendship between God and man.

บางครั้งสันติสุขหมายถึงความมีสามัคคีธรรมระหว่างพระเจ้าและคน

This peace between a holy God and sinful mankind has been brought about by Christ’s sacrificial death. 

สันติสุขระหว่างพระเจ้าองค์บริสุทธิ์และมนุษย์บาปนี้  ได้นำมาถึงความตายที่พระคริสต์ทรงสละพระชนม์

 

Colossians 1:20 and through him to reconcile to Himself all things, whether on earth or in heaven, making peace by the blood of His cross.

โคโลสี1:20    และโดยพระองค์ พระเจ้าทรงให้ทุกสิ่งคืนดีกับพระองค์เอง ไม่ว่าสิ่ง     นั้นจะอยู่บนแผ่นดินโลกหรืออยู่บนสวรรค์ โดยทรงทำให้เกิดสันติภาพโดยพระ     โลหิตแห่งกางเขนของพระองค์

 

Romans 5:1 Therefore, since we have been justified by faith, we have peace with God through our Lord Jesus Christ.

โรม5:1  1 เหตุฉะนั้น   เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว   เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้าทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา

 

That state of friendship with God is required for the second kind of peace, peace in our mind, in our hearts.  

            สภาพการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าก็เพื่อสันติสุขแบบที่สอง  สันติสุขด้านความ

คิด และจิตใจของเรา

 

Isaiah 26:3 You keep him in perfect peace whose mind is stayed on You, because he trusts in You.

อิสยาห์ 26:3 พระองค์จะทรงพิทักษ์ผู้มีใจแน่วแน่ไว้ในสวัสดิภาพที่สมบูรณ์   เพราะเขาวางใจในพระองค์

 

Peace is experienced as a result of prayer.  

ผลของการอธิษฐานทำให้เกิดผลเป็นสันติสุข

 

Philippians 4:6-7

6 do not be anxious about anything, but in everything by prayer and supplication with thanksgiving let your requests be made known to God.

ฟีลิปปี4:6-7

6  อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ 

7 And the peace of God, which surpasses all understanding, will guard your hearts and your minds in Christ Jesus.

7แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่าน    ทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์

 

God can bring a variety of good things, including peace, from the afflictions which we experience.

พระเจ้าทรงสามารถนำสิ่งดี     มากมายหลายแบบรวมทั้งสันติสุข   ออกจากความทุกข์ยากที่เราได้สัมผัส

They provide a fresh opportunity for “hoping in God” and eventually “praising Him”

พวกเขาได้ให้โอกาสใหม่สำหรับ “ หวังในพระเจ้า” และสุดท้าย “สรรเสริญ    พระองค์”

 

Psalm 43:5 Why are you cast down, O my soul, and why are you in turmoil within me?  Hope in God; for I shall again praise Him, my salvation and my God.

เพลงสดุดี 43:5 จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย   ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่   ไฉนเจ้าจึง กระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า  จงหวังใจในพระเจ้า  เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดี     แด่พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์และพระเจ้าของข้าพเจ้า

 

So, to get to the other side, Jesus and the disciples had to go through the storm. 

เพื่อที่จะไปยังอีกฟากหนึ่ง  พระเยซูและสาวกจะต้องฟันฝ่าพายุ

In going through the storm, they found out more about who Jesus is. 

ในการที่จะฟันฝ่าพายุนั้น  พวกเขาได้รู้จักมากยิ่งขึ้นว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใด

Jesus calmed the storm and brought peace on the troubled sea. 

พระเยซูทรงทำให้พายุสงบและนำสันติสุขมาในยามทะเลปั่นป่วน

Then they came to the other side, which was the country of the Gadarenes. 

แล้วพวกเขาก็มาถึงทะเลอีกฟากหนึ่ง ซึ่งเป็นชนบทของชาวกาดารา

 

Gadara was one of the Decapolis, or "Ten Cities," that were originally inhabited primarily by Greek people who settled in the region after the time of Alexander the Great's conquest.

            กาดาราเป็นแคว้นหนึ่งของเดคาโปลิสหรือ "เมืองทั้งสิบ" ที่ดั้งเดิมเป็นพวกที่ที่คนกรีกมาปักหลักตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคหลังจากสมัยอเล็กซานเดอร์มหาราชพิชิตดินแดนได้

After the Romans occupied the region, Gadara was made the capital of the Roman province of Peraea. 

หลังจากที่พวกโรมันยึดครองภูมิภาค   กาดาราเป็นเมืองหลวงของจังหวัดเปเรียแห่งโรมัน

Gadara was located east of The Jordan River on a mountain about 10 kilometers south-east of The Sea Of Galilee.

กาดาราตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน   บนภูเขาประมาณ 10 กิโลเมตร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลกาลิลี

The people of Gadara were known as Gadarenes, although the general area was also known as the "country of the Gerasenes" after the city of Gerasa which was about 73 kilometers farther south.

ประชาชนชาวเมืองกาดาราเป็นที่รู้จักว่าเป็นชาวกาดารีน   แม้ว่าพื้นที่โดยทั่วไปก็ยังเป็นที่รู้จักว่าเป็น “ "ดินแดนแห่งเกราซีน ตามชื่อเมืองเกราซา ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป73  กิโลเมตรทางทิศใต้

They were still mostly Gentiles in the time of Christ, as indicated by their keeping of pigs. [2] 

พวกเขาส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนต่างชาติในสมัยของพระคริสต์    ตามที่บอกเล่าว่าพวกเขามีอาชีพเลี้ยงสุกร

 

This area is a part of the modern-day country of Jordan. 

บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจอร์แดนในปัจจุบัน

 

Jesus Heals Two Demon-Possessed Men

พระเยซูทรงเยียวยารักษาชายสองคนที่ผีสิง

 

Matthew 8:28-32 (NASB)

28 When He came to the other side into the country of the Gadarenes, two men who were demon-possessed met Him as they were coming out of the tombs. They were so extremely violent that no one could pass by that way.

มัทธิว8:28-32

28 เมื่อพระองค์ทรงข้ามฟากไปถึงเขตแดนกาดาราแล้ว มีคนถูกผีสิง   สองคนออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ มาพบพระองค์ เขาทั้งสองดูน่ากลัวมาก จนไม่มี   ใครกล้าเดินผ่านทางนั้น 

29 And they cried out, saying, “[What business do we have with each other, Son of God? Have You come here to torment us before [z]the time?”

29 พวกเขาร้องตะโกนว่า “ท่านผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า ท่านจะมายุ่งกับเราทำไม จะมาทรมานเราก่อนเวลาหรือ

30 Now there was a herd of many swine feeding at a distance from them.

30 ห่างจากที่นั่นออกไปมีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่

31 The demons began to entreat Him, saying, “If You are going to cast us out, send us into the herd of swine.”

31ผีเหล่านั้นอ้อนวอนพระองค์ว่า “ถ้าท่านขับเราออกก็ขอให้เข้าไปอยู่ในฝูงสุกรนั้น    เถิด” 

32 And He said to them, “Go!” And they came out and went into the swine, and the whole herd rushed down the steep bank into the sea and perished in the waters.

32พระองค์จึงตรัสกับผีเหล่านั้นว่า “จงไป” ผีเหล่านั้นก็ออกไปสิงอยู่ในฝูงสุกร ดูซิ      สุกรทั้งฝูงนั้นก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเล และจมน้ำตายหมด

 

They recognized Jesus, they acknowledged His authority over them, they acknowledged their day is coming.

พวกเขาจำพระเยซูได้  พวกเขายอมรับสิทธิอำนาจเหนือพวกเขา    พวกเขายอมรับว่าวันของพวกเขากำลังจะมาถึง

It would appear that they do like inhabiting a body.

ปรากฏว่าพวกเขาทำเหมือนกับร่างกายมีอะไรสิงอยู่ภายใน

Jesus gave them permission: Why did Jesus allow this?

พระเยซูทรงมอบสิทธิ์ให้พวกเขา: ทำไมพระเยซูจึงทรงอนุญาต?

Why didn't Jesus just put these unclean spirits out of commission?

ทำไมพระเยซูไม่ทรงขับวิญญาณสกปรกออกจากงานพันธกิจรับใช้?

Because the time of the total demonstration of His authority over demons had not yet come - it would come at the cross. [3]

เพราะเวลาของการสำแดงสิทธิอำนาจทั้งหมดของพระองค์เหนือมารร้ายยังมาไม่ถึง - มันจะมาถึงที่กางเขน

 

Colossians 2:15 (ESV) He disarmed the rulers and authorities and put them to open shame, by triumphing over them in him.

โคโลสี 2:15 พระองค์ทรงปลดพวกภูตผีที่ครอบครองและพวกภูตผีที่มีอำนาจ พระองค์ทรงประจานพวกมันอย่างเปิดเผย และมีชัยชนะเหนือพวกมันโดยทางกางเขนนั้น

 

So that tells us that at the cross Jesus disarmed demons in their attacks on believers, He made a public spectacle of their defeat, and He triumphed over them in His work on the cross.

            สิ่งนั้นบอกเราว่าที่บนกางเขนพระเยซูทรงปลดปล่อยมารร้ายที่มาโจมตีพวกผู้เชื่อ  พระองค์ทรงทำต่อสาธารณะให้เห็นความพ่ายแพ้ของพวกมัน   และพระองค์ทรงมีชัยชนะต่อพวกมันบนกางเขน

The herd ran violently down the steep place into the sea and drowned in the sea:

ฝูงสุกรวิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลและจมน้ำตาย

The destructive nature of demonic spirits is shown by their effect on the swine. ลักษณะทำลายล้างของภูติผีปีศาจแสดงผลของพวกมันออกมาทางสุกร

They are like their leader, Satan whose desire is to steal, and to kill, and to destroy. [4]

พวกมันก็เหมือนผู้นำของมัน  ซาตานผู้ปรารถนาจะทำการลักขโมย ฆ่าและทำลาย

 

John 10:10 (ESV) The thief comes only to steal and kill and destroy. I came that they may have life and have it abundantly.

ยอห์น10:10  ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลัก ฆ่า และทำลาย เรามาเพื่อพวกเขาจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบบริบูรณ์

 

This helps explain why Jesus allowed the demons to enter the pigs - because He wanted everyone to know what the real intention of these demons was.

            ข้อนี้จะช่วยอธิบายว่าทำไมพระเยซูทรงอนุญาตให้ผีเข้าสิงในสุกร—เพราะพระองค์ทรงต้องการให้ทุกคนรู้ว่าอะไรเป็นความตั้งใจของพวกปีศาจเหล่านี้

They wanted to destroy the man just as they destroyed the pigs. Because men are made in the image of God, they could not have their way as easily with the man, but their intention was just the same: to completely destroy him.[5]

พวกมันต้องการที่จะทำลายคนเช่นเดียวกับที่พวกมันทำลายสุกร เพราะพระเจ้าทรงสร้างคนตามแบบพระฉายของพระองค์ พวกมันไม่สามารถมีวิถีทางง่ายดายกับคน แต่ความตั้งใจของพวกมันเหมือนกัน: เพื่อที่จะทำลายคน

 

Matthew 8:33-34 (NASB)

33 The herdsmen ran away, and went to the city and reported everything, including what had happened to the demoniacs.

มัทธิว 8:33-34

33 พวกคนเลี้ยงสุกรต่างก็หนีเข้าไปในเมือง และเล่าเหตุการณ์            ทั้งหมดกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่มีผีสิงสองคนนั้น 

34 And behold, the whole city came out to meet Jesus; and when they saw Him, they implored Him to leave their region.

34 นี่แน่ะ คนทั้งเมืองพากันออกมาหาพระเยซู เมื่อพบพระองค์แล้ว พวกเขาจึงอ้อน     วอนขอให้พระองค์เสด็จไปเสียจากเขตแดนของพวกเขา

 

Mark tells the story a bit differently in Mark chapter 5.  

มาระโกก็เล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันเล็กน้อยในมาระโกบทที่ 5

There is only one demon possessed man, rather than two.

มีเพียงชายคนเดียวที่ผีเข้าสิงอยู่ ไม่ใช่ชายสองคน

 

Mark 5:1-20 (ESV)

1 They came to the other side of the sea, to the country of the Gerasenes.

มาระโก 5:1-20

1 พระองค์กับพวกสาวกก็ข้ามทะเลไปอีกฟากหนึ่ง ไปยังเขตแดน        ของเมืองเก-ราซา

2 And when Jesus had stepped out of the boat, immediately there met Him out of the tombs a man with an unclean spirit.

2 พอพระองค์เสด็จขึ้นจากเรือ ชายคนหนึ่งที่มีผีโสโครกสิงออกจากอุโมงค์ฝังศพมาพบพระองค์ทันที

3  He lived among the tombs. And no one could bind him anymore, not even with a chain,

3 คนนั้นอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ ไม่มีใครสามารถล่ามเขาไว้ได้อีกแล้วแม้จะด้วย     โซ่ตรวน

 4 for he had often been bound with shackles and chains, but he wrenched the chains apart, and he broke the shackles in pieces. No one had the strength to subdue him.

4 เพราะเคยล่ามโซ่ใส่ตรวนเขาหลายครั้งแล้ว แต่เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนหลุดออก             ไม่มีใครมีแรงพอจะทำให้เขาสงบได้

5 Night and day among the tombs and on the mountains he was always crying out and bruising himself with stones.

5เขาคลั่งร้องอื้ออึงและเอาหินเชือดเนื้อตัวเองอยู่เสมอตามอุโมงค์ฝังศพและบนภูเขา  ทั้งกลางคืนและกลางวัน 

6 And when he saw Jesus from afar, he ran and fell down before Him.

6  เมื่อเขาเห็นพระเยซูแต่ไกลก็วิ่งเข้ามากราบไหว้พระองค์

7 And crying out with a loud voice, he said, “What have you to do with me, Jesus, Son of the Most High God? I adjure you by God, do not torment me.”

7แล้วร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระองค์ต้องการ        อะไรจากข้า? ขอพระองค์สาบานในพระนามของพระเจ้าว่าจะไม่ทรมานข้า ”

 8 For he was saying to him, “Come out of the man, you unclean spirit!”

8 ที่พูดเช่นนี้เพราะพระองค์ตรัสกับมันว่า “ไอ้ผีโสโครก จงออกมาจากคนนั้น” 

9 And Jesus asked him, “What is your name?” He replied, “My name is Legion, for we are many.”

9 แล้วพระองค์ตรัสถามมันว่า “ เจ้าชื่ออะไร? ” มันตอบว่า “ ข้าชื่อกองพล เพราะว่าพวกเรามีหลายตนด้วยกัน

10 And he begged him earnestly not to send them out of the country.

10มันจึงอ้อนวอนพระองค์อย่างมาก ที่จะไม่ให้ขับไล่พวกมันออกจากเขตแดนเมือง     นั้น

11 Now a great herd of pigs was feeding there on the hillside,

11 ขณะนั้นมีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่ที่ไหล่เขาใกล้ๆ นั้น

12 and they begged him, saying, “Send us to the pigs; let us enter them.”

12 ผีเหล่านั้นก็อ้อนวอนพระองค์ว่า “ขอส่งพวกเราเข้าไปในฝูงสุกร เพื่อให้พวกเราสิงในตัวพวกมัน

 13 So he gave them permission. And the unclean spirits came out, and entered the pigs, and the herd, numbering about two thousand, rushed down the steep bank into the sea and were drowned in the sea.

13 พระองค์ก็ทรงอนุญาต ผีโสโครกเหล่านั้นจึงออกไปสิงอยู่ในสุกร แล้วสุกรทั้งฝูง     ประมาณสองพันตัวก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเลและสำลักน้ำตาย

 14 The herdsmen fled and told it in the city and in the country. And people came to see what it was that had happened.

14ส่วนพวกคนที่เลี้ยงสุกรนั้นต่างหนีไปและเล่าเรื่องนี้ทั้งในเมืองและนอกเมือง คน      ทั้งหลายก็ออกมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น 

15 And they came to Jesus and saw the demon-possessed man, the one who had had the legion, sitting there, clothed and in his right mind, and they were afraid.

15พวกเขามาหาพระเยซูและเห็นคนที่เคยถูกผีทั้งกองเข้าสิงนุ่งห่มผ้ามี            สติสัมปชัญญะนั่งอยู่ที่นั่น พวกเขาจึงเกรงกลัว

16 And those who had seen it described to them what had happened to the demon-possessed man and to the pigs.

16แล้วคนที่เห็นเหตุการณ์ก็เล่าให้พวกเขาฟังถึงเรื่องที่เกิดกับคนที่ถูกผีสิงและที่เกิด  กับฝูงสุกร 

17 And they began to beg Jesus to depart from their region.

 17 คนทั้งหลายจึงพากันอ้อนวอนขอให้พระองค์เสด็จไปเสียจากเขตเมืองของพวกเขา

18 As he was getting into the boat, the man who had been possessed with demons begged him that he might be with him.

18ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จลงเรือ คนที่เคยถูกผีสิงอ้อนวอนขอติดตามพระองค์ไป     ด้วย 

19 And he did not permit him but said to him, “Go home to your friends and tell them how much the Lord has done for you, and how He has had mercy on you.”

19แต่พระองค์ไม่ทรงอนุญาต พระองค์ตรัสกับเขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของท่านที่บ้าน แล้วบอกพวกเขาถึงสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำแก่ท่านว่ามากเพียงไร และเล่าถึงพระเมตตาที่พระองค์ทรงสำแดงแก่ท่าน

20  And he went away and began to proclaim in the Decapolis how much Jesus had done for him, and everyone marveled.

20 คนนั้นจึงทูลลา แล้วเริ่มประกาศในแคว้นทศบุรี ถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูทรงทำเพื่อ เขา และคนทั้งหลายก็ประหลาดใจ

 

Luke also tells the story and only mentions one man, but Mark and Luke do not say there was “only one” demon-possessed man.

ลูกายังบอกเล่าเรื่องราวและกล่าวถึงชายคนเดียวเท่านั้น   แต่มาระโกและลูกาไม่ได้บอกว่ามีชายที่ผีเข้าสิง "เพียงคนเดียว"

They simply state that one of the two met Jesus and spoke to Him.

พวกเขาเพียงแค่ระบุว่าหนึ่งในสองคนนั้นได้พบพระเยซูและได้สนทนากับพระองค์

For whatever reason, Matthew simply gives us more information than Mark and Luke. 

ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด   มัทธิวเพียงแต่ให้เราทราบเรื่องราวมากกว่ามาระโกและลูกา

Now in this case, Jesus wants this man to tell others about Jesus, to remain there as an evangelist to his region. 

ตอนนี้ในกรณีนี้  พระเยซูทรงต้องการให้ผู้ชายคนนี้ไปบอกคนอื่นเรื่องของพระเยซู  ให้เขายังคงอยู่ที่นั่นเป็นผู้ประกาศที่ภูมิภาคของเขา

You would think the people of the town would be rejoicing that these violent men had been healed, the demons cast out, and now they were in the right minds. 

คุณจะคิดว่าผู้คนในเมืองคงจะยินดีที่เห็นว่าผู้คนที่บ้าคลั่งเหล่านี้ได้รับการเยียวยาแล้ว และผีร้ายถูกขับออกไป   และตอนนี้พวกเขามีจิตใจที่สงบลง

Perhaps they were afraid of Jesus, instead of grateful to Him. 

บางทีพวกเขาก็กลัวพระเยซู   แทนที่จะขอบคุณต่อพระองค์

It's a sad thing that people would ask the Lord to depart, but such is often the case today.

น่าเศร้าใจที่ผู้คนจะทูลขอให้พระเจ้าทรงออกจากที่นั่นไป  แต่มักจะเป็นแบบกรณีนั้นเสมอทุกวันนี้

Perhaps Jesus upset their plans. 

บางทีพระเยซูทรงทำให้เขาผิดหวังต่อแผนการที่วางไว้

He wanted them to do things differently than they had been doing. 

ทรงอยากให้พวกเขาทำหลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างไปจากที่พวกเขาได้ทำอยู่

He would demand authority over them.

ทรงเรียกร้องสิทธิอำนาจเหนือพวกเขา

So, we saw Jesus has authority over sickness, over the sea – the wind and the waves, and over the demons. 

ดังนั้นเราจึงเห็นพระเยซูทรงมีสิทธิอำนาจเหนือความเจ็บป่วย   เหนือทะเล – ลมและคลื่น และเหนือมารร้าย

Are you allowing Him to have authority over you?   The one you call Lord.

คุณจะยอมให้พระองค์ทรงมีอำนาจเหนือคุณไหมล่ะ  พระองค์ผู้ซึ่งคุณเรียกพระเจ้า

 

The Gospel or Good News is God loves you.

ข่าวประเสริฐหรือข่าวดีก็คือพระเจ้าทรงรักคุณ

 

John 3:16 For God so loved the world that he gave his only Son that whoever believes in him should not perish but have eternal life.

ยอห์น 3:16 พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้   คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

 

Romans 3:23 For all have sinned and fallen short of the glory of God

โรม 3:23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

 

Romans 6:23 For the wages of sin is death, but the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.

โรม 6:23 เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

 

That gift must be received.

ของประทานที่ต้องได้รับ

 

John 1:12 But as many as received him to them gave he power to become the children of God, even to them that believe on his name.

ยอห์น 1:12 แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์ คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์นั้น พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า 

 

Jesus, the perfect Son of God, died for us on the cross and came alive again.

พระเยซู พระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อเราบนกางเขนและ         ทรงฟื้นคืนพระชนม์อีกครั้ง

 

1 Corinthians 15:3-4

3 For I delivered to you as of first importance what I also received: that Christ died for our sins in accordance with the Scriptures, _

1โครินธ์15:3-4

 3 เพราะว่าข้าพเจ้าได้มอบเรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมานั้นแก่พวกท่านคือพระคริสต์วายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

4 that he was buried, that he was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4 และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 1 พระธรรมมัทธิว1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดยครอสเวย์ พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Scripture quotations from the New American Standard Bible® (NASB), Copyright © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 by The Lockman Foundation Used by permission. www.Lockman.org

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์มาตรฐานอเมริกันฉบับใหม่ (NASB) ลิขสิทธิ์ © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 โดยมูลนิธิล็อคแมน ใช้โดยได้รับอนุญาต www.Lockman.org

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



[1] Charles Stanley, “The cost of following Jesus” InTouch.org Daily Devotion, April 18, 2018, www.intouch.org/read/magazine/daily-devotions/the-cost-of-following-jesus  (accessed May 17, 2018).

[2] Wayne Blank, “Gadarenes,” Daily Bible Study by Wayne Blank, Feb. 10, 2003, http://www.keyway.ca/htm2003/20030210.htm (accessed July 1, 2012).

[4]. Guzik, “David Guzik Study Guide Matthew 8,” Blue Letter Bible,www.blueletterbible.org/Comm/guzik_david/StudyGuide_Mat/Mat_8.cfm

[5] Ibid

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top